ปัญหาและข้อแก้ไข
ที่แพทยสภาควรให้ความสำคัญ
ยินดีต้อนรับกรรมการแพทยสภาโดยการเลือกตั้ง จำนวน 32 คน ที่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566
แพทยสภาเป็นสภาวิชาชีพ ที่ตั้งโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม ในวันที่ 9 ตุลาคม 2511 จากความคิดที่ว่า แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมควรดูแลกันในด้านจริยธรรม
มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 คือ
1.ควบคุมการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
2.ส่งเสริมการศึกษาการวิจัยและการประกอบวิชาชีพในทางการแพทย์
3.ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก
4.ช่วยเหลือแนะนำเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนและองค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์และการสาธารณสุข
5.ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศ
6.เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย
พ.ร.บ.ดังกล่าวยังระบุ ให้คณะกรรมการแพทยสภา ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการเลือกตั้งในจำนวนเท่ากัน
กรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบไปด้วย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมอนามัย เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เจ้ากรมแพทย์ทหารอากาศ เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ นายแพทย์ใหญ่กรมตำรวจ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์
กรรมการแพทยสภา มีอายุการทำงาน นานสองปี จึงมีการเลือกตั้งใหม่
ในเวลา 55 ปีที่ผ่านมา แม้กรรมการแพทยสภาแต่ละชุดจะได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ เกิดผลดีนับไม่ถ้วน มีกิจกรรมส่งเสริมจริยธรรมแพทย์ เลือกแพทย์ดีเด่นของแพทยสภาอย่างต่อเนื่อง มีหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ของแพทยสภา (สถาบัน
มหิตลาธิเบศร) แต่เนื่องจากสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เกิดปัญหาทางการแพทย์หลายเรื่อง บางปัญหาอยู่ในระหว่างแก้ไข
ปัญหาทางการแพทย์
1.คดีจริยธรรม คดีจริยธรรมที่มาถึงแพทยสภามีเพียงปีละ 200 คดี คิดเป็นร้อยละน้อยกว่า 1 ของจำนวนแพทย์ในปัจจุบัน (ประมาณ 70,000 คน) แต่พบว่ามีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะคดีเสริมสวยที่มีผู้มารับบริการเกิดบาดเจ็บและเสียชีวิต บางคดีเกิดซ้ำๆ ในแพทย์คนเดียวกัน
ส่วนคดีมาตรฐานการรักษา เมื่อมีการเจ็บป่วยเรื้อรังและเสียชีวิตไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรง ผู้ป่วยสูงวัยติดเตียง อายุเกิน 90 ปี ก็มีการฟ้องร้อง บางคดีฟ้องร้องแพทย์ทั้งแผนก เห็นชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยมีน้อยลง ความศรัทธามีน้อยลง ความไม่เข้าใจกันสูงขึ้น
2.ภาระงานแพทย์ ภาระงานที่หนัก รายได้น้อย ตามมาด้วยความเครียด ความทุกข์ ภาวะซึมเศร้า คิดฆ่าตัวตาย และฆ่าตัวตาย ประการหลังแม้เกิดน้อย มีปัจจัยหลายเรื่องมาประกอบ แต่ส่งผลกระเทือนอย่างรุนแรง
3.วัฒนธรรมการเรียนการสอน แม้มีความพยายามเปลี่ยนวัฒนธรรม No Pain No gain แต่การบูลลี่ในระบบการเรียนการสอนการทำงาน ก็สืบต่อเนื่องยาวนาน ความคาดหวังให้แพทย์เก่งดีมีความรับผิดชอบสูง อดทนมากมายกับการทำงานหนัก ส่งผลให้แพทย์เครียด ทุกข์ ลาออก
4.จริยธรรมแพทย์ ว่ากันว่าจริยธรรมเป็นอาภรณ์เกราะเพชรที่ป้องกันตัวแพทย์ แต่จริยธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเอง เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนการเห็นตัวอย่างที่ดีตั้งแต่วัยเยาว์ จริยธรรมแพทย์เริ่มช้าสุดก็ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์
ปัจจุบันการคัดเลือกนักศึกษาแพทย์ไม่เข้มงวดดังแต่ก่อน เลือกปริมาณมากกว่าคุณภาพ มีการขยายโรงเรียนแพทย์อย่างไม่จำกัดเนื่องจาก พ.ร.บ.อุดมศึกษาไม่ได้ให้แพทยสภาควบคุมการผลิต โดยเสียค่าเล่าเรียนจำนวนสูง การลงทุนสูง เมื่อจบแพทย์ก็ต้องหาทุนคืน
