สถานีคิด : ทางใครทางมัน

11.04.23 | 13:32 น.

1วันนี้หันไปทางไหนก็มีคนพูดถึงแต่กระเป๋าเงินดิจิทัลหัวละ 1 หมื่นบาท

แม้ว่าการพูดถึงจะมีทั้งบวกและลบ แต่สรุปก็คือทุกคนรู้ว่านโยบายนี้เป็นของพรรคเพื่อไทย

เพราะตั้งแต่ที่ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯของพรรคประกาศออกมาหัวข้อการสนทนาก็มีหลากหลาย

นับตั้งแต่ผิดกฎหมายข้อบัญญัติเรื่องสัญญาว่าจะให้หรือเปล่า

ประเด็นนี้แม้นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จะเห็นว่าไม่เข้าข่ายความผิด แต่ก็มีผู้เริ่มยื่นคำร้องกันแล้ว

Advertisement

ต่อมามีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ในการปฏิบัติจริง

เริ่มถามกันละเอียดยิบว่าจะเอาจากไหนมาแจกหัวละหมื่น เงินที่ใช้จะได้รับการอนุมัติอนุญาตไหม หรือประชาชนผู้มีสิทธิได้รับจะใช้จ่ายกันตามการคาดการณ์หรือไม่

และสุดท้ายก็ว่ากันถึงผลกระทบ เช่น ต้องขึ้นภาษีในภายหลังหรือเปล่า จะทำให้ประเทศชาติเป็นหนี้เพิ่มหรือไม่ และเอื้อประโยชน์นายทุนใช่ไหม

ทุกคำถามมีคำตอบ และปะปนไปด้วยความคิดเห็น

ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความเห็นเช่นใด สุดท้ายคือนโยบายนี้ “โดน”

นี่คือการกลับมาของ “เจ้าพ่อประชานิยม”

แม้ก่อนหน้านี้แต่ละพรรคการเมืองได้ออกนโยบายประชานิยมกันมากมาย แต่เมื่อเทียบกับนโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทยแล้วต้องถือว่า “หมองไปเลย”

พรรคเพื่อไทยที่สืบทอดมาจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน มีจุดเด่นคือแนวทางการบริหารงาน จึงมีไอเดียการใช้จ่ายที่ทำการตลาดได้สำเร็จทุกครั้ง

ตอนที่ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นโยบายที่ทำให้พรรคได้รับความนิยมจนกระทั่งได้เป็นรัฐบาลก็คือ นโยบายประชานิยม

ส่วนการชนะการเลือกตั้งในวาระ 2 ที่ได้คะแนนถล่มทลายนั้นมาจากความสำเร็จในการบริหารจนนโยบายประสบความสำเร็จ

และดูเหมือนความสำเร็จในช่วงเวลานั้นส่งอานิสงส์มาถึงเวลานี้ด้วย

ทั้งนี้เพราะคนเชื่อว่านโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทยจะเกิดเป็นรูปเป็นร่างหากไม่มีใครมาขัดขวาง

เป็นเพราะพักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค และอื่นๆ ในสมัยพรรคไทยรักไทยนั้นประสบผล

แม้นโยบายจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะถูกโจมตีว่าโกง แต่ผู้คนก็ยังเห็นว่าพรรคนี้ทำตามคำมั่นสัญญา

การหาเสียงตอนนี้เห็นชัดแจ้งว่า หากคิดจะใช้ “ประชานิยม” อาจแพ้ทางเพื่อไทย

เช่นเดียวกับความเชื่อในไอเดียรื้อโครงสร้างประเทศ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคที่คนเชื่อว่าเข้าไปแล้วทำจริงคือ พรรคก้าวไกล

เช่นเดียวกับพรรคไทยรักษาชาติ ที่ได้รับความเชื่อมั่นในความรักษาชาติ และพร้อมที่จะต่อต้านใครก็ตามที่เห็นว่าไม่รักชาติ

จะมีก็พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งหัวหน้าพรรคอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เปลี่ยนท่าทีไปสู่การ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” แต่แกนนำพรรคยังคลุกอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง

จึงเป็นพรรคที่รอการพิสูจน์

พรรคชาติไทยพัฒนามีความอบอุ่นของครอบครัว พรรคไทยสร้างไทยชูบทบาทของผู้หญิงและการดูแลชาวบ้าน

เช่นเดียวกับพรรคชาติพัฒนากล้าที่เน้นเศรษฐกิจพื้นที่อีสาน หรือพรรคประชาชาติที่เจาะจงพื้นที่ภาคใต้

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ตอกย้ำความซื่อสัตย์ ส่วนพรรคภูมิใจไทย ขยายผลผลงานที่ “พูด” แล้ว “ทำ”

ทุกพรรคล้วนมีทางเดิน ทางใครทางมัน ส่วนประชาชนจะเลือกทางไหน หลัง 14 พฤษภาคมก็รู้

นฤตย์ เสกธีระ