ชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งมีจำนวนนับล้านคน ถูกผลักดัน ถูกกวาดต้อน รังแก ผลักไสไล่ส่ง ไม่มีประเทศใดยอมรับว่าเป็นพลเมืองของตน โดนสังหาร โดนทำร้าย เหมือนไม่ใช่มนุษย์
มากกว่า 2 ทศวรรษ ที่ต้องลงเรือเสี่ยงตายในทะเลกว่า 10 วันผ่านอ่าวเบงกอล (Bay of Bengal) ทะเลอันดามัน มาขึ้นชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของไทย ยอม “จมเรือ” เพื่อขอขึ้นฝั่งให้ได้ นับหมื่นคนเลยไปขึ้นฝั่งที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพราะเป็นดินแดนมุสลิมด้วยกัน
เรือล่ม…ตายไปก็มากโข อยู่ในที่คุมขังในไทยก็เยอะ มีข่าวเจ้าหน้าที่ไทยทุจริต “รับเงิน” ช่วยให้เข้าเมือง ทำบัตรประชาชนให้ก็ไม่น้อย เป็นข่าวเล็กๆ ตลอดมานานกว่า 20 ปี
เป็นข่าวเรื่อง “การค้ามนุษย์” ดังสนั่น
คนกลุ่มนี้ อยู่แถวชายแดน เมียนมา–บังกลาเทศ
มีประวัติโดยสังเขปว่าเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว โรฮีนจามีจำนวนประชากรประมาณ 1.1 ล้านคน เป็นชนกลุ่มน้อยชาวอิสลามซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ของเมียนมามาหลายชั่วอายุคน
ที่ผ่านมา ทางการเมียนมาไม่ยอมรับว่าพวกเขาเป็น 1 ในกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศ และผลักไสว่าเป็นพวกลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย หากแต่การเมืองในประเทศไม่สงบ สู้รบกันเองมาตลอด จึงยังไม่มีเวลาจัดการกับคนกลุ่มนี้ แต่ในทางกฎหมายคือ ไม่ยอมรับ
ส่งผลให้ชาวโรฮีนจาต้องกลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในประเทศ และใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมาหลายชั่วอายุคน
ในช่วงที่อังกฤษล่าอาณานิคมเข้ายึดครองเมียนมา อังกฤษไปเอาชาวพื้นเมืองกลุ่มนี้มา “ติดอาวุธ” แล้วให้ไปรบกับชาวเมียนมา
นี่แหละ คือ ความเป็นปรปักษ์ ที่ชาวเมียนมาไม่มีวันให้อภัย แปลว่า พวกแกจะอยู่ในดินแดนของฉันไม่ได้ รวมถึงความแตกต่างทางศาสนาในพื้นที่ที่ “แปลกแยก”
รัฐบาลและประชาชนเมียนมาเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ถูกกีดกันออกจากประชากรส่วนอื่นๆ โดยจงใจ ที่ผ่านมา…ชาวโรฮีนจาไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางอย่างเสรี และแทบไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล การศึกษา หรือการมีงานทำอย่างจำกัด
ชาวเมียนมาใน “รัฐยะไข่” เป็นชาวพุทธ ดำเนินชีวิตแบบชาวพุทธ ในขณะที่โรฮีนจาเป็นมุสลิม
ปี 2555 เกิดความขัดแย้งครั้งสำคัญระหว่างชาวโรฮีนจากับชาวพุทธในรัฐยะไข่ เกิดจลาจลขับไล่ชาวโรฮีนจา ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน และไปอาศัยอยู่ในค่ายกักกัน
ถูกจำกัดสิทธิไม่ให้เดินทาง และถูกแยก กีดกัน บางส่วนข้ามพรมแดนไปในบังกลาเทศ บ้านแตกสาแหรกขาด บางส่วนรวบรวมเงิน จ้างเรือออกมาทางทะเล รอนแรมราว 7-10 วัน
ช่วงแรก…ประเทศไทย คือ ที่หมายปลายทางสังคมไทยเริ่มรู้จักคำว่า “โรฮีนจา”
