หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : กำแพงเมืองจีน…มหัศจรรย์งานสร้าง

17.04.23 | 12:40 น.
ภาพเก่าเล่าตำนาน : กำแพงเมืองจีน...มหัศจรรย์งานสร้าง สร้างเมื่อราว 2,300 ปีมาแล้ว

สร้างเมื่อราว 2,300 ปีมาแล้วโดยมนุษย์ ทอดตัวยาวไปบนผิวโลก…กว่า 2 หมื่นกิโลเมตร ผ่านพื้นที่ป่า เขาสูง อากาศหนาวจัด ลมแรง ต้องปีนป่าย แรงงานชาวจีน เชลยศึก นักโทษ สังเวยชีวิตนับล้าน
ที่เจ็บปวดที่สุด คือ ค่าใช้จ่ายการก่อสร้างมาจาก “การรีดภาษี”
อธิบายแบบรวบรัด…ในอดีตนับพันปีที่แล้ว… ผู้ปกครอง 7 แคว้นคือ Chu, Qi, Wei, Yan, Zhao, Qin และ Han เป็นคู่แข่งกันแย่งชิงอำนาจ แต่ละกลุ่มจะสร้างกำแพงของตัวเองเพื่อป้องกันซึ่งกันและกันและยังป้องกันชนเผ่าเร่ร่อนจากทางเหนือ

จักรพรรดิจีนพระองค์แรก ทำสงครามเอาชนะ รวมแคว้นทั้งหมดให้เป็นปึกแผ่น…ตั้งราชวงศ์ฉิน
จิ๋นซีฮ่องเต้ คือ ผู้สั่งให้รวมกำแพงที่สร้างโดยรัฐต่างๆ เชื่อมโยงเข้าด้วยกันเพื่อเป็นกำแพงขนาดใหญ่แผงเดียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ กำแพงเมืองจีนที่เราเห็นทุกวันนี้
ผู้วางแผนต้องเป็นอัจฉริยะของโลก สร้างจากทะเลทางตะวันออกไปยังทะเลทรายทางตะวันตก คดเคี้ยวเหมือนพญามังกร
เป็นการทำงานต่อเนื่อง รุ่นสู่รุ่นกว่า 2,300 ปี แปลว่า ลูก หลาน เหลน โหลน เชื่อฟัง ไม่หักล้าง ไม่ทรยศต่อมรดกทางความคิดที่ส่งต่อกันมา ผ่านไปในกาลเวลาของ 6 ราชวงศ์ (ซึ่งก็มิได้สร้างอย่างต่อเนื่อง มีชะงักไปบ้าง)
ประวัติศาสตร์จีนยืนยันว่า… “นี่ไม่ใช่กำแพง” แต่ คือป้อมปราการ มีกำแพง มีหอคอยแจ้งเหตุ มีที่พักของทหาร และเก็บเสบียง

หอสังเกตการณ์ 25,000 แห่งถูกสร้างขึ้นตามแนวกำแพง ระยะห่างระหว่างแต่ละหอคอยก็ต่างกัน ใกล้-ไกลรูปร่างของหอคอยแตกต่างกันไปตามสภาพของท้องถิ่น วัสดุก่อสร้างที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นอิฐ-หินและอิฐชนิดอื่นๆ ขึ้นอยู่กับวัสดุที่หาได้ในพื้นที่
“ความสูง” ของหอคอยแต่ละหลังอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 5 เมตร และความกว้างประมาณ 5 ถึง 10 เมตร
เมื่อทหารบนหอคอยเห็นข้าศึกเข้ามา พวกเขาจะก่อไฟ “สร้างควัน” ในเวลากลางวันและ “จุดไฟ” ในตอนกลางคืนเพื่อส่งข่าว

การสร้างควันในเวลากลางวัน ทหารจะ “เผามูลหมาป่า” ดังนั้นควันจึงถูกเรียกว่า “ควันหมาป่า” เพราะควันจากการเผามูลหมาป่าจะไม่ฟุ้งกระจายไปตามลม เหมาะสมสำหรับการส่งข่าว
หอคอยแต่ละหลังมี 3 ชั้น ชั้น 1 และชั้น 2 ใช้เป็นที่พักของทหารชั้น 3 เป็นห้องเก็บเมล็ดพืช เชื้อเพลิง รวมทั้งเสบียงและน้ำ
หอคอยแข็งแกร่ง …กันลมและฝนในขณะที่ทหารลาดตระเวนบนกำแพง ส่วนใหญ่สร้างขึ้นบนที่สูงให้ทหารตรวจการณ์
ความสูงโดยทั่วไปของกำแพงเมืองจีนคือ 5-8 เมตร
แรงงานที่สร้างกำแพงเมืองจีน คือ ทหาร ชาวนาที่ถูกกวาดต้อนมา นักโทษ และเชลยศึก

