หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน แบบเรียน‘พอเพ...

แบบเรียน‘พอเพียงนิยม’

27.04.23 | 13:00 น.
แบบเรียน‘พอเพียงนิยม’

แบบเรียน‘พอเพียงนิยม’

ประเด็นดราม่าแบบเรียน ป.5 ที่อยู่ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้ คือ ความพยายามใช้ “ความพอเพียงนิยม” สอดแทรกในหนังสือภาษาพาทีระดับชั้น ป.5 ให้สังคมถกเถียงกันอีกครั้ง

เพราะเนื้อหาของหนังสือหน้า 142 เล่าถึงเรื่องราวระหว่างตัวละครสมมุติ ชื่อ เด็กหญิงใยบัว ซึ่งมีฐานะดี แต่รู้สึกน้อยใจพ่อแม่ ที่ไม่ยอมซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่ให้ แล้วมาพูดตัดพ้อครอบครัวให้กับเด็กหญิงข้าวปุ้นฟัง ต่อมาเด็กหญิงข้าวปุ้นได้พาเด็กหญิงใยบัว ไปที่บ้านเด็กกำพร้าที่เป็นที่พักของเธอ เพื่อให้เด็กหญิงใยบัวได้เรียนรู้ความเป็นอยู่ที่พอเพียง

“กินไข่ต้มครึ่งซีก เหยาะน้ำปลา หรือข้าวเปล่าคลุกน้ำผัดผักบุ้ง ถือเป็นการพอเพียง เห็นคุณค่าของชีวิต”

เมื่อมีโพสต์ตั้งคำถาม “โปรตีนจากไข่ต้มหนึ่งซีก 1.75 กรัม ข้าวคลุกน้ำปลาโซเดียมหนักๆ ผัดผักบุ้งก็มีโซเดียมจากเครื่องปรุงแน่ๆ #ความสุขอยู่ที่ใจ พอเพียงน้ำตาจะไหล 55555555555”

Advertisement

ก็เกิดเสียงวิจารณ์ในประเด็นคุณค่าโภชนาการอาหารสำหรับเด็กที่ควรได้รับกับคุณค่าการสอนให้ยึดหลักความพอเพียงนั้นเหมาะสมหรือไม่

เสียงของ หมอจิรรุจน์ ชมเชย กุมารแพทย์เชี่ยวชาญโรคระบบหายใจ กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “แสดงความกังวลต่อแบบเรียนที่อาจจะไม่คำนึงถึงโภชนาการของเด็กในวัยเรียน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมอง กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของเอนไซม์ในระบบต่างๆ ของร่างกาย”

แม้ อัมพร พินาสะ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จะออกมาชี้แจงว่า คนเขียนกำหนดตัวละครสมมุติขึ้น โดยมีตัวละครที่มาจากครอบครัวร่ำรวย แต่หาความสุขไม่เจอ และมีตัวละครที่เป็นเด็กกำพร้า แต่สามารถมีความสุขในการใช้ชีวิตด้วยการแบ่งปันกัน ซึ่งในเรื่องของการกินนั้น เนื้อเรื่องไม่ได้สื่อเรื่องโภชนาการ แต่ต้องการสื่อว่าความยากจน ไม่ว่าจะกินอะไร อยู่ตรงไหน ก็สามารถมีความสุขได้

“บทเรียนดังกล่าวถูกแต่งขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความเข้าใจเรื่องความสุขของชีวิต เป็นการเปรียบเทียบให้เด็กเกิดกระบวนการคิดและได้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงไหน”

คำว่า “ความพอเพียงนิยม” จึงได้สะท้อนความคิด 2 ชุดในสังคมระหว่าง “ค่านิยมเน้นความพอเพียง” และ “โลกอุดมคติที่สวยงามของคนชนชั้นกลางในเมือง” ทำให้ความยากจนเป็นเรื่องที่น่าชวนฝัน (romantizing the poverty)

มีงานวิจัยเรื่อง “ความพอเพียงนิยมกับมายาคติของคนชั้นกลางในสังคมไทย” ของ ธนา มณีพฤกษ์ อาจารย์ประจำสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้เคยอธิบายว่า มุมมองแนวคิดความพอเพียงในสังคมไทยนั้น มักจะเป็นอุดมการณ์การใช้ชีวิตของคนชั้นกลางที่เฝ้าใฝ่หาชีวิตที่กลับคืนสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ กลับไปใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม การออกไปใช้ชีวิตในป่าเขา ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ฟังเสียงธรรมชาติในยามพักผ่อน เมื่อเสร็จสิ้นจากงานสวนไร่นาหลังจากกลับมายังที่พักอาศัย นอนดูดาวบนฟ้า ดังเพลงของนายพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ที่บอกว่า “ถึงไม่มีทีวี ตู้เย็น ก็ไม่เห็นเป็นไร” ในแบบที่หาไม่ได้ในสังคมเมืองใหญ่

งานวิจัยพยายามชี้ให้เห็นว่า “แนวคิดพอเพียงมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในสังคมเพื่อใช้ประโยชน์ในการครอบงำทางอุดมการณ์วิธีที่ชนชั้นนำเคลื่อนไหว มักจะใช้เครื่องมือของสื่อสารมวลชนในหลากหลายรูปแบบ เพื่อชี้นำอุดมการณ์ต่างๆให้แก่สังคม”

ผู้ทำวิจัยเรื่องนี้ได้หยิบยกประเด็นเพื่อให้สังคมอภิปรายเพิ่มเติมว่า แนวคิดนี้เป็นเหมือนฟันเฟืองชิ้นใหญ่ ที่ถูกนำมาใช้และให้ความสำคัญแทนที่กลจักรชนิดอื่น โดยที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและไม่มีใครรู้จักวิธีใช้และทางออกเพื่อจะทำให้เป็นทางรอดที่พึ่งของสังคมอย่างแท้จริง

“จึงควรมีการนำหลักการมาถกเถียงวิพากษ์อย่างเปิดเผย เพื่อพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วเป็นความหวังของสังคมในการที่สามารถพึ่งตนเอง และอยู่รอดที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมทุนนิยมได้อย่างไม่ขัดข้อง หามิใช่แค่เป็นเพียงวาทกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการไร้สาระของชนชั้นกลางในเมืองเท่านั้น”

“ความพอเพียงนิยม” ก็เป็นเพียงการช่วงชิงการนิยามวาทกรรมเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ดำรงอยู่และทำให้คนพึงพอใจกับสภาพชีวิตในขณะนั้น และคนที่ได้ประโยชน์จากวาทกรรมดังกล่าว คือ คนที่ไม่มีปัญหาความยากจนและไม่มีปัญหากับความไม่พอเพียง

วาทกรรมความพอเพียงเป็นเพียงมายาคติของคนชั้นกลางในสังคมไทยที่ต้องการอธิบายความเป็นอยู่ของคนชนบท หรือกลุ่มคนชั้นล่างของพีระมิดอย่างสวยงามและพอเพียงเป็นที่เสน่หาของคนในเมืองก็เท่านั้น

พันธศักดิ์ รักพงษ์