หน้าแรก บทความ กระเป๋าเงินดิ...

กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บ. …การเมืองจ๋ามาก่อน

13.04.23 | 12:45 น.
กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บ. ...การเมืองจ๋ามาก่อน

กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บ. …การเมืองจ๋ามาก่อน

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีกับแกนนำพรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายเศรษฐกิจล่าสุด เติมเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัลให้คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 10,000 บาท ให้ใช้ภายในรัศมี 4 กิโลเมตรจากที่อยู่ตามบัตรประชาชน ภายในเวลา 6 เดือน ภายใต้เงื่อนไขต้องได้เป็นรัฐบาล จะเริ่มทันทีวันที่ 1 มกราคม 2567

รายการนี้ให้กับคนไทยทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน ขัดสนไม่มีอันจะกิน จนถึงคนรวยล้นฟ้า พ่อค้า วาณิช เจ้าสัว นายธนาคาร ฯลฯ มีสิทธิได้หมด โดยเท่าเทียมกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สุดแต่ว่าใครจะรับหรือไม่รับ จะเอาไปใช้อย่างไรภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

ออกตัวแรงสุดเหวี่ยงเป็นครั้งที่สอง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท สร้างความฮือฮาไปทั่วทุกวงการ พร้อมเสียงวิจารณ์ด้วยความเป็นห่วงว่า ค่าแรงอันเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญพุ่งขึ้น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หัตถกรรม พาณิชยกรรม
รายกลาง รายย่อย เอสเอมอีทั้งหลายจะรับไหวหรือนี่ ส่วนรายใหญ่หนีไปใช้ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ เอไอ คนงานตกงานเป็นระลอกอยู่แล้ว

ข้าวของ เครื่องใช้ สินค้า อุปโภคบริโภค ค่าครองชีพ ไม่วิ่งตามขึ้นไป จนคนจน ยิ่งกระอักเลือดหนักขึ้นอีกหรือ
มาเที่ยวนี้เข็นนโยบายใหม่ อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นเงินก้อนใหญ่ ภายใต้คำอธิบายว่า เป็นการปั๊มหัวใจ ไม่ใช่หยอดน้ำข้าวต้ม อย่างที่รัฐบาลก่อนดำเนินการ ทีละ 300, 500, 700 บาท

Advertisement

สุ้มเสียงผู้คนที่ดังตามมาโดยเฉพาะนักการเมือง และพรรคการเมืองด้วยกันเองถึงกับตกตะลึง เพราะตามไม่ทัน คิดไม่ถึง เลยสบถด้วยความหวั่นไหว “งานนี้ประชานิยมตัวพ่อ เลยทีเดียวแหละ”

เพราะเกรงว่าพรรคใหญ่จะเก็บคะแนนเสียงแลนด์สไลด์ จนพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก ต้องปิดฉากเก็บของกลับบ้านกันไปตามๆ

นโยบายนี้จึงเป็นแผนการหาคะแนนเสียงก่อนเข้าช่วงโค้งสุดท้าย มุ่งเป้าหมายทางการเมืองเพื่อครองความเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน

ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวพร้อมกัน ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่เลขาธิการพรรคพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจว่า ไม่ใช่แค่ได้นกสองตัว แต่สี่ตัว ไปโน่นเลย

ครับ ต้องติดตามรอดูผลการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม ว่าการออกตัวนโยบายแรงสุดเหวี่ยง ผลจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แค่ไหน

ในรายละเอียดวิธีการ ลดแลกแจกแถมด้วยเหตุผลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้อัตราการเจริญเติบโตก้าวขึ้นไปสู่ปีละ 5% เกิดคำถามตามมาที่สำคัญคือ คนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไปมี 5.5 ล้านคน จะต้องใช้เงินทั้งสิ้น 5.5 แสนล้านบาท จะเอาเงินมาจากไหนไปให้คนละ 10,000 บาท

หากไม่กู้เงินจนกลายเป็นภาระงบประมาณประจำปี และปรับขึ้นภาษีประเภทต่างๆ ซึ่งแกนนำพรรคยืนยันไม่ได้คิดขึ้นภาษี

