การเมือง เรื่องของการ ‘ทำ’ และ ‘พูด’

27.02.23 | 12:20 น.
การเมือง เรื่องของการ‘ทำ’และ‘พูด’

การเมือง เรื่องของการ ‘ทำ’ และ ‘พูด’

หนึ่งในคำยอดฮิตที่พรรคการเมืองจำนวนมากนำมาใช้โฆษณาประชาสัมพันธ์ตนเองบนแผ่นป้ายหาเสียงช่วงนี้ ก็คือ คำว่า “ทำ”

บทความชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการวิพากษ์การหาเสียงของพรรคใดเป็นพิเศษ

แต่อยากวิเคราะห์ถึงแนวโน้มใหญ่ๆ ที่เมื่อคนการเมืองทั้งหลายชูว่าตนเองเป็นสาย “ลงมือทำ” คู่ตรงข้ามของคำว่า “ทำ” ซึ่งจะโผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ก็คือคำว่า “พูด”

“พูด” กับ “ทำ” คือหนึ่งในคู่ตรงข้ามสำคัญ ที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โจมตีคู่ต่อสู้ทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง ท่ามกลางความขัดแย้งใหญ่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา

Advertisement

คู่ตรงข้ามนี้ได้รับการเน้นย้ำอย่างหนักแน่นในบริบทการเมืองไทยปลายทศวรรษ 2540 ถึงต้น 2550

เมื่อ “พรรคการเมืองใหญ่ฝ่ายค้าน” พรรคหนึ่ง มีความเชี่ยวชาญในการ “พูดจาอภิปราย” การทำงานของรัฐบาลที่ได้รับฉันทานุมัติมาจากเสียงประชาชน

พอการเมืองเปลี่ยน พรรคการเมืองพรรคนั้นก็มีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาลบ้าง ด้วยการแอบอิงกับอำนาจนอกระบบ

น่าเสียดาย รัฐบาลที่นำโดยพรรคการเมืองซึ่งชำนาญเรื่องการ “พูดอภิปราย” กลับ “ลงมือทำ” อะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งยังมีแผลใหญ่เป็นการปราบปรามสังหารผู้มาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกลางเมืองหลวง

วลี “ดีแต่พูด” จึงถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อบ่งชี้ความล้มเหลวของรัฐบาลชุดดังกล่าว

นอกจากการแบ่งแยก “การพูด” กับ “การลงมือทำ” ให้กลายเป็นขั้วตรงข้ามกันแล้ว

คอการเมืองไทยยังมักนิยามเพิ่มเติมว่า “การลงมือทำ” หมายถึงความสำเร็จในเชิงรูปธรรม ตรงกันข้ามกับ “การพูด” ที่เป็นเพียงความเลื่อนลอยล้มเหลวในทางนามธรรม

อย่างไรก็ดี สังคมการเมืองไทยที่ทวีความสลับซับซ้อนขึ้น อาจกระตุ้นให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว “การพูด” หมายถึง “การไม่ลงมือทำ” เสมอไปหรือไม่?

และ “การลงมือทำ” หมายถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ทุกกรณีแน่หรือ?

ขออนุญาตขบคิดถึงคำถามชุดนี้ ด้วยการทดลองสร้างความชอบธรรมให้แก่ “การพูด” ก่อนเป็นลำดับแรก

แม้เราจะมีความทรงจำไม่ดีกับพรรคการเมืองบางพรรค ที่ “พูดเก่ง” แต่ “ทำงานไม่เป็น”

ทว่า สิ่งที่ต้องยอมรับไปพร้อมกัน ก็คือ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การดำรงอยู่ของ “รัฐสภา” หมายถึง การมีอยู่ของที่พูดหรือที่สะท้อนปัญหาของประชาชน

ในแง่นี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “การพูด” ถือเป็น “การทำงาน” รูปแบบหนึ่ง

ทั้งยังต้องไม่ลืมว่า “การพูด” คือการฉายวิสัยทัศน์และอุดมคติบางประการ ซึ่งจะนำไปสู่ “การลงมือทำ” อย่างมีสัมฤทธิผล เช่น นโยบาย “30 บาท รักษาทุกโรค” จะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ๆ ถ้าไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้มาคุยกันในพรรคไทยรักไทย และไม่มีการนำนโยบายนี้ไปหาเสียงกับสาธารณชน

นอกจากนั้น ปัญหาที่ใหญ่กว่า “การดีแต่พูด” ก็คือ โครงสร้างทางการเมืองไทยยุคปัจจุบันคล้ายจะไม่ได้เปิด “ทางสะดวก” ให้พรรคการเมืองขั้วตรงข้ามกับผู้ถือครองอำนาจ ได้ “ลงมือทำ” ในสิ่งที่พวกตนเคย “พูด/นำเสนอ” เอาไว้

ผ่านการวางอุปสรรคสกัดกั้นนานัปการ ตั้งแต่องค์กรอิสระไปจนถึง ส.ว.

ในอีกด้านหนึ่ง เราคงต้องครุ่นคิดให้เยอะว่าจะวัดผลสำเร็จของ “การทำ (งาน)” ได้อย่างไรบ้าง?

“การลงมือทำ” หมายความแค่การทำงานรูทีน หรือการทำงานตามมาตรฐานที่รัฐบาลชุดหนึ่งควรให้บริการประชาชนอย่างเป็นปกติอยู่แล้วไปเรื่อยๆ

หรือหมายถึงการตอบสนองความคาดหวังของประชาชน ผ่าน “การลงมือเปลี่ยนแปลง” อะไรบางอย่าง

ที่สำคัญ “การลงมือทำ” ย่อมไม่สามารถวัดผลได้จากความเชื่อของ “คนทำ” ที่รู้สึกว่าตัวเองได้ทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง

แต่ต้องให้ประชาชนเป็นฝ่ายประเมินว่า ผลลัพธ์ของ “การลงมือทำ” ดังกล่าว ส่งผลต่อชีวิตพวกเขามากน้อยแค่ไหน? ดีขึ้น-เลวลงอย่างไร? และควรให้โอกาส “คนทำงานหน้าเดิมๆ” ได้ “ทำงาน” ต่อไปหรือไม่?

ปราปต์ บุนปาน