Operation Fish เป็นปฏิบัติการขนย้ายทองคำและทรัพย์สินที่มีค่าแทบทั้งหมดของอังกฤษใน พ.ศ.2483 บรรทุกเรือเดินสมุทรไปยังเมืองแฮลิแฟกซ์ ประเทศแคนาดา เพื่อเอาไว้ชำระเงินค่าซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนเสบียงอาหารจากสหรัฐอเมริกาเพื่อทำสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่อังกฤษสามารถขนถ่ายทหารทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสจำนวน 338,226 นาย จากชายหาดทางตอนเหนือใกล้เมืองดันเคิร์กข้ามช่องแคบอังกฤษได้โดยปลอดภัย แต่ต้องศูนย์เสียทหารไปถึง 108,111 นาย ปืน 2,472 กระบอก กระสุน 77,318 ตัน ยานพาหนะ 84,427 คัน เครื่องบิน 106 ลำ เรือ 297 ลำ สรุปก็คือสามารถช่วยทหารมาได้แต่ตัวเท่านั้น ส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนเสบียงอาหารจำนวนมหึมา รวมทั้งทหารอีกแสนกว่านายต้องสังเวยให้กับชัยชนะของฝ่ายนาซีเยอรมันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงต้องซื้ออาวุธและเสบียงจากสหรัฐอเมริกาที่วางตัวเป็นกลางในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสหรัฐอเมริกาใช้วิธีขายของแบบ “cash and carry” กับประเทศคู่สงคราม คือต้องจ่ายสดและขนของไปเองซึ่งเป็นการช่วยอังกฤษกลายๆ นั่นเอง เพราะอังกฤษมีกองทัพเรือที่เกรียงไกรที่สุดจึงสามารถที่จะซื้อของและขนส่งกลับไปได้เอง ส่วนเยอรมนีมีเรือดำน้ำคอยรังควานได้เท่านั้นแต่ไม่มีเรือรบพอจะต่อกรกับอังกฤษได้เลยในท้องทะเล จึงไม่สามารถมาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงจากสหรัฐอเมริกาได้เลย
เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2483 กองทัพนาซีเยอรมันบุกเข้ายึดครองเดนมาร์กและนอร์เวย์ เพื่อควบคุมการขนส่งแร่เหล็กจากสวีเดน ทำให้เดนมาร์กยอมจำนนอย่างรวดเร็ว และถึงแม้ว่านอร์เวย์จะได้รับความช่วยเหลือจากทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสแล้วก็ตาม แต่เยอรมนีก็ยังสามารถพิชิตนอร์เวย์ได้ในเวลาเพียงสองเดือน ซึ่งความไม่พอใจต่อผลของการรบที่นอร์เวย์ของชาวอังกฤษได้นำไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร จาก นายเนวิล เชมเบอร์ลิน เป็น นายวินสตัน เชอร์ชิลล์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2483 ซึ่งเชอร์ชิลล์เข้ามาจัดการการขนถ่ายทหารกว่า 3 แสนนายจากดันเคิร์กได้สำเร็จในวันที่ 4 มิถุนายน แต่ฝรั่งเศสประกาศยอมแพ้ต่อเยอรมนีในวันที่ 22 มิถุนายนปีนั้นเอง ซึ่งก็หมายความว่าอังกฤษจะต้องถูกถล่มอย่างเดียวดายจากกองทัพนาซีเยอรมันเป็นอันดับต่อไป ดังนั้น เชอร์ชิลล์จึงวางแผนที่ย้ายรัฐบาลอังกฤษข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่เมือง มอนทรีออล ประเทศแคนาดา เพื่อที่จะสู้สงครามต่อไปโดยทางธนาคารชาติของอังกฤษได้เตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ พ.