เรือมนุษย์โรฮีนจามาขึ้นที่ฝั่งอันดามันต่อเนื่องเป็นพันคน เคยมีการประชุมจัดการ…มีคำเท่ๆ ออกมาจากที่ประชุมระดับชาติว่า… “ให้ผลักดัน”
การทำงานราชการเพื่อ “ผลักดัน” มิใช่เรื่องง่าย เกิดอาการ “รั่วและเรี่ยราด” …คำถาม คือ ผลักดันไปไหน ผลักดันอย่างไร ปลายทางคือ และใครรับผิดชอบ ที่ขาดมิได้ คือ งบประมาณ
ผู้เขียนยืนยันว่า ในการประชุมระดับชาติใส่สูทโก้หรู มีข้อเสนอให้ผู้เขียนไปเจรจากับทางการเมียนมาและบังกลาเทศให้รับตัวกลับไป… เรื่องนี้ยังจำไม่ลืม
ปัดโธ่…เมียนมาเป็นอริกับคนพวกนี้มาทั้งชีวิต และไอ้ที่มาขึ้นฝั่งที่ไทยก็เพราะเค้าผลักดันออกมา
เมื่อยังรับราชการ…หลายโอกาส…เวลาประชุมระดับชาติ มีคนใหญ่–คนโตเข้าประชุม จะเกิดบรรยากาศ “โยน” ภารกิจให้พ้นตัว…“มีข้อสรุปแบบเทาๆ” ทุกฝ่ายกลัวความรับผิดชอบ
หน่วยงานที่จะต้องทำงานกับต่างประเทศ จะย้ำเสมอเรื่อง “ภาพลักษณ์” ของประเทศไทย แปลว่าจะให้ทางการไทย “รับดูแล”
(เป็นข้อมูลเสริมนะครับ…พวกโรฮีนจาที่มาทางบกจะเข้ามาทาง อ.แม่สอด จ.ตาก เพราะมีชุมชนมุสลิมใหญ่อยู่ พึ่งพาอาศัยกันได้)
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 เรือมนุษย์ฟากฝั่งอันดามันเข้ามาไม่หยุด ปัญหาคือ จะควบคุมตัวที่ไหน อาหารการกิน พูดกันไม่รู้เรื่อง
เมื่อรวมกันได้ราว 200-300 คน ก็จะนำตัวไปผลักดัน
ครั้งที่จำได้แม่นยำ คือ การนำตัวใส่รถบรรทุกออกจากที่คุมขัง จ.ระนอง ไปปล่อยในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก…จบข่าว
เดือนตุลาคม 2559 กลุ่มติดอาวุธโรฮีนจาในเมียนมา ไปโจมตีค่ายตำรวจทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ ตำรวจพม่าเสียชีวิต 9 นาย
นี่คือ ประกายไฟที่กลายเป็นทะเลเพลิง
กองทัพเมียนมาใช้ไม้แข็ง เดินหน้าปราบแบบเด็ดขาด เผาทำลายบ้านเรือนและชุมชน โรฮีนจาหนีตายออกจากเขตรัฐยะไข่
สื่อต่างประเทศตีข่าวกันระงม มีภาพเล็ดลอดออกมาพอให้เห็น
เผาบ้านเรือนกว่า 1,200 หลัง รวมทั้งอาคารเรียนและมัสยิด ในครั้งนั้นแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International : AI) มีข้อสรุปว่า… ปฏิบัติการเหล่านี้อาจร้ายแรงถึงขั้นเป็น “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ”
ทางการเมียนมาเฉียบ…ห้ามสหประชาชาติและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างๆ นำอาหาร น้ำ และเวชภัณฑ์ไปให้กับชาวโรฮีนจา
คนเหล่านี้ต่างหลบหนีไปยังอยู่ในป่าเขาที่รกร้างทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ นับหมื่นที่ถูกผลักดันเข้าไปในบังกลาเทศ ถูกสกัดโดยทหารบังกลาเทศ เคยมีเหตุเผชิญหน้ากันบ่อยครั้งระหว่างทหารของ 2 ประเทศ เหตุการณ์เป็นเช่นนี้เรื่อยมา
สหประชาชาตินำเงินไปมอบให้รัฐบาลบังกลาเทศ ร้องขอให้จัดที่พักเพื่อมนุษยธรรม เมื่อมีพื้นที่ปลอดภัย…ไหลกันมาไม่หยุด
พื้นที่ตรงนั้น คือ เมืองค็อกซ์บาซาร์ (Cox’s Bazar) เป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเล ชาวบ้านทำประมง
