หน้าแรก บทความ ประวัติศาสตร์...

ประวัติศาสตร์เสี้ยวหนึ่งของกฎหมายไทย

8.02.23 | 12:33 น.

กฎหมายที่ใช้กันในประเทศไทยทุกวันนี้เริ่มพัฒนามาจากสมัย รัชกาลที่ 5 ล้วนเป็นกฎหมายที่เรานำมาจากประเทศทางตะวันตกทั้งหมด  ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายของไทยในตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ที่เป็นกฎหมายที่ไทยเราได้ต้นแบบมาจากอินเดียและมอญ 


กฎหมายที่ไทยเราเริ่มใช้ในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่เรียกกันทั่วไปว่ากฎหมายตราสามดวงหรือประมวลกฎหมายในรัชกาลที่ 1 ซึ่งเหตุผลที่เกิดมีประมวลกฎหมายในรัชกาลที่ 1 หรือกฎหมายตราสามดวงนี้ เนื่องจาก กฎหมายที่ตกทอดมาจากสมัยอยุธยาและธนบุรีมีข้อขาดตกบกพร่องมากจากการมีศึกสงครามมานาน บรรดากฎหมายที่ตกทอดมาจากการคัดลอก (สมัยนั้นยังไม่มีการพิมพ์) จึงเลอะเลือนเสียหายไปมาก จึงโปรดเกล้าฯให้มีการชำระกฎหมายทั้งปวงเป็นงานใหญ่

แต่สาเหตุสำคัญเร่งด่วนที่ทำให้มีการชำระกฎหมายครั้งสำคัญในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้ เกิดจากกรณีที่ นายบุญศรี ช่างเหล็กหลวง ร้องทุกข์ต่อ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวโทษ พระเกษม และนายราชาอรรถ ว่า อำแดงป้อม ภรรยาของนายบุญศรี เป็นชู้กับนายอรรถ แล้วมาขอหย่า พระเกษม ผู้พิพากษาอนุญาตให้อำแดงป้อมหย่าได้ โดยอ้างข้อความตามพระราชกำหนดที่ว่า

ชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้

Advertisement

นายบุญศรีเห็นว่าไม่ยุติธรรม (เนื่องจากนายบุญศรีไม่มีความผิดอันใดเลยและไม่ต้องการที่จะหย่า ทำนองว่าถึงอย่างไร ก็ยังรักอำแดงป้อมอยู่) เพราะฝ่ายหญิงนอกใจฝ่ายชายแล้วมาฟ้องหย่าชายแล้วให้หย่าได้ เมื่อรัชกาลที่ 1 ได้ทรงสั่งให้นำกฎหมายที่ศาลหลวง หอหลวง และข้างที่ (ทั้ง 3 แห่ง) มาสอบทานดู ก็มีข้อความตรงกันว่าหย่าได้ ซึ่งพระองค์ท่านก็ไม่ได้หักหาญใช้พระราชอำนาจแก้ไขคำพิพากษาของผู้พิพากษาในคดีฟ้องหย่าของอำแดงป้อมแต่อย่างใด เนื่องจากจะไม่ทรงทำการตามอำเภอใจเพียงเพราะทรงมีพระราชอำนาจ หากต้องทรงประพฤติปฏิบัติตามหลักทศพิธราชธรรมในข้อที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและนิติราชประเพณี จึงโปรดให้ชำระกฎหมายให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมไม่คลาดเคลื่อน เพื่อจะได้ตัดสินคดีด้วยความยุติธรรมและเป็นประโยชน์แก่พระมหากษัตริย์ในภายหน้า 

ในการชำระกฎหมายนี้โปรดฯให้มีการแต่งตั้งผู้ชำระกฎหมายขึ้นเมื่อ พ..2347 ประกอบด้วยราชบัณฑิต ลูกขุนหรือผู้พิพากษา และอาลักษณ์ รวม 11 นาย เป็นผู้ดำเนินการช่วยกันชำระกฎหมายให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม งานชำระกฎหมายแล้วเสร็จในปีเดียวกันนั้น แล้วโปรดเกล้าฯให้ประทับตราราชสีห์ (ตราของสมุหนายก) คชสีห์ (ตราของสมุหกลาโหม) และบัวแก้ว (ตราของกรมท่า) จึงเรียกว่ากฎหมายตราสามดวงและแยกเก็บไว้ 3 แห่งคือ หอหลวง ศาลหลวง และห้องเครื่อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบกันได้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น กฎหมายตราสามดวงไม่ได้มีเพียงกฎหมายอยุธยาเท่านั้น แต่ได้รวมพระราชกำหนดใหม่คือกฎหมายที่ประกาศใช้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไว้ด้วย ซึ่งแน่นอนผู้ชำระกฎหมาย 11 ราย สะสางกฎหมายครั้งใหญ่ นำบทกฎหมายที่มีอยู่จัดเป็นหมวดหมู่ ชำระเนื้อความที่วิปริตผิดความยุติธรรมออก ดังนั้นข้อความที่ว่าชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้จึงถูกตัดออกจากกฎหมายตราสามดวง

ในกฎหมายตราสามดวง เรื่องของครอบครัวสามีภรรยาที่ถูกชำระใหม่นี้ก็เป็นไปตามแนวคิดและความเชื่อในสังคมชายเป็นใหญ่อย่างเต็มที่ กล่าวคือ ห้าสิบมาตราแรกเป็นข้อบังคับเพื่อป้องกันการมีชู้ของผู้หญิง ลักษณะของการมีชู้คืออะไร หญิงแพศยา หญิงร้าย คืออะไร มีการบรรยายบทลงโทษอย่างละเอียด ทั้งการแห่ประจาน การเอาเฉลวปะหน้าผาก การโบยตี และอื่นๆ ส่วนชายชู้นั้น บทลงโทษมักเป็นการปรับเงินมากกว่าอย่างอื่น แม้กระทั่งการด่าทอเถียงสามี ก็มีบทลงโทษที่รุนแรงไม่ต่างจากบทลงโทษเมื่อมีชู้มากนัก มาตรา 26 พูดถึงผู้หญิงที่ไม่ได้มีชู้แต่โดนสามีปรักปรำว่ามีชู้และทำร้ายร่างกาย 

ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีชู้จริงๆ ต้องเสียค่าปรับให้บุพการีหรือผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง ไม่มีการล่ามตรวนแห่ประจานและเฆี่ยนตีแต่อย่างใด ส่วนความผิดเกี่ยวกับการละทิ้งนั้น ถ้าผู้หญิงไม่ผิด แล้วผู้ชายทิ้งไป (ลงเรือน) แล้วไม่กลับมาต้องรอ 8, 9, 10 หรือ 11 เดือน เสียก่อน จึงให้ผู้หญิงเอาสินสอด ขันหมาก และทรัพย์อื่นๆ ของชายนั้นไปคืนพ่อแม่ฝ่ายชาย แล้วจึงจะถือว่าขาดจากความเป็นผัวเมียกัน 

แต่ภายหลัง สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงอ้างอิงข้อความที่ว่าชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้ด้วยพระองค์เอง ภายหลังคดีอำแดงป้อม ราว 60 ปีคือใน พ..2408 คดีอำแดงเหมือน ลูกนายเกดกับอำแดงนุ่ม มีอายุ 21 ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บางม่วง แขวนเมืองนนทบุรี ได้รักใคร่เป็นชู้กับนายริด โดยที่บิดามารดาของอำแดงเหมือนก็ได้ยินยอมยกอำแดงเหมือนให้เป็นภรรยานายภู เมื่ออำแดงเหมือนรู้ความว่าบิดามารดาจะยกตนให้เป็นภรรยานายภูก็ไม่ยอม จนบิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตี ต่อมาบิดามารดาของอำแดงเหมือนเข้าไปในห้องเรือน อำแดงเหมือนก็ไม่ยอมเข้าไป คงนั่งอยู่ที่ชานเรือนจนรุ่งเช้า มีชาวบ้านรู้เห็นเป็นจำนวนมาก แล้วอำแดงเหมือนก็กลับมายังบ้านเรือนบิดามารดาของตน บิดามารดาของอำแดงเหมือนก็ด่าว่าทุบตีอำแดงเหมือนอีกแล้วให้นายภูมาฉุดเอาตัวอำแดงเหมือนไปที่บ้านเรือนนายภู แต่อำแดงเหมือนไม่ยอมขึ้นเรือนนายภู หากกลับมายังบ้านเรือนบิดามารดาของตน บิดามารดาของอำแดงเหมือนโกรธด่าว่าทุบตีอำแดงเหมือนอีก ซ้ำยังขู่ว่า หากไม่ยอมเป็นภรรยานายภูจะเอาปืนยิงอำแดงเหมือนให้ตาย อำแดงเหมือนกลัวจึงหนีไปหานายริดได้ 2-3 วัน บิดามารดาของอำแดงเหมือนให้คนมาบอกนายริดว่าให้เอาเถ้าแก่ดอกไม้ธูปเทียนไปที่บ้านกำนัน ซึ่งนายภูได้ไปคอยอยู่ก่อนแล้ว นายภูจึงขออายัดตัวเถ้าแก่ไว้แก่กำนัน 

