ส่อแววพิจารณาไม่ทันในรัฐบาลนี้เสียแล้วสำหรับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ของที่ประชุมร่วมรัฐสภา
แต่ต้องมาเจอกับปัญหาสภาล่มซ้ำซากในช่วงท้ายของรัฐบาล ก่อนการยุบสภา และจัดการเลือกตั้ง ส.ส.
ทำให้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านไปได้เพียงไม่กี่มาตราเท่านั้นจากทั้งหมด 137 มาตรา
จึงน่าเสียดายเวลา เสียดายโอกาสที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของการศึกษาไทย หากร่างนี้ต้องตกไป
เพราะร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ใช้เวลากว่า 5 ปี ตั้งแต่เริ่มกระบวนการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เมื่อปี 2560
เป็นการออกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาในรอบ 24 ปี เพื่อทดแทนฉบับปัจจุบัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
นอกจากการล่มของสภาที่เป็นอุปสรรค แต่ยังรวมถึงการออกมาคัดค้านของกลุ่มเครือข่ายองค์กรวิชาชีพครูไทย (ค.อ.ท.) ในหลายมาตรา
ทั้งมาตรา 3 การยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวกับการศึกษา ซึ่งคณะกรรมาธิการเสียงส่วนมากให้แก้ไข แต่ในที่สุดกลับลงมติกลับเป็นร่างรัฐบาล เช่น คำสั่ง คสช.ที่ 7/2558 และคำสั่ง คสช.ที่ 17/2560 ยกเลิก พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา เดิมคุรุสภามีบอร์ดบริหารมีผู้แทนจากวิชาชีพครู แต่คำสั่ง คสช.ที่ 7/2558 ทำให้คุรุสภาไม่มีผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพครูมาเป็นผู้แทน
มาตรา 40 วรรค 2 ว่าด้วยเงินค่าตอบแทนวิทยฐานะ ทำให้บุคลากรในเขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วย ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา รอง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาและศึกษานิเทศน์ จะไม่ได้รับเงินวิทยฐานะ เหมือนที่เคยได้อยู่
มาตรา 106 ว่าด้วยการให้อำนาจรัฐมนตรี ปลัด ศธ. เป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการกระทรวงศึกษาฯ ด้วยระบบการสั่งการจากบนลงล่าง หรือซิงเกิลคอมมานด์
การออกมาขู่ว่าครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศกว่า 1.2 ล้านคน จะไม่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองที่โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ให้มีผลบังคับใช้
จึงอาจมีผลต่อการตัดสินใจของหลายพรรคการเมือง
หากมองเป้าหลักของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปการศึกษาไทย การยกระดับการเรียนการสอน การพัฒนาผู้เรียน ก็ไม่เสียหายที่จะผลักดัน
อย่างที่ “ตวง อันทะไชย” ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ออกมาย้ำก่อนนี้ว่า กฎหมายฉบับนี้มี 3 เรื่องใหญ่ที่เปลี่ยนการศึกษาไทย คือ 1.กำหนดเป้าหมายผู้เรียนว่า ผู้เรียนแต่ละช่วงวัยควรจะได้รับการพัฒนาอะไรบ้าง
2.ในกฎหมายพูดถึงโรงเรียน ที่ถือเป็นคานงัดสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาให้โรงเรียนมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเอง และสามารถบริหารงบประมาณของตนได้
และ 3.กำหนดให้มีการผลิตครูรูปแบบใหม่ขึ้นมา มหาวิทยาลัยต่างรอคอยกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเปลี่ยนหลักสูตรการผลิตครูใหม่
ตามไทม์ไลน์แล้วร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติควรจะต้องผ่านสภา และมีผลบังคับใช้ในปีนี้
แต่สุดท้ายหากไม่ผ่านและต้องตกไป จะต้องเสียเวลามาเริ่มนับหนึ่งใหม่ในสมัยรัฐบาลหน้า
ยิ่งคาดเดาได้ยากว่าจะมีการผลักดันต่อหรือไม่