คาราคาซัง ยืดเยื้อมาราว 20 ปี ชาวโรฮีนจามากกว่า 7.4 แสนคน หลั่งไหลเข้าไปในศูนย์อพยพ เกิดลูกหลานไม่หยุด ตัวเลขหยาบๆ คือ 1 ล้านคน
ลองนึกภาพคนจำนวนขนาดนี้ เรื่อง กิน อยู่ หลับนอน น้ำ ไฟ ห้องน้ำ ห้องส้วม รักษาพยาบาล เมื่อฝนตกพื้นที่จะกลายเป็นโคลน
มันคือ “นรกบนดิน” แออัด เฉอะแฉะ ที่พักทำด้วยใบไม้ กิ่งไม้ เกิดไฟไหม้หลายครั้งนับไม่ถ้วน
สหประชาชาติและอเมริกาบริจาคเงินเพื่อมนุษยธรรมมหาศาล แทบจะควบคุมไม่ได้ เป็นอาณาจักรอิสระ…ส่วนหนึ่งก็หาโอกาส “ลงเรือ” หนีออกมาทางทะเล
รัฐบาลบังกลาเทศที่เหนื่อยหน่ายกล่าวว่า… “บังกลาเทศเป็นประเทศที่มีประชากรล้นอยู่แล้ว เรามีประชากร 160 ล้านคน แล้วเราต้องเปิดรับคนผู้ลี้ภัยอีกนับล้านเข้ามา มันทำให้ทุกอย่างยากมากๆ”
ข้อมูลที่ทุกฝ่าย “เห็นตรงกัน” ในเรื่องวิถีชีวิตของชาวโรฮีนจา…
ชาวโรฮีนจาไม่มีจิตของการอนุรักษ์ ชอบตัดต้นไม้รอบๆ ป่า เพื่อเอาไปก่อไฟ และบางทีก็ไปสร้างเพิงสำหรับนอนพักในพื้นที่ป่าเขา ส่งผลให้ธรรมชาติในเขตศูนย์อพยพทรุดโทรมอย่างรวดเร็วมาก
5 มีนาคม 2566 มีรายงานข่าว…เกิดเหตุเพลิงไหม้ค่ายพักผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศ ที่พักประมาณ 2,000 แห่งถูกเผา ทำให้ผู้ลี้ภัยประมาณ 12,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย ส่วนใหญ่หลบหนีมาจากการปราบปรามของทหารในเมียนมา
ที่พักในค่ายทำด้วยไม้ไผ่และผ้าใบ ติดไฟได้ง่าย เมื่อมีเพลิงไหม้เกิดขึ้นจึงทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว
ที่นี่…มีประวัติเคยเกิดไฟไหม้บ่อยครั้ง ข้อมูลจากรายงานของกระทรวงกลาโหมบังกลาเทศเมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า ระหว่างเดือน ม.ค.2564-ธ.ค.2565 เกิดเหตุไฟไหม้ถึง 222 ครั้ง
ในจำนวนนี้มี 60 กรณีเป็นการลอบวางเพลิง
มีชาวโรฮีนจาที่หนีออกไปอยู่ในต่างประเทศ พยายามรวบรวมเงินส่งมาช่วย เป็นตัวช่วยพูดกับชาวโลก ทำทุกอย่างเพื่อให้พี่น้องของตนออกมาจากนรก
มีธุรกิจนำพาชาวโรฮีนจาลงเรือมาครั้งละ 50-100 คน รอนแรมมาแบบไปตายเอาดาบหน้า ออกจากค็อกซ์บาซาร์ มีอุปกรณ์นำทางด้วยดาวเทียม มีอาหาร น้ำแบบจำกัด ใครตายก็โยนลงทะเลไป
หลังฤดูมรสุม…จะทยอยออกมาทางทะเลฝั่งอันดามัน ผู้เขียนเคยรับราชการเป็น “เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร” ได้รับคำสั่งให้ติดตาม กำกับดูแล เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า “โรฮีนจา” เมื่อราว พ.ศ.2550-2554 เรือชาวโรฮีนจาจะมาขึ้นแถว จ.ระนอง
มีปัญหาพอสมควรสำหรับหน้าที่ความรับผิดชอบในทะเลของไทยและชายฝั่ง แทบทุกคนอดน้ำ อดอาหาร เจ็บป่วย แทบไม่มีสภาพความเป็นมนุษย์ โดนแดดเผามาตลอดระหว่างรอนแรมในทะเล
องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะจากต่างประเทศ จะคอยเป็นกระบอกเสียง กดดันให้ชาวโรฮีนจาได้ขึ้นฝั่งในไทย