วัสดุก่อสร้างกำแพงเมืองจีนคือ ดิน หิน ปูนขาว และไม้
ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) มีการใช้อิฐเป็นส่วนใหญ่ วิธีการก่อสร้างหลักที่ใช้ คือ “ดินกระทุ้ง” วิธีอัดดินเป็นเทคนิคการสร้างกำแพงโดยการอัดวัตถุดิบ เช่น ดิน กรวด และปูนขาว ให้เป็นรูปร่างของกำแพง
จุดประสงค์หลักของกำแพงเมืองจีน คือ การป้องกันข้าศึก เพื่อการสื่อสาร เพื่อการขนส่ง (ทหารเคลื่อนย้ายบนกำแพง) และเป็นส่วนหนึ่งของแนวป้องกันเส้นทางสายไหม (Silk Road) โบราณ
กำแพงเมืองจีน สร้างขึ้นมาเพื่อความมั่นคง แต่ก็มิใช่จะตีบตันปิดกั้นไปหมด มีช่องทาง “ประตูเข้า-ออก” ไปยังเมืองใหญ่และเมืองต่างๆ มีทหารเฝ้า

Advertisement

หากแต่ในความเป็นจริง…พวกนักรบมองโกล แมนจูและชาติอื่นๆ ล้วนฝ่าแนวป้องกันอันยิ่งใหญ่นี้เข้ามาได้
ศตวรรษที่ 13 เจงกิสข่านและกุบไลข่านบุกทะลวงกำแพงได้อย่างง่ายดายใน
เดือนกันยายน ค.ศ.1550 อัลตาน ข่าน ผู้รุกรานชาวมองโกล ได้นำทหารนับหมื่นของผู้บุกรุกโจมตีผ่านกำแพง สังหาร ปล้นสะดมชาวจีนเป็นเวลาหลายสัปดาห์ก่อนจะล่าถอยออกไป
ประตูเป็น “ทรงซุ้มโค้ง” ที่มีการป้องกันอย่างแน่น อนุญาตให้รถม้า เกวียนผ่านเข้า-ออกได้ มีประตูไม้ 2 บานที่สามารถล็อกด้วยกลอนจากด้านในของกำแพง ในแต่ละช่องทางยังมีทางลาดที่ให้ม้าและทหารเคลื่อนที่ขึ้นและลงกำแพงได้
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1644 ราชวงศ์หมิงถูกโค่นล้ม กำแพงถูกทิ้งร้าง

วัสดุทั้งหลายที่ประกอบขึ้นเป็น “ความแข็งแกร่ง” เป็นประเด็นที่ชนรุ่นหลังให้ความสนใจเป็นที่สุด สิ่งก่อสร้างระดับโลกในอดีตเกิดขึ้นได้อย่างไร …อะไรคือเครื่องยึดตรึง?
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงในเมืองหางโจว ทางตะวันออกของจีนได้ค้นพบการใช้ “พืช” อย่างนึกไม่ถึง
ค้นพบว่า “โจ๊ก” ซึ่งเป็นข้าวต้มที่รับประทานเป็นอาหารเช้าในหลายประเทศในเอเชียนั้นถูกเติมลงในปูนขาวเป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องทุบดินที่นำไปใช้ในอาคาร รวมทั้งวัด เจดีย์ สุสาน และกำแพงเมืองจีน ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ระหว่าง ค.ศ.1368 และ 1644

ดร.Zhang Bingjian เขียนลงในวารสาร American Chemical Society อธิบายว่า …ส่วนประกอบอินทรีย์อะไมโลเพกติน ซึ่งมาจาก “โจ๊กข้าวเหนียว” รวมกับ “แคลเซียมคาร์บอเนต” เพื่อสร้าง “โครงสร้างจุลภาคขนาดกะทัดรัด” ซึ่งมีความเสถียรและความแข็งแรงเชิงกลที่โครงสร้าง
นี่คือ “สูตรลับ” ที่ทำให้กำแพงสามารถต้านทาน ลม ฝน ความร้อน-หนาว และภัยพิบัติอื่นๆ ได้อย่างทรนงองอาจ

