ผู้เขียนได้มีโอกาสไปตระเวนไหว้พระตามวัดต่างๆ ใน 3 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่ ลำปาง และเชียงราย ในช่วงวันที่ 24-28 มีนาคมที่ผ่านมานี้ เนื่องจากผู้เขียนมีรสนิยมที่ชื่นชอบในการไหว้พระประธานในโบสถ์หรือวิหารที่สง่างามเป็นพุทธศิลป์เมื่อได้ไปไหว้ไปกราบแล้วก็อิ่มเอิบ เป็นสุขใจ ซึ่งคราวนี้จึงได้จัดการเดินสายเป็นแบบเป็นงานเป็นการเลยคือเข้าวัดนั้นออกวัดนี้วันละ 2-3 วัด ใช้เวลาเดินทางและชื่นชมแต่ละวัดเป็นเวลานานๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เลวที่สุดจากมลพิษทางอากาศของ 3 จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทยนับเป็นประสบการณ์ที่ยากที่จะลืมเลือนได้
มลพิษทางอากาศที่ว่านี้คือลักษณะของอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เทียบได้ว่ามีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ ซึ่งเล็กจนขนจมูกของมนุษย์ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นนั้นไม่สามารถกรองได้ ฝุ่น PM2.5 ประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจำนวนมากล่องลอยอยู่ทั่วไป ทำให้มองเห็นอากาศเป็นฝ้าขาว ในบรรยากาศที่มีฝุ่นควันเหล่านี้เกิดขึ้นจะทำให้ทัศนวิสัยลดลงถึงขนาดเหมือนหมอกหนายามเช้าทีเดียวครับ
เจ้าฝุ่น PM2.5 นี่นะครับเล็กจิ๋วมากขนาดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแม้แต่ขนจมูกของมนุษย์ที่ทำหน้าที่กรองฝุ่นนั้นไม่สามารถกรองได้จึงสามารถผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และเข้าสู่อวัยวะอื่นๆ ในร่างกายได้ ตัวฝุ่นนี้ทำหน้าที่เป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก และสารก่อมะเร็งอื่นๆ ทำให้มีรายงานจากนายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ว่าคนไทยป่วยจากฝุ่น PM2.5 แล้ว 1 ล้าน 7 แสนคน ที่ไม่รายงานอีกไม่รู้กี่ล้านคน เสี่ยงตายสูงแบบรวดเร็ว กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แบบค่อยๆ ลุกลาม ทำร้ายทุกอวัยวะ ในระดับพินาศ สมองเสื่อม เป็นมะเร็งเพิ่มมากขึ้นกันแล้วในขณะนี้
สาเหตุที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศทางภาคเหนืออันหนักหนาสาหัสอย่างสำคัญ ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไร่ข้าวโพด ที่เกิดในที่โล่งทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม กินพื้นที่รวมแล้วมีขนาดหลายแสนไร่ขึ้นไป โดยปกติบนพื้นที่สูงของภาคเหนือหลายจังหวัดรวมถึงเชียงใหม่ บริเวณส่วนยอดของเทือกเขายังคงเป็นป่าไม้ธรรมชาติ พื้นที่ขนาดใหญ่ถัดมาเป็นที่ดินที่ถูกใช้ในการทำไร่ข้าวโพดเพราะข้าวโพดถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสำหรับสัตว์แทนที่เศษข้าวหักเนื่องจากมีราคาถูกกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยในพื้นที่ป่ามีปริมาณลดลงกว่า 14,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนพื้นที่ทางการเกษตรโดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดนั้นกลับเพิ่มขึ้นเกือบ 13,000 ตารางกิโลเมตร
เมื่อปลูกข้าวโพดและเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวไร่ต้องกำจัดซากไร่ ตอซังข้าวโพด ฯลฯ เมื่อถึงฤดูเพาะปลูกรอบใหม่ ด้วยวิธีการที่ง่าย รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนที่สุดคือ การเผา และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดในประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเมียนมา ลาว และกัมพูชา จากเกษตรพันธสัญญาที่ทุนข้ามชาติเข้าไปส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทำให้การเผาไร่ข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวแล้วเพิ่มขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกันเป็นตรีคูณซึ่งหมอกควัน PM2.5 มันไม่มีพรมแดนเสียด้วยทำให้จังหวัดเชียงรายที่ผู้เขียนไปเยือนเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมานี้เผชิญกับคุณภาพอากาศเลวร้ายอย่างหนักตั้งแต่ 26 มีนาคมแล้ว ปริมาณฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงเกินค่ามาตรฐานทั้งของประเทศไทยและขององค์การอนามัยโลกหลายเท่าตัว จัดว่าเลวร้ายที่สุดในโลกเลยทีเดียว โดยรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศใน จ.