การจัดสรรงบประมาณ
กับการถ่ายโอนรพ.สต.
กาเปลี่ยนผ่านขององค์กรด้านสาธารณสุขที่เป็นประเด็นสำคัญและเป็นที่สนใจของคนทำงานด้านสาธารณสุขทุกระดับ เพราะมันเกี่ยวเนื่องตั้งแต่ระดับบนจนถึงหน่วยงานในระดับปฏิบัติ นั่นคือ การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้ว่าจะเปลี่ยนระดับหัว แต่หน่วยปฏิบัติระดับพื้นที่ยังคงบทบาทในการดูแลสุขภาพประชาชน และน่าสนใจว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลไปในทิศทางใด เป็นความน่าสนใจที่หลายคนจับตามอง
ในการอบรมโครงการหลักสูตรนักบริหารงบประมาณชั้นสูง (นงส.) โดยสำนักงานงบประมาณ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการงบประมาณของผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ รวมทั้งภาคเอกชน 1) ความรู้เกี่ยวกับระบบการงบประมาณ 2) การวางแผนและการจัดทำงบประมาณ 3) การอนุมัติและการบริหารงบประมาณ 4) การบูรณาการงบประมาณ 5) การติดตามประเมินผลและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ
6) รวมทั้งการติดตามและการวิเคราะห์แนวโน้มด้านเศรษฐกิจสังคมเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่องบประมาณแผ่นดิน ทั้งนี้ ได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา รุ่นที่ 9 จำนวน 110 คน เมื่อวันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2566 โดยนายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวนการสำนักงานงบประมาณ เป็นประธาน
นอกจากการมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาแล้ว ยังมีการมอบรางวัลรายงานการศึกษากลุ่มหลักสูตรนักบริหารงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 9 โดยกรรมการด้านวิชาการพิจารณามีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผลการศึกษา เรื่อง “การจัดสรรงบประมาณและการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เป็นผลงานดีเด่น เนื่องจากเป็นรายงานการศึกษาที่จะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพของประชาชนหลังการถ่ายโอนภารกิจดังกล่าว
สำหรับการศึกษาเรื่องการจัดสรรงบประมาณและการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาบริบทวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคในการดำเนินการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลของท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดสรรงบประมาณและประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 3) เพื่อหาแนวทางในการอบรมในการเตรียมความพร้อมการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโดยตรงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่วนวิธีการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) โดยใช้การวิเคราะห์ทั้งในเชิงคุณภาพ ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม
จากการศึกษา จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคในการดำเนินการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า จุดแข็งสำคัญ คือ รพ.สต. ดำเนินการเป็นอิสระในแต่ละพื้นที่ และเข้าถึงชุมชนมากขึ้น จุดอ่อนสำคัญ คือ ข้อจำกัดด้านงบประมาณของ อปท. โอกาสที่สำคัญคือ การบูรณาการภารกิจต่างๆ ในเชิงพื้นที่ของ รพ.สต.ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ และภาคประชาชน และอุปสรรคที่เป็นประเด็นท้าทาย คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกกลุ่มตัวอย่าง ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 อบจ.ที่รับถ่ายโอน-รพ.สต.อยากโอน กลุ่มที่ 2 อบจ.ที่รับถ่ายโอน-รพ.สต.ไม่อยากโอน กลุ่มที่ 3 อบจ.ที่ไม่รับถ่ายโอน-รพ.สต.อยากโอน กลุ่มที่ 4 อบจ.ที่ไม่รับถ่ายโอน-รพ.สต.ไม่อยากโอน
สิ่ง “ค้นพบ” ที่น่าสนใจของแต่กลุ่ม กลุ่มที่ 1 (อบจ.พร้อมโอน, รพ.สต.อยากมา) เป็นกลุ่มที่มีความพร้อม มีจุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ ประเด็นความพร้อมด้านการจัดหาเทคโนโลยี อุปกรณ์ที่ทันสมัยในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข มิใช่เรื่องงบประมาณที่จำกัด ในส่วนกลุ่มที่ 3 (อบจ.ไม่พร้อมโอน, รพ.สต.อยากโอน) พบว่า จุดอ่อนสำคัญ คือ ความรู้ ความเข้าใจ และความพร้อมในการจัดการกำลังคนด้านสาธารณสุขของ อบจ. อย่างไรก็ตาม ในเกือบทุกกลุ่มมองเห็นประเด็นการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่จะมีภาระด้านสาธารณสุขในอนาคตเป็นประเด็นสำคัญ เมื่อวิเคราะห์แหล่งงบประมาณของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พบว่ามีงบประมาณมาจาก 3 รูปแบบหลัก โดย รูปแบบที่ 1 ได้แก่ รูปแบบการจัดสรรงบประมาณของของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่รับถ่ายโอนไปแล้ว (84 แห่ง) มี 3 แหล่งงบประมาณสำคัญ ได้แก่ (1) งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่จ่ายผ่าน Contracting Unit for Primary Care (CUP) ซึ่งในแต่ CUP จะจัดสรรให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (2) งบประมาณเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งแต่เดิมคืองบประมาณอุดหนุนเพื่อจูงใจให้มีการถ่ายโอน และ (3) งบประมาณจาก อปท.ที่สนับสนุนเติมตามนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่นและประเด็นสภาพปัญหาและความต้องการ รูปแบบที่ 2 รูปแบบการจัดสรรงบประมาณของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในปี พ.ศ.2566 จำนวน 63 แห่ง พบว่าเมื่อทำการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปให้ อบจ.รูปแบบ แบบที่ 1 แต่ รพ.สต.จะได้รับเงินอุดหนุนตามขนาดของโรงพยาบาล
รูปแบบที่ 3 เป็นกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการถ่ายโอน งบประมาณส่วนหนึ่งมาจากกระทรวงสาธารณสุข กองทุนหลักประกันสุขภาพ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นกัน แต่ในส่วนงบประมาณที่สนับสนุนจาก อบจ.นั้น จะเป็นไปตามความต้องการและปัญหาในเชิงพื้นที่ซึ่งอาจจะเป็นการตั้งงบประมาณเป็นครั้งคราว แต่อย่างไรก็ตาม หากทำการถ่ายโอนแล้ว พบว่าจำเป็นต้องมีจัดสรรงบประมาณลงไปอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นภารกิจต่อเนื่องของหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง
หากพิจารณาจากทั้งสามรูปแบบ จะพบว่าการจัดสรรงบประมาณยืนบนหลักการสำคัญคือ ความต้องการและปัญหาในเชิงพื้นที่ เพื่อใช้ในดูแลสุขภาพประชาชน (ฉบับหน้ามาคุยเรื่องนี้ให้จบครับ)