วัสดุที่ใช้สร้างกำแพง… เป็นอะไรก็ได้ที่หาได้ในท้องถิ่น มีวัสดุ 4 ประเภทหลักที่ใช้ทำกำแพง คือ ดินอัด อิฐ หิน และหินผสมอิฐ
การก่อสร้างบนที่สูง…ต้องขุดหินจากภูเขา หรือไม่ก็ถูกบดเป็นก้อนอิฐก่อนจะถูกนำไปใช้สร้างกำแพง
พื้นที่ราบ ใช้การอัดดิน มีหินเฉพาะ 4 ชนิดที่ใช้ ได้แก่ หินแกรนิต (หินอัคนี) หินอ่อน (หินแปร) หินปูน (หินตะกอน) และหินดินดาน (หินตะกอน)

ดินในจีนไม่เหมือนกับดินที่พบในอเมริกาเหนือ ดินในจีนอุดมไปด้วยดินเหนียวหรือที่เรียกว่า “ดินเหลือง”ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในการก่อสร้างกำแพง โครงสร้างไม้แนวตั้ง คล้ายกับรูปแบบที่ใช้ในเทคนิคการเทคอนกรีตสมัยใหม่ถูกยกขึ้น จากนั้นจึงเทดินเหลืองลงไปและบดให้แน่น เทคนิคนี้มีความเสถียรอย่างมากอย่างน่าประหลาดใจและทนทานต่อสภาพอากาศได้ดี

ในระหว่างการก่อสร้าง มีความไม่พอใจต่อจักรพรรดิราชวงศ์หมิงที่ไปแบ่งข้าวที่จัดหามาเลี้ยงคนงานบนกำแพงเพื่อเอาไปใช้ทำปูน
แรงงานที่ถูกเกณฑ์มา ล้วนแต่ถูกบังคับ ทุกข์ทรมาน ผู้คุมจอมโหดไม่อนุญาตให้ขีดเขียนบนกำแพง แต่ในสมัยราชวงศ์หมิง อิฐทุกก้อนถูกสลักชื่อคนงานและวันที่รับผิดชอบของแต่ละคน
ม้า วัว อูฐ แพะ และลา ถูกนำมาใช้เพื่อขนส่งวัสดุก่อสร้างผ่านภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันและทะเลทรายที่แห้งแล้ง
วิธีการบางอย่างที่คนงานใช้ในการบรรทุกและขนส่งวัสดุ คือ การใช้ระเบิด ตะกร้า เชือก การกลิ้งวัสดุบนท่อนซุงและกระจายเป็นแถวยาวและส่งผ่านวัสดุไปที่สูงล้วนเป็นภูมิปัญญาที่ชาญฉลาด

ในสมัยราชวงศ์หมิง มีพัฒนาการก้าวล้ำไปอีก คือการใช้อิฐแทนวัตถุดิบ หินและก้อนหินถูกบดจนก่อตัวเป็นก้อนอิฐ จากนั้นนำไปเผาในเตาเผาที่มีความร้อนสูงเกิน 1,000 องศาเซลเซียส
อิฐเหล่านี้ถูกเผาเป็นเวลา 7 วัน ก่อนที่จะนำมาใช้เพื่อให้แน่ใจว่าความชื้นภายในอิฐหมดไป อิฐที่สร้างขึ้นด้วยวิธีนี้แข็งแกร่งกว่าวิธีอื่นๆ แม้ว่าอิฐเหล่านี้จะมีความทนทานสูง แต่น้ำที่เป็นตัวการกัดเซาะที่แข็งแกร่งที่สุดได้ทำให้กำแพงพังทลายตลอดหลายศตวรรษ กำแพงได้รับการซ่อมแซมตลอดอายุการใช้งาน
นักวิทยาศาสตร์ทำวิจัยพบว่า…วัสดุกำแพงเมืองจีนส่วนใหญ่ คือ หินและวัสดุธรรมชาติอื่นๆ เป็นเรื่อง “น่าทึ่ง” ที่คนงานชาวจีนสามารถนำหินและดินมาผสมผสานกับวิธีการโบราณเพื่อสร้างโครงสร้างที่น่าประทับใจที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกได้

