หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ชวนคนมา‘กอดวัว’ในอินเดีย โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

20.02.23 | 13:33 น.

14 กุมภาพันธุ์ ของทุกปี เป็นวันวาเลนไทน์ (ของคนกลุ่มหนึ่ง)

ผู้เขียนติดตามข่าวต่างประเทศ ก็มีกิจกรรมเรื่องวันวาเลนไทน์กระจุ๋มกระจิ๋มให้เห็นบ้าง…พอหอมปากหอมคอ

แต่ในสังคมไทย (กลุ่มหนึ่ง) เข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง เน้นว่า.. เป็นวันสำคัญ จะต้องทำโน่น ทำนี่ ..โดยเฉพาะการจดทะเบียนสมรส

ดอกไม้ใหญ่ สีสันสวยงาม ส่งตรงมาจากต่างประเทศ ราคาดอกละเป็นพันบาท ซื้อให้กันเป็นกำ …เป็นความคาดหวังของคนจำนวนมาก ที่สุขใจทั้งผู้ให้-ผู้รับ

ส่งข้อความ ภาพกราฟิก อวยพรกันล้นจอโทรศัพท์ เพื่อส่งมอบความรัก ในขณะที่ผู้รับบางคนก็กระอักกระอ่วนใจ ขวยเขิน เพราะอายุมันเลยช่วงดังกล่าวมาหลายสิบปี..ได้แต่พร่ำร้องขอว่า.. “..วันสำคัญของฉัน คือ 14 เมษายน ..เพราะเป็น วันผู้สูงอายุ..”

Advertisement

ลางเนื้อชอบลางยา…ไทยแลนด์แดนเสรี ฉลองทุกเทศกาล

สังคมอินเดียเก่าแก่หลายพันปี เปิด-เปลี่ยนไปตามกระแสโลก

ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 “วันวาเลนไทน์” เริ่มได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากอินเดียดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ

ก่อเกิด “ชนชั้นกลางใหม่” ของอินเดียที่มีอำนาจในการใช้จ่าย และการซื้อของขวัญและการ์ดอวยพรจากต่างประเทศ

คู่รักหนุ่ม-สาวชาวอินเดีย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เมืองเดลี มุมไบ และบังกาลอร์ มักฉลองวันวาเลนไทน์ด้วยการมอบลูกโป่งและช็อกโกแลตให้เป็นของขวัญ

ชายหนุ่ม-หญิงสาว ชิดแนบกันในสวนสาธารณะ โรงภาพยนตร์ และร้านอาหาร หรือไปปาร์ตี้ธีมวันวาเลนไทน์ ใช้จ่ายแบบมือหนักสำหรับวันวาเลนไทน์

ความเปลี่ยนแปลงที่อุบัติขึ้น..เป็น “ความกังวล” ของชนรุ่นเก่า

ก่อนถึง 14 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา…อินเดีย คิดใหม่-ทำใหม่ ขอ “รีแบรนด์” ภาพลักษณ์ประเทศ ชักชวนผู้คนให้มา “กอดวัว” แสดงความรัก สร้างมิตรภาพ แทนที่จะไปอิงแอบกับวันวาเลนไทน์

รัฐบาลอินเดียเรียกร้องให้ประชาชน “ละทิ้ง” ประเพณีวันวาเลนไทน์แบบ “ตะวันตก” และเฉลิมฉลองโอกาสนี้ด้วยการ “กอดวัวศักดิ์สิทธิ์” ของประเทศแทน

อินเดียมีประชากรราว 1.4 พันล้านคน

ศาสนิกฮินดู นิยมรับประทานอาหารมังสวิรัติและปกป้องวัวในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และวัวเป็นแหล่งที่มาของความเจริญรุ่งเรือง

วัว สามารถเดินไปในตลาด ในชุมชน แวะกินอาหารของพ่อค้า จะนอนบนถนน ขับถ่ายเลอะเทอะไปหมดในดินแดนชาวภารตะ