แนวทางก็คือ ขยายฐานผู้เสียภาษีให้มากขึ้นจากที่เป็นอยู่ขณะนี้ซึ่ง % ต่ำมาก คนส่วนน้อยจึงต้องแบกรับภาระคนส่วนใหญ่ หากมีผู้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นจะทำให้มีรายได้มากขึ้นตามมา

พร้อมกับการจัดสรรงบประมาณประจำปีใหม่ ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง นำมาใช้เพื่อการนี้

งบซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ งบราชการลับของกระทรวงกลาโหม เฉพาะช่วงที่คุณชวน หลีกภัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ขอรับและมอบคืนให้ทุกเหล่าทัพ 7 ล้านบาท รวมทั้งรัฐมนตรีกลาโหมคนอื่นๆ ใครมอบคืน ใครเก็บใส่กระเป๋ากลับบ้าน ยังไม่มีใครกล่าวถึง อยู่ในเกณฑ์ควรถูกตัดด้วยหรือไม่

ด้วยความคาดหวังว่า การดำเนินนโยบายนี้ เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว การจับจ่ายใช้สอยขยายตัว รัฐจะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อการขายที่เพิ่มขึ้น ถึง 2 แสนล้าน พร้อมด้วยภาษีนิติบุคคลที่เพิ่มตามมา

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ แม้ดำเนินนโยบายนี้แต่โครงการเดิมของรัฐบาลก่อนคือ แจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน จะไม่ยกเลิก แต่จะให้เลือกระหว่าง บัตรคนจน กับโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งคุยว่าจะลดงบประมาณลงได้ถึง 50,000 ล้าน

นั่นหมายความว่า ถ้าคนเลือกรับบริการบัตรคนจนต่อไปก็จะไม่ได้สิทธิได้เงิน 10,000 บาท ใส่กระเป๋าเงินดิจิทัล คนมีบัตรคนจนก็ต้องคิดเปรียบเทียบละซิครับว่า อย่างไหนจะได้มากกว่ากัน

จาการแจกเงินใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบล่าสุดปี 2565 มีจำนวนทั้งสิ้น 14.6 ล้านใบ รัฐบาลเติมให้ทุกเดือน เดือนละ 1545 บาท ถ้าระยะเวลาการเติมเงินเท่ากันคือ 6 เดือน จะเป็นเงินทั้งสิ้น 9,270 บาท ต่างกันแค่ 730 บาท ถ้าเติมเงินบัตรคนจนเพิ่มให้อีกหนึ่งเดือน ก็จะมากกว่าเงินในกระเป๋าเงินดิจิทัล

จุดต่างจึงมีเพียงแค่ กระเป๋าเงินดิจิทัลให้รวดเดียวครั้งเดียว 10,000 บาท ใช้ภายใน 6 เดือน ส่วนบัตรคนจนทะยอยให้ทีละเดือน

ว่าไปแล้ว นโยบายเติมเงินในกระเป๋าดิจิทัล ไม่ควรนำไปเทียบเคียงกับนโยบายบัตรคนจนซึ่งให้เฉพาะคนที่รายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ถ้าจะให้ได้ผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นต้องให้คนจนได้รับทั้งสองสวัสดิการ

โครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลจึงควรเทียบเคียงกับโครงการคนละครึ่งและช้อปดีมีคืนมากกว่า แนวทางใดกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ดีกว่ากัน เพราะให้สิทธิกับทุกคน ทุกสาขาอาชีพ ทั้งรวยและไม่รวย ยกเว้นคนมีบัตรคนจน

แต่ก็มีประเด็นเชิงหลักการว่า ยิ่งภาครัฐลดแลกแจกแถมให้มากเท่าไหร่ คนยิ่งนั่งรอ นอนรอ ไม่ขวนขวายทำการงาน ไม่ประหยัดมัธยัสถ์เก็บหอมรอมริบ ไร้วินัยทางการเงิน สุดท้ายรัฐก็ถังแตก ประเทศล้มละลาย

ฉะนั้นไม่ว่านโยบาย โครงการอะไรก็ตาม การเน้นสร้างอุปนิสัยใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น รู้จักเก็บออมจนกลายเป็นวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องทำควบคู่กันไปตลอดเวลาตั้งแต่เด็กจนตาย