พ.ศ.2509-2519 (ภายใต้การนำของ เหมา เจ๋อตุง) อิฐจากกำแพงเมืองจีนจำนวนมากถูกรื้อไปใช้ในการสร้างบ้าน ฟาร์ม หรืออ่างเก็บน้ำในช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลให้ชาวจีนเสียชีวิต 1.5 ล้านคน และอีกนับล้านถูกจำคุกและถูกทรมาน
ประธานเหมาและแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ สนับสนุนให้ชาวนารื้อกำแพงเพื่อใช้เป็นอิฐสร้างที่อยู่อาศัย
พ.ศ.2492 เมื่อจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน กายภาพของกำแพงเมืองจีนพาดผ่านใน 15 มณฑลและเทศบาล ได้แก่ ซินเจียง มองโกเลียใน กานซู ชิงไห่ หนิงเซี่ย ส่านซี ซานซี เหอเป่ย ปักกิ่ง เทียนจินเหลียวหนิง จี๋หลิน เหอหนาน เฮยหลงเจียง และซานตง

นักท่องเที่ยวจะไปชมกำแพงเมืองจีนมากที่สุด คือ ที่อยู่รอบๆ ปักกิ่ง มีผู้เข้าชมได้ 70,000 คนต่อวันในฤดูท่องเที่ยว สร้างรายได้มหาศาลตลอดกาลนาน
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะไปเที่ยว คือในฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) ซึ่งมีฝนตกน้อย เย็นสบาย
มีคำเปรียบเปรยว่า…นี่คือสุสานฝังมนุษย์ที่ยาวที่สุดในโลก

เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในวงจรสร้างกำแพง ประมาณกันว่ามีผู้เสียชีวิตนับล้าน ศพถูกฝังอยู่ในฐานราก ชาวนาและเชลยศึกที่ถูกบังคับใช้แรงงานต้องทนทุกข์ทรมานภายใต้สภาพที่เลวร้าย
ผู้อ่านที่เคยไปเยือนกำแพงนี้มาแล้วคงเข้าใจดีทางเดินบนกำแพงบางช่วงสูงชัน บางครั้งลมแรง ถ้าเป็นลมหนาวผสมกับฝน มันคือนรกชัดๆ แค่ไปเที่ยวชมยังเหนื่อย
คนงานที่ก่อสร้าง…ชีวิตจะสาหัสขนาดไหน คิดเล่นๆ ว่า ใครบางคนอาจจะเกิดแถวนั้น พ่อแม่เลี้ยงดูให้ข้าวให้น้ำตรงนั้น โตขึ้นทำงานตรงนั้นจนตาย
(ผู้เขียนเทียบเคียงห้วงเวลาแล้ว การสร้างกำแพงเมืองจีนก็อยู่ในช่วงไม่ห่างจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานนัก)
ต้องขอคารวะ ยกย่องบรรดาชาวจีน แรงงานนับล้านที่ “อดทนแบบยอดมนุษย์” เชื่อว่าอาหารการกินไม่เพียงพอ สภาพอากาศที่เลวร้าย ดำรงชีวิตด้วยความทุกข์ทรมาน
(ผู้เขียนเคยเดินทางไปราชการ ชมการฝึกของกองพลรถถังเข้าตี สภาพอากาศที่เรียกว่า “อุ่น” ของจีนทางเหนือยังทำเอาปางตาย)
ชาวจีนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ต้องมาเป็นคนงานก่อสร้าง…ก็ต้องจ่ายภาษีแบบเลือดสาด

ประวัติศาสตร์ของแผ่นดินจีน ดุเดือดเลือดพล่าน มีศึกสงครามตลอดมา แต่ก็เป็นชนชาติที่ “ก้าวล้ำ” ในศิลปะ วิทยาการ วัฒนธรรม เทคโนโลยี การเกษตร วิทยาศาสตร์ ระดับมหาอำนาจเสมอมา
200 กว่าปีที่แล้ว ฝรั่งตะวันตกในยุโรปเห็นศักยภาพจีน กริ่งเกรง กลัว “ชาวจีน” ที่แสนเก่ง ขยัน อดทน ฉลาด เคยนำกองทัพไปรุมกินโต๊ะบดขยี้จีนมาแล้วในสงครามฝิ่น 2 รอบ ตัดแบ่งดินแดนของจีนมาปกครองกันสนุกสนานร่ำรวย กีดกัน รังแกเขาสารพัด
มีคำกล่าวว่า… “อย่าไปปลุกพญามังกรขึ้นมานะเว้ย…น่ากลัว…”
น่ากลัวจริงๆ ครับ …นายทุนจีนที่เข้ามาในไทย… มาซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า คนในเมืองไทยก็พร้อมขายทุกอย่างซะด้วย…