บางรัฐของอินเดียได้ให้สัตยาบันอย่างถูกกฎหมายในการห้ามฆ่าวัว ผลิตภัณฑ์จากนมมีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ นมซึ่งมักเปลี่ยนเป็นเนยใสหรือโยเกิร์ตเป็นส่วนสำคัญของอาหารอินเดีย

ฮินดู คิดเป็นร้อยละ 80 ของประชากรอินเดีย ไม่ค่อยกินเนื้อสัตว์ การบริโภคเนื้อวัวเป็นสิ่งต้องห้ามด้วยเหตุผลทางศาสนา บางรัฐของอินเดียได้นำหลักการนี้มาใช้ในระบบกฎหมาย แต่จะไม่ดำเนินคดีกับผู้กินเนื้อวัว

มุสลิมมีสัดส่วนร้อยละ 14 ในขณะที่ชาวคริสต์ ซิกข์ ชาวพุทธ และเชน คิดเป็นร้อยละ 6 กินเนื้อวัว

ชาวฮินดูบางส่วน ก็ไม่เชื่อว่าวัวเป็นพระเจ้าหรือบูชาวัวแต่ความเคารพต่อวัวเป็นส่วนสำคัญของประเพณีของชาวฮินดู มี พ.ร.บ.คุ้มครองวัวคุ้มครองสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้

14 กุมภาพันธ์ 2566 ได้รับการประกาศให้เป็น วันกอดวัว (Cow Hug Day) ให้ผู้คนนำวัวเข้าสู่อ้อมกอด

รัฐบาลแถลงการณ์ว่า… การกอดวัว “จะนำมาซึ่งความร่ำรวยทางอารมณ์” และ “จะเพิ่มความสุขส่วนตัวและส่วนรวมของเรา”

นี่เป็นประเด็นใหม่เอี่ยม “วันกอดวัว” ที่เพิ่งปรากฏ ส่วนหนึ่ง คือ ต้องการลดความสำคัญ ลดทอนอารยธรรมตะวันตก ในขณะที่ชาวอินเดียยืนยันในอารยธรรม ประเพณีเก่าแก่ของตน

ต้องลด “ความฟุ้งซ่านของอารยธรรมตะวันตก”

แนวคิดนี้ สร้างความฮือฮาในสังคมได้ไม่น้อย…

ฮินดูถือว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากแต่มี “ความรักเป็นพิเศษสำหรับวัว” ในงานเทศกาลต่างๆ ตกแต่งและให้เกียรติวัว แต่มิได้บูชาในแง่ที่บูชาเทพเจ้า

วัวเป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้ให้” เป็นผู้หล่อเลี้ยงชีวิต ใจกว้างมาก ไม่หวังผลตอบแทน ให้แม้กระทั่ง “น้ำนม-เนื้อ-หนัง-กระดูก”

เปรียบเสมือนผู้ค้ำจุนชีวิตสำหรับมนุษย์จำนวนมาก

มหาตมะ คานธี เคยกล่าวไว้ว่า “คนเราสามารถวัดความยิ่งใหญ่ของชาติและความก้าวหน้าทางศีลธรรมได้โดยวิธีที่ประเทศนั้นปฏิบัติต่อสัตว์ การปกป้องวัวสำหรับฉันไม่ใช่แค่การปกป้องวัวเท่านั้น มันหมายถึงการปกป้องทุกชีวิตที่ไร้ประโยชน์และอ่อนแอในโลก วัวหมายถึงโลกใต้มนุษย์ทั้งหมด”

วัวยังเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรี ความแข็งแกร่ง ความอดทน ความเป็นแม่ และการรับใช้ที่ไม่เห็นแก่ตัว

วัวเดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนน ได้รับการคุ้มครองจากชาวบ้าน นมจากวัวถือว่าบริสุทธิ์และใช้ในพิธีกรรมและเครื่องบูชา

