หน้าแรก บทความ น้ำใจ ไมตรี ม...

น้ำใจ ไมตรี มีให้กันได้ไม่ต้องรอเทศกาล

22.04.23 | 12:00 น.
น้ำใจ ไมตรี มีให้กันได้ไม่ต้องรอเทศกาล

น้ำใจ ไมตรี
มีให้กันได้ไม่ต้องรอเทศกาล

“สงกรานต์” เป็นเทศกาลที่มีมาแต่โบราณถึงปัจจุบันมีวิวัฒนาการให้ความสำคัญ โดยกำหนดให้วันที่ 13 เมษายน เป็น “วันผู้สูงอายุ” วันที่ 14 เมษายน เป็นวัน “ครอบครัว” และวันที่ 15 เมษายน เป็นวัน “ปีใหม่ไทย” มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้น

โดยเฉพาะพิธีรดน้ำดำหัว สิ่งที่สำคัญในแก่นสารของกิจกรรมที่ผู้เขียนคิดว่ามีประโยชน์และควรระบุถึงเรื่องของผู้สูงอายุ และความกตัญญูกตเวที ซึ่งครั้งหนึ่งผู้เขียนเป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ นพ.เสนอ อินทรสุขศรี ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช ม.มหิดล ท่านได้เคยกล่าวในเรื่องนี้ไว้ มีความน่าสนใจและอยากนำมาแบ่งปัน

“เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงวัย ฉันคิดเอาไว้เสมอว่า ฉันต้องเข้ากับใครให้ได้ทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ฉันจะคบหาสมาคมด้วย ฉันจะมีเพื่อนให้มากๆ ฉันจะไม่จริงจังกับชีวิตจนเกินไป เมื่อเกิดอารมณ์ชั่วร้ายทั้งหลาย จะพยายามขจัดให้หมดสิ้น ฉันจะเข้าใจให้ได้ว่า เรื่องของใครก็ของใคร ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ครอบงำให้เขาต้องมาคิดมาทำเหมือนฉัน เพราะต่างคนต่างจิตต่างใจ วัยก็ต่างกัน ต่างวัยก็ต่างคิด ความวิตกกังวล โลภ โกรธ หลง เกลียดชัง ไม่พึงพอใจ หวาดระแวง ฯลฯ เหล่านี้จะไม่ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ฉันต้องการแต่ความสุขกายสุขใจและไม่อยากได้อะไรมากๆ อีก ไม่อยากได้ความเป็นใหญ่เป็นโต ความเป็นผู้นำฉันไม่อิจฉาริษยาใคร

ฉันเคยคิดเสมอว่า สิ่งใดที่ปรารถนาอาจไม่สมปรารถนาเสมอไป ฉันจะไม่นำเอาเรื่องที่ไม่พึงพอใจมาพูดบ่น ไม่หลุดปากจนลูกหลาน หรือผู้อื่นรำคาญ ขาดความยำเกรงและเบื่อหน่ายตัวฉัน ฉันจะวางใจเป็น “อุเบกขา” เสมอ

Advertisement

“ฉันจะเสริมสร้างสุขภาพกายสุขภาพใจให้สมบูรณ์ดีตลอดไป” ฉันจะเป็น “ผู้สูงอายุที่มีความสุข” อาจารย์ระบุต่อไปว่า

“เมื่อฉันเข้าสู่วัยสูงอายุ ฉันคิดเตือนตัวเองเอาไว้เสมอว่า ฉันจะไม่เอาแต่ใจตัว” ฉันจะคิดเอาไว้เสมอว่า เมื่อฉันผ่านชีวิตมาในแต่ละวัย ฉันเคยต้องการอย่างไร เคยปรารถนาที่จะได้กระทำเพื่อได้สิ่งใด คนในแต่ละวัยก็ต้องการเช่นเดียวกัน กับที่ฉันต้องการฉันจะพยายามเข้าใจเขาเสมอ และให้อภัยเขาได้ทุกเวลา เมื่อเขากระทำสิ่งนั้น ซึ่งฉันไม่พึงพอใจ สิ่งนี้ที่ อ.เสนอ อินทรสุขศรี ท่านให้ข้อคิด “ต้นแบบของผู้ทรงคุณวุฒิ” ในมิติของการเสริมสร้างสุขภาพสุขกายสุขใจให้สมบูรณ์ดีตลอดไป