ต่อมานายภูได้ฟ้องอำแดงเหมือน นายริด บิดามารดาของนายริด และเถ้าแก่ฝ่ายนายริด 2 คน ต่อกรมการเมืองนนทบุรี ว่าขอให้ตัดสินให้อำแดงเหมือนเป็นภรรยาของตน และมิให้นายริด บิดามารดาของนายริด และเถ้าแก่ฝ่ายนายริดทั้ง 2 คนมาเกี่ยวข้องกับอำแดงเหมือนอีกต่อไป อำแดงเหมือนให้การต่อหลวงสยามนนทเขตรขยัน ปลัดเมืองนนทบุรี และกรมการเมืองนนทบุรีว่า ตนหาได้รักใคร่ยอมเป็นภรรยานายภูไม่ พระนนทบุรี เจ้าเมืองนนทบุรี และกรมการเมืองนนทบุรีได้เปรียบเทียบตัดสินว่า ถ้านายภูสาบานได้ว่าอำแดงเหมือนได้ยอมเป็นภรรยานายภู ก็ให้นายริดแพ้ความนายภู นายภูไม่ยอมสาบาน ครั้นจะเปรียบเทียบตัดสินว่า ถ้าอำแดงเหมือนสาบานได้ว่าไม่ได้ยอมเป็นภรรยานายภู ก็ให้นายภูยอมเลิกเป็นความแก่กัน นายภูไม่ยอมให้อำแดงเหมือนสาบาน จึงไม่อาจจะเปรียบเทียบตัดสินได้ 

ภายหลังนายภูกลับมาฟ้องร้องกล่าวโทษนายริด บิดามารดาของนายริด และเถ้าแก่ฝ่ายนายริด 2 คน ต่อกรมการเมืองนนทบุรีอีกว่า คนเหล่านี้ได้ลักพาอำแดงเหมือนภรรยาตนไป ขอให้ส่งตัวอำแดงเหมือนคืนแก่ตน พระนนทบุรี เจ้าเมืองนนทบุรี และกรมการเมืองนนทบุรี จึงจับตัวนายริด บิดามารดานายริด และเถ้าแก่ฝ่ายนายริด 2 คนก็เข้าสู้ความกับนายภู อำแดงเหมือนได้ให้การต่อ

ตระลาการว่าตนหาได้เป็นภรรยานายภูไม่ ตระลาการให้นายเปี่ยมพธำมรงค์คุมอำแดงเหมือนให้ยอมเป็นภรรยานายภู อำแดงเหมือนก็ไม่ยอม อำแดงเหมือนได้เตือนให้ตระลาการชำระความต่อไป ตระลาการก็ไม่ชำระความให้ และนายเปี่ยมพธำมรงค์ก็คุมตัวอำแดงเหมือนไว้ โดยแกล้งใช้ให้ทำการงานต่างๆ จนอำแดงเหมือนทนไม่ไหว เพราะได้รับความทุกข์ร้อนมาก 

ในที่สุดอำแดงเหมือนจึงได้หนีมาทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าตนไม่ยอมเป็นภรรยานายภู ตนสมัครใจเป็นภรรยานายริดต่อไปขอพระบารมีปกเกล้าฯ เป็นที่พึ่งของตน 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยฎีการ้องทุกข์รายนี้ โดยมีพระราชหัตถเลขาสลักหลักฎีกาว่า ถ้าเรื่องที่กล่าวในฎีกานี้ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงมากนัก ก็ให้ นายรอดมอญ มหาดเล็กขึ้นไปจัดการตัดสินให้อำแดงเหมือนเป็นภรรยานายริด ตามความสมัครใจ เพราะอำแดงเหมือนอายุมากถึง 20 ปีเศษแล้ว ควรจะหาสามีตามใจชอบได้ แต่นายริดเสียเงินค่าละเมิดแก่บิดามารดาของอำแดงเหมือนเป็นเงิน 1 ชั่ง และให้แก่นายภู 10 ตำลึง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนั้นให้นายริดเสียแทนบิดามารดาของอำแดงเหมือนและนายภูด้วย แล้วให้คดีความเป็นอันเลิกแล้วแก่กันทั้งเรื่อง

ครับ! ยังไงตามกฎหมายตราสามดวงก็ยังเป็นกฎหมายสำหรับสังคมของชายเป็นใหญ่อยู่ดี

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์