เป็นสัญลักษณ์ของการไม่ใช้ความรุนแรง ความเมตตา

ผู้เขียนเอง นึกภาพย้อนไปนับพันปี มนุษย์ไม่มีเครื่องทุ่นแรง ไม่มีเครื่องจักรกลใดๆ …สัตว์ที่แข็งแรง นำมาฝึกให้ทำงานหนัก ทำการเกษตร ทำไร่ ไถนาได้…ก็น่าจะเป็น “วัว” นี่แหละ

วัวที่นำไปเทียมเกวียนเพื่อการขนส่ง ทำให้พวกมันเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน

ตรรกะ ที่ต้องรัก ทะนุถนอม ดูแล เอาใจวัว เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมา

“วันกอดวัว” ก็ใช่ว่าแนวคิดนี้จะหวานชื่น มีผู้แสดงความคิดเห็นออนไลน์จำนวนมากเยาะเย้ย ติดตลกว่า ..“วัวจะยินยอมหรือไม่”

เรื่องศาสนา ความเชื่อ ศรัทธา ในดินแดนอันกว้างใหญ่ของอินเดีย มีการกระทบกระทั่ง ถึงขนาดยกกองกำลังไปทำร้าย เผาศาสนสถานของอีกฝ่ายกันอยู่เป็นประจำ

สถิติการข่มขืนแล้วสังหารเหยื่อผู้หญิงสูงมาก

นายกฯโมดี ของอินเดีย ส่งเสริมลัทธิชาตินิยมฮินดูหรือที่เรียกว่าฮินดูทวา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มชาตินิยมชาวฮินดูพยายามกีดกันการเฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์

กลุ่มคนรวมตัวกัน ทุบทำลายร้านค้า จุดไฟเผาการ์ดและของขวัญ และคุกคามคู่รักที่แสดงความรักในที่สาธารณะ

“การกอดวัว” เป็นเรื่องปกติในประเทศตะวันตก ซึ่งปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยง ลดความเครียด ภาวะซึมเศร้าความดันโลหิต โรคทางเดินหายใจ ความวิตกกังวล ปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง การขาดการเข้าสังคม ฯลฯ

ในอดีตเกิดโรคระบาดใหญ่ในยุโรป ผู้คนล้มตายเป็นแสน ทำให้เกิดความเหงาในผู้คนจำนวนมหาศาล ใช้การบำบัดโดยการกอดวัว

นายคุปตา (Gupta) อดีตประธานคณะกรรมการสวัสดิภาพสัตว์แห่งอินเดีย (AWBI) กล่าวว่า..การกอดวัวทำให้เกิดผลแง่บวก การอยู่ใกล้วัวช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น

เป็นการกระตุ้นการหลั่งของออกซิโตซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาระหว่างการผูกมัดทางสังคม

การกอดหรือกอดวัว ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อุณหภูมิร่างกายที่อุ่นขึ้นของวัวและลมหายใจที่ช้าและสม่ำเสมอทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในตักของแม่

กลุ่มผู้พิทักษ์ศาสนาที่แต่งตั้งตัวเองเป็น “ศาลเตี้ย” ของสังคมในอินเดีย จะเที่ยวไปสอดส่องดูแลศีลธรรมของผู้หญิง ไม่ยอมให้มีสัญลักษณ์ทางตะวันตก โดยเฉพาะของตกแต่งวันวาเลนไทน์

กลุ่มคนพวกนี้….พุ่งเป้าไปที่คู่รักหนุ่มสาวที่จับจูงมือกัน ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ผู้หญิง โดยกล่าวหาว่า…วันวาเลนไทน์ ส่งเสริมความสำส่อนของผู้หญิงและพฤติกรรมหยาบคาย

นี่มิใช่เรื่องขำๆ ทำกันเล่นๆ นะครับ…อินเดียเอาจริง

“วันกอดวัว” เป็นความคิดริเริ่มโดยรัฐบาลพรรคชาตินิยมฮินดู (BJP) หัวหน้าพรรค คือ นายกฯโมดี ต้องให้ความเคารพวัว เป็นนโยบายทั่วประเทศ