… ส่วน “ข้อคิดข้อธรรมคำสอน” ของ “พระไพศาล วิสาโล” ระบุว่า… “ความจริง” กับ “สิ่งที่ควรจะเป็น” มักจะขัดแย้งกันอยู่เสมอ ใครที่มัวยึดติดกับสิ่งที่ควรจะเป็นมักยอมรับความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ยากจึงอยู่อย่าง “ระทม”

จริงอยู่ “การยอมรับ” กับ “การยอมจำนน” นั้นต่างกัน เหตุร้ายหลายอย่าง เราสามารถแก้ไข หรือบรรเทาได้ ดังนั้น “จึงไม่ควรยอมจำนน” แต่ก็ต้องเริ่มด้วยการยอมรับมันอย่างที่เป็นก่อน กระนั้นก็มีเหตุร้ายบางอย่างที่ไม่อาจแก้ไขได้เลย ในกรณีเช่นนั้น สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ “การยอมรับมัน” และ “อยู่กับมันให้ได้”

“ความแก่ ความเจ็บ ความตาย” และ “ความพลัดพราก” สูญเสียเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีใครหนีพ้น แม้นร่ำรวยมหาศาลมีอำนาจล้นฟ้า ก็หนีความจริงเหล่านี้ไปไม่ได้ ในทำนองเดียวกับคนมี “ศีล” ขยันทำบุญทำทานก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะแม้แต่ “พระอรหันต์” ก็ยังต้องประสบเช่นกัน สิ่งสำคัญย่อมอยู่ที่ว่าจะวางใจอย่างไร เจอเหตุร้ายแต่ใจไม่ทุกข์ แทนที่จะบ่นตีโพยตีพายว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน” ควรหันมาวางใจให้ถูก เริ่มด้วยการ “ยอมรับมัน” แล้วใคร่ครวญหาทางแก้ไข หรือ “ใช้ประโยชน์จากมันในท้ายสุด”

… ท้ายสุด “สายน้ำ” ที่หลั่งไหลด้วยการรดน้ำดำหัว สาดน้ำ ฉีดน้ำ พรมน้ำ ในรูปแบบต่างๆ กันนั้นกลั่นออกจาก “หัวใจ” ของ “วัฒนธรรมไทย” ที่อยู่คู่กับ “คนไทย ประเทศไทย” ตลอดมา เป็น “น้ำใจไมตรี” หรือ “น้ำมนต์” ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพทุกชาติทุกศาสนายอมรับ หากได้ร่วมกิจกรรมเทศกาลวันสงกรานต์นี้จะมี “ความสุขถ้วนหน้า” ในวันสงกรานต์ปี 2566 นี้ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ได้ทรงแสดงธรรมให้พรกับคนไทยทั่วประเทศความว่า…

“สงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งการแสดงน้ำใจไมตรีต่อกันมีการแสดงออกทางกายและทางวาจาที่น่าชื่นใจต่อกัน ผู้น้อยก็แสดงความนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงความเอื้อเฟื้อเอ็นดูต่อผู้น้อยด้วยความจริงใจ นับเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย ที่เราทั้งหลายต้องช่วยกันสืบสานต่อไปอย่าให้สูญสิ้น”

ขอย้ำว่า เราล้วนมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติด้วยกันทุกคน “เป็นพระ” ก็มีหน้าที่ตามพระธรรมวินัย เป็นข้าราชการก็มีหน้าที่ตามกฎหมายและจรรยาข้าราชการ เป็นพลเมืองก็มีหน้าที่พลเมือง จึงขอให้ทุกคนตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนให้ดี อย่าได้ประพฤติปฏิบัติการอื่นใดที่ผิดไปจากหน้าที่ของตน และขอให้เตือนตนอยู่เสมอว่า การทำหน้าที่จะราบรื่นเรียบร้อยไปไม่ได้เลย หากไม่ได้รับความเกื้อหนุนจากเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมสังคม เพราะฉะนั้น “ความเมตตา” เอื้อเฟื้อต่อกันอย่างจริงใจ จะช่วยจรรโลงความสุข และความสำเร็จให้บังเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง “สาธุ สาธุ สาธุ” ครับ

นพ.วิชัย เทียนถาวร