เชียงราย จาก 3 สถานี ใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่สาย และอำเภอเชียงของ บีบีซีไทยตรวจสอบค่า PM2.5 รายชั่วโมงจากทั้ง 3 สถานี ระหว่างเวลา 01.00-20.00 น. พบว่าค่าสูงสุดอยู่ที่ 770 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่อำเภอแม่สาย เมื่อเวลา 05.00 น. ซึ่งเกินค่ามาตรฐานของไทย (50 มคก./ลบ.ม.) ถึง 15 เท่า และเกินค่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลก (ไม่ควรเกิน 25 มคก./ลบ.ม.) ไปอีกหลายเท่าตัว จัดว่าอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง และยังเป็นค่า PM2.5 ที่สูงสุดของจังหวัดเชียงราย นับตั้งแต่กรมควบคุมมลพิษมีการบันทึกข้อมูลในระบบเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2566
นายแพทย์บรรณกิจ โลจนาภิวัฒน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกแถลงการณ์ว่า ฝุ่น PM2.5 ถือเป็นมลพิษต่อสุขภาพของมนุษย์ เพราะเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมาก (เล็กกว่าเส้นผมถึง 20 กว่าเท่า) เมื่อหายใจเข้าไปแล้ว สามารถเล็ดลอดผ่านขนจมูกเข้าสู่ปอดและหลอดลมได้ แต่ที่ร้ายยิ่งกว่า PM2.5 คือ PM0.1 ซึ่งเป็นฝุ่นละเอียดขนาดเล็กมาก เส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 0.1 ไมครอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน PM2.5 สามารถทะลวงผ่านถุงลมเข้าสู่ระบบเลือดไปได้ทุกส่วนของร่างกาย ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองอุดตัน ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ทั้งนี้ มีงานวิจัยของจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้ยืนยันแล้วว่า เมื่อคุณภาพอากาศเลวลง อัตราการเข้ารับบริการ ณ ห้องฉุกเฉินและการเข้าอยู่ในโรงพยาบาลจะสูงขึ้น เพราะมลพิษทำให้ปัญหาสุขภาพที่มีอยู่กำเริบขึ้น ทั้งยังเป็นสาเหตุทำให้หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองตีบ หอบหืดกำเริบ รวมทั้งอาการอื่นๆ และการเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิตได้อีกด้วย
“สถานการณ์ปัจจุบันของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ พบว่าในช่วงที่มลพิษอากาศฝุ่น PM2.5 สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างชัดเจน มีผู้ป่วยที่อาการกำเริบเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลยังห้องฉุกเฉินเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถเข้านอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ เนื่องจากหอผู้ป่วยเต็มอย่างต่อเนื่อง” นายแพทย์บรรณกิจกล่าวปิดท้าย
บังเอิญผู้เขียนเคยเป็นโรคหืดหอบเมื่อตอนยังเป็นเด็ก ครั้นโตขึ้นก็ริสูบบุหรี่เข้าไปอีก กว่าจะเลิกนิสัยมิจฉาทิฐินี้ได้ก็เมื่อตอนอายุ 43 ปีทำให้ผู้เขียนมีอาการหายใจเสียงวี้ดหรือตามศัพท์ราชบัณฑิตสภาคือเสียงหายใจหวีดหวือ (Wheezing หรือ Whistling sound) ซึ่งเป็น เสียงที่เกิดแทรกขึ้นมาจากเสียงหายใจปกติ ลักษณะของเสียงเป็นเสียงแหลมต่อเนื่องที่เกิดจากเสียงของลมเคลื่อนที่ผ่านท่อหลอดลมที่แคบมากหรือเสียงของลมที่มีความเร็วสูงเคลื่อนที่ผ่านท่อที่ตีบแคบกว่าปกติ สำหรับในระบบหายใจ เสียงนี้เกิดเนื่องจากผนังทางเดินหายใจที่ตีบแคบอย่างรุนแรงจนเกือบปิด เมื่อลมหายใจเคลื่อนที่ผ่านจึงเกิดการสั่นหรือแกว่งไปมาจึงทำให้เกิดเสียงวี้ดแทรกขึ้นมา
ดังนั้นผู้เขียนจึงเดินทางไปไหว้พระพร้อมทั้งเสียงวี้ดอยู่ตลอดเวลาด้วยความเกรงใจผู้คนที่ไปไหว้พระรอบข้างจะแย่อยู่แต่ก็ยังโชคดีที่รอดชีวิตกลับมากรุงเทพฯได้ เห็นใจชาวจังหวัดภาคเหนือมากๆ ที่ต้องประสบภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเองเช่นนี้ และซาบซึ้งใจกับการตอบสนองของรัฐบาลรักษาการในภาวะวิกฤต ที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยบอกว่า ไม่มีหลักเกณฑ์ในการประกาศเขตภัยพิบัติและเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการแก้ปัญหาวิกฤตเหล่านี้
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