ถ้าจะว่าไปแล้ว…ก็มีเรื่องของ “การเมือง” แฝงเข้ามาด้วย เพราะได้ใจกลุ่มนับถือศาสนาฮินดู ผู้รักวัว

ย้อนไปในปี พ.ศ.2561 พรรค BJP เคยพยายามที่จะเปลี่ยนการเน้นย้ำจากการเฉลิมฉลองความรักในวันวาเลนไทน์เป็นการเฉลิมฉลองให้บิดา-มารดา (Matra-Pitra Diwas) หรือวันรักพ่อ-แม่ ในรัฐทางตอนเหนือ

แนวคิดดังกล่าวถูกล้มล้างโดยรัฐบาลของรัฐ โดยรัฐมนตรีศึกษาของรัฐระบุว่า “การไหว้พ่อ-แม่.. ไม่ควรจำกัดเพียงวันใดวันหนึ่ง”

ปฏิกิริยาของชาวอินเดียก่อนวาเลนไทน์ ปี ค.ศ.2023 ที่ให้กอดวัว มีทั้ง ชอบ เฉย และชัง …ส่วนใหญ่ไม่สนใจ เพราะทราบดีว่า เป็นความพยายามที่จะ “กำจัด” วัฒนธรรมตะวันตก

เกิดเหตุการณ์เรียกร้องให้รัฐบาล ถอน ยกเลิก แนวคิดดังกล่าว สื่อสังคมออนไลน์แทบระเบิด ด้วยถ้อยคำเยาะเย้ย ถากถาง

รัฐมนตรีของรัฐเบงกอลตะวันตก ออกมาแถลงคัดค้าน แสดงความสงสัยว่า รัฐจะจ่ายค่าชดเชยหรือไม่หากวัวทำร้ายคน ในขณะที่ถูกกอด

ในแต่ละปี มีรายงานของผู้ที่ถูกวัวทำร้ายจำนวนมาก

เชื่อมั้ยครับ…อินเดียเป็นคลังปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร้อยละ 32 ของวัวในโลกอยู่ในอินเดีย อินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 และเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 1 ของโลก

มีการสังหาร รุมประชาทัณฑ์ เพียงแค่ปรากฏ “ข่าวลือ” ว่าครอบครัวของใครบางคน เก็บและบริโภคเนื้อวัวที่บ้าน

ฮินดูและชาวมุสลิมทะเลาะกันเรื่องข่าวลือเรื่องการฆ่าวัว ความขัดแย้งเรื่องการห้ามรับประทานเนื้อวัว เป็นความขัดแย้งอยู่เนืองๆ

ข่าวการรุมทำร้าย ทำลายล้างระหว่างคนต่างศาสนาโดยเฉพาะ ฮินดูกับมุสลิม จะปรากฏในสื่อออนไลน์เป็นหลัก ระบบการสอบสวน ระบบงานยุติธรรม ถือว่าพึ่งพาไม่ได้

พวกคน “ฮินดูขวาจัด” ชาวอินเดียก็จะเกลียดคนมุสลิมมาก และจุดที่คนพวกนี้มักจะยกมาโจมตีคนมุสลิมเสมอๆ คือพวกมุสลิมนั้น “ฆ่าวัว” ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของคนฮินดู

ในขณะที่เจ้าของธุรกิจโรงฆ่าสัตว์แทบทั้งหมดคือคนมุสลิม

ความพยายามในการส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น ดูเหมือนจะเกิดผลในทางกลับกัน และถูกต่อต้าน เกิดแนวร่วมมุมกลับมหาศาลอย่างคาดไม่ถึง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลอินเดียได้ก่อให้เกิดความวุ่นวายกับนโยบายของตนที่มีต่อวัว

เกิดการพิฆาตระหว่างชุมชนในอินเดียอย่างหนัก แทบจะเป็นสงครามกลางเมืองย่อยๆ เพราะเรื่องวัวถูกนำมาเป็นนโยบายแบบ “ขวาจัด” ของรัฐบาลนายโมดี