เดินหน้าชน : ตอบโจทย์ โดย สัญญา รัตนสร้อย

5.04.23 | 13:38 น.

การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเป็นประธาน เมื่อ 9 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบปรับแผนรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มอีก 3,668.5 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันรับซื้ออยู่ที่ 5,203 เมกะวัตต์

เป็นการรับซื้อต่อเนื่องในโครงการรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้าประเภทไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ทั้งโซลาร์ฟาร์ม ลม ก๊าซชีวภาพ และขยะอุตสาหกรรม

ต้องขยายความ FiT คือมาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทหนึ่ง เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน อัตรา FiT จะเป็นการรับซื้อในอัตราคงที่ตลอดอายุโครงการ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามค่าไฟฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)

เหตุผลที่ กพช.หยิบยกเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น อ้างว่าเป็นการตอบโจทย์ของประเทศที่จะมุ่งสู่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดนำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตามทิศทางกระแสโลก

ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงจากการที่ไม่ต้องจ่ายค่าพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งถูกบวกในต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เนื่องจากการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนไม่ถูกจัดอยู่ในปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศ

Advertisement

ถึงอย่างนั้นยังมีอีกมุมหนึ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ กระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดที่รับซื้อเป็นการผลิตไฟฟ้าแบบ non firm หมายถึงผลิตไฟฟ้าไม่ได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ และวัตถุดิบที่ป้อนเข้าโรงไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าประเภทนี้ยังมีจุดบอดจางๆ ในการบริหารจัดการให้มีความเสถียร

อีกทั้งในความจริงแล้วการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยังถือว่ามีต้นทุนสูงอยู่เหมือนกัน โดยเฉลี่ยหน่วยละกว่า 5 บาท สูงกว่าการผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน

การรับซื้อไฟฟ้าประเภทนี้เพิ่มย่อมส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมอยู่ดี ดังนั้นทางออกจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการมุ่งสู่พลังงานหมุนเวียน กับราคาค่าไฟฟ้าโดยรวมที่เหมาะสมด้วย

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารพลังงานไฟฟ้าของไทย คงทราบว่าปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำแบบไฮบริดบนทุ่นลอยน้ำใหญ่สุดในโลกที่เขื่อนสิรินธร ปล่อยไฟฟ้าเข้าระบบเรียบร้อยเมื่อปลายปี 2564

ล่าสุด เมื่อ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ครม.เพิ่งอนุมัติการลงทุนอีกแห่งที่เขื่อนอุบลรัตน์

ทั้งสองแห่งรวมกันมีกำลังการผลิต 69 เมกะวัตต์ จากทั้งหมดที่ กฟผ.ได้รับการอนุมัติตามแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้าประเทศ (PDP) ราว 2,700 เมกะวัตต์

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนว่า เป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่มีความเสถียรสูง เนื่องจากผลิตแบบไฮบริดร่วมกับพลังน้ำจากเขื่อน ที่สำคัญมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำเพียง 1.99 บาทเท่านั้น ขณะเดียวกันความสามารถดำเนินโครงการของ กฟผ. มีสูงถึงกว่า 10,000 เมกะวัตต์

ทั้งยังสามารถใช้พื้นที่ในเขื่อน ทรัพยากรของ กฟผ.อย่างเต็มศักยภาพ

ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ว่าจะมองจากมุมค่าไฟหรือความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งไอเท็มสำคัญตอบโจทย์ประชาชนและประเทศ

ในเมื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งที่ออกมาแล้ว และจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำฯของ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานรัฐเอง ก็ควรได้รับการสนับสนุนต่อยอดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

นอกเสียจากจะมีอะไรในกอไผ่ก็แค่นั้น