เดินหน้าชน : จำไว้ไม่ลืม

27.03.23 | 12:45 น.

ถือว่ามีความชัดเจนดีมากสำหรับนักการเมืองที่บอกว่าพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรี การพูดแบบนี้ต้องมั่นใจถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ สามารถจะช่วยส่งให้ถึงฝันที่เป็นจริงนอกจากมี ส.ส.ในมือที่เชื่อว่าจะสามารถครองใจเสียงของประชาชนในแต่ละเขต เรื่องของนโยบายก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การนำเสนออย่างเป็นระบบ จะเน้น “ประชานิยม” หรือ “รัฐสวัสดิการ” ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานถึงความเป็นไปได้ว่าสามารถทำได้จริง

หลายพรรคการเมืองจึงมี “กูรูเศรษฐกิจ” ร่วมระดมสมองในการคิดนโยบายให้เกิดความยั่งยืน

ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจมากมายในช่วงวิกฤตโควิด ก่อนจะเร่งฟื้นฟูกันอย่างเต็มที่หลังการเปิดประเทศเมื่อปีที่แล้ว ประกอบกับประเทศไทยเข้าสู่ยุคคนสูงวัยมีสัดส่วนมากขึ้นกว่าคนวัยสร้างตัว ทั้งยังเหลือเครื่องจักรตัวเดียวคือการท่องเที่ยวที่ยังเดินหน้า ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยลุกลามอย่างหนัก ศึกสงครามรัสเซียบุกยูเครนยังกระทบมาถึง ล่าสุดวิกฤตธนาคารทั้งในอเมริกาและยุโรปที่ขาดสภาพคล่อง หวั่นจะเกิดเป็นโดมิโน ยังมีอื่นๆ อีกมากมาย

จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมการระดมทีมเศรษฐกิจของหลายพรรคจึงต้องเฟ้นมือดีที่หลากหลาย โดยเฉพาะภาคเอกชนเข้ามาช่วย เพื่อเป็นความหวังของประชาชน นโยบายที่นำเสนอมีทิศทางไปต่อได้ ก็สามารถจะเรียกคะแนนให้พรรคได้ไม่น้อยกว่าตัวผู้สมัคร ส.ส.เขต

Advertisement

วันนี้ประชาชนมีความรู้ มีความเข้าใจความเป็นไปของการเมืองมากขึ้นที่ส่งผลต่อชีวิตและปากท้องจะดีขึ้นหรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการเมือง ตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอน ทั้งเกี่ยวข้องกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นวัฏจักรสังขารของมนุษย์

เมื่อกล่าวถึงทีมเศรษฐกิจที่แต่ละพรรคไปทาบทามดึงตัวมาจากภาคเอกชน พบว่าส่วนหนึ่งล้วนเคยอยู่ในกลุ่ม “นายทุน” ที่เชี่ยวชาญในภาคเศรษฐกิจระดับใหญ่ เมื่อผันตัวมาช่วยงานพรรคการเมือง นอกจากวางนโยบายด้านเศรษฐกิจระดับประเทศแล้ว ก็ต้องคิดทำให้คนรากหญ้า อาจจะต้องถูกจับตาในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ก่อนถึงวันเลือกตั้งว่า จะขับเคลื่อนเพื่อวางระบบช่วยกลุ่มคนที่เป็นฐานใหญ่ของพีระมิดอย่างไร ทั้งในระยะสั้นที่เห็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุดทันที กับแผนระยะยาวที่ทำให้เป็นความยั่งยืนได้แค่ไหน

ย้อนกลับไปเมื่อคราวเลือกตั้งในปี’62 ที่มีรัฐบาลประชาธิปไตยไม่เต็มใบ ไม่ใช่มาจากการเลือกของประชาชนทั้งหมดโดยตรง หลายนโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาลเคยผูกปิ่นโตตอนหาเสียง ไม่ได้นำมาใช้ หรือไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริง กลับมีความพยายามให้ลืมด้วยซ้ำ เป็นความน่าเจ็บปวดที่เมื่อย้อนกลับไปอ่าน ไม่คิดเหมือนกันว่ากล้านำเสนอขึ้นมาหาเสียงได้อย่างไร

ทำให้เห็นจริงว่า หลังผลเลือกตั้ง นักการเมืองอยากจะเป็นตัวเลือกมากกว่าโดยไม่สนสิ่งใด ยิ่งช่วงการรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พอนานวันเข้า ทำให้รู้สึกได้ถึงความห่างเหินกับประชาชน ถนนเริ่มเปลี่ยนไปสู่สายของการเป็นผู้ได้ใช้อำนาจ ไม่ห่วงใยประชาชนเหมือนตอนขึ้นโพเดียมดีเบต หรือบนเวทีปราศรัยต่อหน้าคนจำนวนมากที่ต่างสละเวลามาฟังว่า ชีวิตหนึ่งจะดีขึ้นจากคำสัญญาของนักการเมืองหรือไม่

เมื่อมีโอกาสเป็นรัฐบาลแล้ว ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนสิ่งที่เคยพูดไว้ในหลายเรื่อง ยังแก้ตัวแบบขุ่นๆ ด้วยว่าที่ทำไม่ได้เพราะไม่ใช่กระทรวงที่อยู่ในความรับผิดชอบ

ทุกเรื่องล้วนมีเหตุผลในตัวเอง นโยบายที่หาเสียงไว้ไม่สามารถสนองตอบประชาชนได้ก็ควรออกมาอธิบาย ในทางกลับกัน ก็ยากจะเห็นนักการเมืองกล้าที่จะเอ่ยปากถึงความผิดพลาดหรือขอโทษประชาชน เป็นอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า

ไหนว่าประชาชนคือเสียงสวรรค์ ไหนว่าเป็นเสียงของเจ้าของประเทศที่แท้จริง

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ผลพวงจาก 4 ปีที่แล้ว หลายคนจำไม่ลืม เมื่อมีนโยบายหาเสียงใหม่ๆ จากรอบนี้เข้ามาอีก จะให้ดีเลิศแค่ไหนที่จะทำเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนก็ตามที พรรคการเมืองทั้งหลายก็ต้องถูกส่องอย่างละเอียดมากขึ้น เจอตรวจสอบมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องมาชวนประชาชน อย่าไปเลือกพรรคนั้น แต่ให้กาบัตรสองใบเลือกพรรคนี้

วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ 1 สิทธิ 1 เสียงของทุกคนจะมีคำตอบให้ สมควรจะไปต่อหรือไม่

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน