มีเสียงสะท้อนเชิงห่วงใยออกมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา กับการเปิดนโยบายหาเสียงประชานิยมแบบรัวๆ ของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงอีกไม่ถึงเดือนก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.วันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค.นี้
เม็ดเงินหลายล้านล้านบาท ตามที่นักวิชาการประเมิน เป็นงบประมาณรวมกันจากนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง
ที่มีกระแสแรงและพูดถึงนโยบายพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่จะเติมเงิน 10,000 บาท ใส่กระเป๋าเงินดิจิทัลให้คนอายุ 16 ปีขึ้นไป 54 ล้านคน คาดใช้งบ 540,000 ล้านบาท
ส่วนพรรคอื่นๆ อย่างเช่น พรรค พปชร. เติมเงิน 700 ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 700 บาท/เดือน 14 ล้านคน ปีละ 116,600 ล้านบาท
พรรค รทสช.เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1,000 บาท/เดือน 14 ล้านคน ตกปีละ 168,000 ล้านบาท
พรรคก้าวไกล ให้เงินบำนาญประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 3,000 บาท 12 ล้านคน ตกปีละ 432,000 ล้านบาท
พรรคไทยสร้างไทย ให้เงินบำนาญประชาชนอายุ 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 3,000 บาท 12 ล้านคน ตกปีละ 432,000 ล้านบาท
พรรคเสรีรวมไทย เงินบำนาญประชาชน 65 ปีขึ้นไป 3,000 บาท/เดือน 8.3 ล้านคน ตกปีละ 298,800 ล้านบาท
การประกาศนโยบายเหล่านี้ แต่ละพรรคจะต้องชี้แจงรายละเอียด ตามที่มาตรา 57 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2561 กำหนด มายังสำนักงาน กกต.ภายในวันที่ 18 เมษายน
3 ประเด็นที่ต้องชี้แจง คือ 1.มีการระบุวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ 2.ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ 3.ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
แต่ละพรรคทยอยแจ้งรายละเอียดไปยัง กกต.แล้ว
อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประกาศดังกล่าว เป็นกลยุทธ์หนึ่งของแต่ละพรรค ที่จะนำมาแย่งชิงคะแนนจากโหวตเตอร์ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
นอกเหนือจากนโยบายที่ประกาศออกมาว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร แต่ละพรรคควรแจงรายละเอียดที่มาที่ไป
ทั้งที่มาของงบประมาณมหาศาลที่จะนำมาขับเคลื่อนนโยบาย จะกระทบภาวะทางการเงินการคลังของรัฐหรือไม่ และจะเกิดประโยชน์ในภาพรวมอย่างไร
จะเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปตัดสินใจว่าควรกาบัตรให้พรรคใด
ส่วนตัวเห็นด้วยกับ อาจารย์โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา ที่ได้สะท้อนเรื่องนี้ว่า “พรรคการเมืองแข่งกันออกนโยบายประชานิยมแล้วทุกพรรคก็ไม่ทำ ทำให้มีการเกทับงบประมาณเป็นล้านล้าน ต่อไปอาจจะมีบางพรรคการเมืองออกมาให้คนละ 3 หมื่นก็เป็นไปได้
หากมีการเสนอนโยบายประชานิยมอย่างนี้ มีแนวโน้มประเทศเละแน่ หากมีการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง อาจจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบอเมริกาใต้ที่เป็นตัวอย่างที่เลวร้ายมาแล้ว เนื่องจากใช้ประชานิยมแบบหวังผลคะแนนเสียง”
ยิ่งใกล้ๆ การเลือกตั้ง เราอาจจะได้เห็นนโยบายอะไรออกมาอีก
สุดท้ายขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนว่าจะเลือกนโยบายที่หวังประโยชน์ระยะยาว หรือระยะสั้น กับสารพัดประชานิยม
สุพัด ทีปะลา