ศ.2481 ภายหลังเห็นการขยายอำนาจอย่างต่อเนื่องของนาซีเยอรมันในข้อตกลงมิวนิกที่อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี ยินยอมให้เยอรมนีผนวกพื้นที่บริเวณชายแดนเชโกสโลวักที่ชื่อว่าซูเดเตน ซึ่งมีประชากรมากกว่าสามล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มชาวเยอรมันอาศัยอยู่ ด้วยการสร้าง “ธนาคารเงา” ขึ้นที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา ด้วยการเพิ่มทองคำสำรองไว้ที่ธนาคารเงานี้มากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเชอร์ชิลล์สั่งการให้เร่งรัดการขนย้ายทองคำสำรองของอังกฤษไปแคนาดาทั้งหมดด้วย “Operation Fish (ปฏิบัติการฟิช)” โดยคำว่าฟิชที่แปลว่าปลานั้นคือทองคำนั่นเอง
มีการใช้เรือ 3 ลำในการขนทองคำครั้งแรก ประกอบด้วย เรือรีเวนจ์, เรือแอนโทเนีย และเรือดัชเชส แห่งลิเวอร์พูล อยู่ภายในขบวนเรือคุ้มกันแบบ convoy ของปฏิบัติการฟิช ออกจากท่าที่อังกฤษ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2483 ซึ่งเป็นการเสี่ยงภัยอย่างน่ากลัวที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงสูงสุดของการลอบโจมตีของเรือดำน้ำเยอรมันซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่เพิ่งผ่านไปนั้น เรือดำน้ำเยอรมันได้จมเรือกว่า 100 ลำที่แล่นไปมาในมหาสมุทรแอตแลนติก แบบว่าเรือเดินสมุทรต่างๆ ถูกจมไปกว่า 40% ของเรือที่แล่นข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนั่นเอง
แต่ในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2483 เรือขนทองคำทั้ง 3 ลำก็แล่นเข้าท่าเมืองแฮริแฟกซ์ ประเทศแคนาดา อย่างปลอดภัย และหลังจากนั้นทองคำกว่า 1,500 ตันก็ถูกขนส่งในปฏิบัติการฟิช ซึ่งมีเรือ ฟิวเรียส, เรืออีเมอรัลด์, เรือเอนเทอร์ไพรส์, เรือโบนาเวนเจอร์, เรือเซาท์แธมตัน, เรือกลาสโกว์ และเรือโดยสารที่ดัดแปลงมาบรรทุกทองคำ 3 ลำคือ เรือโมนาร์ชแห่งเบอร์มิวดา, เรือโซไบสกี และเรือบาตอรี ซึ่งเรือเหล่านี้ไม่มีการประกันภัยเลยเนื่องจากเป็นการปฏิบัติการที่เป็นความลับสูงสุดและถือเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก เรือบรรทุกทองคำทั้งหมดนี้เดินทางมาถึงที่หมาย และขนส่งทองคำกว่า 1,500 ตันได้อย่างปลอดภัย และเป็นการรักษาความลับอย่างที่สุดโดยไม่มีข่าวรั่วไหลเลย
อย่างไรก็ตาม ทองคำทั้งหมดที่ขนมาจากอังกฤษนั้นปรากฏว่าต้องชำระเป็นค่าอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารให้แก่สหรัฐอเมริกาจนหมดสิ้นแถมยังต้องติดหนี้สินต่อสหรัฐอเมริกาต้องผ่อนชำระอีกถึง 61 ปีภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด โดยทางรัฐบาลอังกฤษชำระหนี้ก้อนสุดท้ายเป็นเงิน 83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2549 นี้เอง
ปัจจุบันนี้อังกฤษมีทองคำสำรองอยู่ 310.3 ตัน ส่วนสหรัฐอเมริกาทองคำสำรองอยู่ 8,133.5 ตัน ซึ่งรวมทองคำที่อังกฤษใช้หนี้ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปกว่า 1,500 ตัน
สงครามแต่ละครั้งนี่แพงมากนะครับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