ผู้เขียนไปประชุมกับกองทัพเมียนมา ไม่ต้องพูดก็รู้คำตอบอยู่แล้ว เรือโรฮีนจาผ่านน่านน้ำของทหารเรือเมียนมา …ใครจะไปจับกุมเพราะต้องการให้คนเหล่านี้ไปให้พ้นประเทศอยู่แล้ว
ที่ผ่านมา มีกระบวนการค้ามนุษย์ จัดการได้แบบไหลลื่น รับตัวไปทำงานในป่า ห่างไกลผู้คน อยู่เย็นเป็นสุขในไทยเยอะแยะ
ปลายปี 2565 ยังมีเรือชาวโรฮีนจาเครื่องยนต์เสียในน่านน้ำไทย
ชาวโรฮีนจาบนเรือมีโทรศัพท์ระบบใช้ดาวเทียมนะครับ เรื่องการติดต่อนัดหมายกับ “ขาใหญ่” บนฝั่ง เป็นเรื่องง่ายๆ
บางครั้ง…มาลำเดียว หรือมาเป็นขบวนเรือ เป็นร้อยคน เหตุผลเดียว คือ หนีออกมาจากที่พักผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ
มาเลเซียที่เป็นเป้าหมายปลายทาง รับขึ้นฝั่งไปแล้วกว่าแสนคน ด้วยความเป็นพี่น้องมุสลิม
อินโดนีเซีย ที่เรือบางลำลอยไปถึง รับตัวไปแล้วราวแสนคน
ซาอุดีอาระเบียที่แสนจะร่ำรวย รับตัวไปจำนวนหนึ่ง ยังขอร้องประเทศในกลุ่มมุสลิมช่วยกันรับตัวไปดูแล
แทบไม่มีประเทศไหนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะยั้วเยี้ยด้วยอัตราการเกิด ชาวโรฮีนจาไม่ต้องการจะคุมกำเนิดทุกรูปแบบ
ในค่ายผู้ลี้ภัยที่ค็อกซ์บาซาร์ แพทย์ต้องทำคลอดทารกเฉลี่ยวันละ 69 คน โดยในช่วง 3 ปี ระหว่างปี พ.ศ.2560-2563 มีเด็กเกิดใหม่มากถึง 75,971 คน ยอดรวมของชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศก็ทะลุ 1 ล้านคนไปเรียบร้อย
ผู้ที่ทำงานกับโรฮีนจาแทบทุกคนจะมีความเห็นเหมือนกันว่า
“ชาวโรฮีนจาไม่สนใจกับกฎระเบียบใดๆ ไม่ต้องการเรียนหนังสือ จึงไม่มีทักษะความรู้ในงานใดๆ”
พ.ศ.2558 บังกลาเทศที่แบกรับภาระแบบ “หลังแอ่น” ต้องไปหาเกาะในทะเลขนาด 40 ตร.กม. ทางตอนเหนือของอ่าวเบงกอล บริเวณปากแม่น้ำเมกห์นา (Meghna) ไปสร้างที่พักและกำแพงขนาดใหญ่ที่ป้องกันคลื่นทะเลได้
ทยอยลำเลียงให้ย้ายไปอยู่กันเองบนเกาะ เพราะหมดปัญญาเลี้ยงดู ความเป็นอยู่ล้วนสร้างความเสียหาย ทำลายทุกอย่าง
เหตุผลอีกประการ 1 คือ ที่พักพิงชั่วคราวบริเวณค็อกซ์บาซาร์ มีชายหาดยาว สวยงาม ที่บังกลาเทศอยากจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำเงิน ทำทอง
เรื่องนี้ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะส่วนใหญ่ประกาศ …“กูไม่ไป”
ขอเลือกที่จะอยู่ตรงนี้ ในศูนย์ผู้อพยพในค็อกซ์บาซาร์
กองทัพเมียนมาก็ตั้งการ์ดสูงที่ชายแดน ห้ามกลับเข้ามาในเมียนมาเด็ดขาด
แม้แต่ชื่อก็ “แสลงหู” …ผู้นำของเมียนมาเคยบินมาขอร้องทางการไทย ขอให้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “เบงกาลี” แทน “โรฮีนจา” ไม่ถือว่าชาวโรฮีนจาเป็น 1 ใน 135 กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศ
ชาวโรฮีนจาคือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ “เป็นที่ต้องการน้อยที่สุดในโลก” และเป็น “หนึ่งในกลุ่มชนส่วนน้อยของโลกที่ถูกกลั่นแกล้งมากที่สุด”
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