5.องค์ประกอบกรรมการแพทยสภา นับเป็นเวลา 55 ปี ตาม พ.ร.บ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ที่ไม่มีการเปลี่ยนองค์ประกอบแพทยสภา กรรมการแพทยสภาทั้งคณะจึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมอาจจะมีประมาณ 20 คน ปัจจุบันมีทั้งหมด 64 คน เนื่องจากคณะแพทย์ได้ขยายจำนวน เป็น 25 แห่ง การประชุมจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร กรรมการโดยตำแหน่งส่งผู้แทนประชุม กรรมการ
เลือกตั้งบางท่านไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ตลอด
6.งบประมาณแพทยสภา แพทยสภามีรายได้จากงบประมาณของรัฐปีละ 5 ล้านบาท มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการสอบ การออกใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม แต่มีค่าใช้จ่าย ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ นิติกร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าตอบแทนอนุกรรมการชุดต่างๆ ที่มีจำนวนมาก แม้ใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุดให้ค่าตอบแทนอนุกรรมการน้อยที่สุด แต่ก็ไม่พอเพียง
วิธีแก้ไขในความเห็นของผู้เขียนมีดังนี้
1.เรื่องจริยธรรม คดีทางจริยธรรม การตัดสินต้องมีมาตรฐาน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นเรื่องของกฎหมายและมาตรฐานทางการแพทย์ อนุกรรมการต้องตัดสินโปร่งใสตรวจสอบได้ เขียนรายละเอียดที่นำมาซึ่งการตัดสินอย่างชัดเจน เพราะศาลปกครองเคยตัดสินคดีที่แพทยสภาแพ้ว่าไม่มีรายละเอียดที่นำมาสู่การตัดสิน
เมื่อมีการตัดสินคดีไม่ควรปกปิดเป็นความลับแต่ควรเป็นตัวอย่างให้แพทย์และประชาชนได้เรียนรู้เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำและเป็นการยกระดับความรับรู้ของทั้งสองฝ่าย
2.ควบคุมคุณภาพการผลิตแพทย์ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกจนจบหลักสูตร ควรมีนโยบายลดบูลลี่ในทุกโรงเรียนแพทย์ จัดให้มีการเรียนการสอนด้านจริยธรรม การสื่อสารมากขึ้น ตั้งแต่นักศึกษาแพทย์และแพทย์ทุกระดับ มีการศึกษาต่อเนื่องในแพทย์ทุกกลุ่ม
3.รัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณแก่แพทยสภา เพราะเป็นสภาวิชาชีพที่ผดุงจริยธรรมแพทย์ ช่วยในการยกคุณภาพ มาตรฐานในการดูแลรักษาโดยตรง
4.แพทยสภาต้องมีช่องทางสื่อสารกับแพทย์และประชาชนมากขึ้น ให้ความเห็นทางวิชาการแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาล ในรูปองค์คณะ สื่อสารแบบ Active เมื่อมีวิกฤตต่างๆ ของประเทศชาติ
5.แก้ปัญหาศัลยกรรมความงาม เสริมสวย และชะลอวัย โดยสมาคมและราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องระดมสมองหาทางออก เช่น จัดให้เป็นเวชปฏิบัติต่างหาก ที่มีการตรวจสอบมาตรฐาน โดยองค์กรที่ประกอบไปด้วยผู้ที่มีความรู้ความสามารถประสบการณ์ในด้านนี้
6.ภาระงานแพทย์ ควรผลักดันให้เป็นกฎหมาย คล้ายกฎหมายแรงงานที่มีผลบังคับใช้จริง
7.มีวิธีปรับลดจำนวนกรรมการแพทยสภาโดยตำแหน่งซึ่งจะส่งผลให้ลดจำนวนกรรมการเลือกตั้ง การทำงานจะได้มีประสิทธิภาพ ควรเปิดโอกาสให้กรรมการแพทยสภา ผู้สมัครกรรมการแพทยสภา และสมาชิกผู้สนใจ เข้ามาเป็นอนุกรรมการชุดต่างๆ ตามความสามารถและความถนัด
8.ใกล้ชิดสมาชิก แพทยสภาควรพบปะ สื่อสารกับสมาชิกอย่างสม่ำเสมอ มีวิธีกระตุ้นให้สมาชิกแพทย์ ร่วมใจออกมาเลือกตั้ง การคัดเลือกกรรมการแพทยสภา ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธี เพื่อให้มีตัวแทนของแพทย์ทุกกลุ่มได้เข้ามาเป็นตัวแทน รวมถึงควรรับฟังเสียงจากสมาชิก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ การทำงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลกระทบกับสมาชิก
สรุป ผู้เขียนได้เสนอปัญหาและการแก้ไข เพราะหวังว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จะทำให้แพทยสภาเป็นสภาวิชาชีพ ตัวแทนของมวลสมาชิกและเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง
พญ.ชัญวลี ศรีสุโข
[email protected]

