ด้วยจะมีประเด็นที่น่าสนใจเสมอช่วงก่อนการเลือกตั้งว่า นายกรัฐมนตรีหากจะหาเสียงไม่ว่าเพื่อตัวเอง หรือเพื่อผู้อื่นนั้นนอกจากไม่ใช้เวลาราชการไปหาเสียงแล้ว ยังต้องไม่ใช้รถยนต์ประจำแหน่งซึ่งเป็นรถยนต์กันกระสุนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย เพื่อจะได้ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดซึ่งจะมีผลต่อการเลือกตั้ง พ.ศ.2563 ซึ่งออกตามความในมาตรา 169(4) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่า นายกรัฐมนตรีต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการอันใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
ผู้เขียนมีความเห็นทางกฎหมายในเรื่องหลักการไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีว่า บุคคลใดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็จะหัวหน้าของฝ่ายบริหารตลอดเวลาทั้งยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวันไม่มีวันหยุดซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ และประการสำคัญจะต้องมีการรักษาความปลอดภัยเพราะถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของประเทศตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีจะใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งซึ่งเป็นรถยนต์กันกระสุนและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐระหว่างการหาเสียง ก็มีความจำเป็นและมีเหตุผลรองรับดังกล่าวข้างต้นจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะการกระทำข้างต้นเพื่อความปลอดภัยของผู้นำประเทศฝ่ายบริหารในการใช้ยานพาหนะที่มีความปลอดภัยสูงเดินทางไปที่บริเวณหาเสียง แล้วลงจากรถไปเดินหาเสียง และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐดูแลความปลอดภัยระหว่างเดินทางกับระหว่างเดินหาเสียง โดยไม่มีผลต่อการเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่หากนายกรัฐมนตรีนั่งรถยนต์ประจำตำแหน่งแล้วแจกเอกสารหาเสียงจากรถยนต์ประจำตำแหน่ง และ/หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งรักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีไปช่วยแจกเอกสารหาเสียงระหว่างนายกรัฐมนตรีเดินหาเสียง หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดังกล่าวไปเชิญชวนให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีหรือผู้สมัครรายใด กรณีนี้เข้าข่ายใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐซึ่งอาจมีผลต่อการเลือกตั้งแน่นอน เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติตลอดจนระเบียบข้างต้นอย่างชัดเจน อนึ่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีอาจต้องใช้รถยนต์ของทางราชการในการติดตามรถยนต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปหาเสียงก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวแต่อย่างใดด้วย และในต่างประเทศก็เป็นหลักสากลที่จะต้องมีการดูแลรักษาความปลอดภัยของผู้นำประเทศตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรีทั้งในเรื่องยานพาหนะที่มีความปลอดภัยสูงและเจ้าหน้าที่หน้ารัฐในการรักษาความปลอดภัยตลอดเวลาเป็นอย่างดีแม้จะไปหาเสียงก็ตาม
ประเด็นข้างต้นได้ถือปฏิบัติกันมาโดยผู้เขียนไม่ทราบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการห้ามนายกรัฐมนตรีใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งซึ่งเป็นรถยนต์กันกระสุนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐในการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีในระหว่างการหาเสียง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีกำหนดแนวทางปฏิบัติดังกล่าวเอง เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาสุ่มเสี่ยงฝ่าฝืนระเบียบข้างต้น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนแต่อย่างใด สมควรที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีควรจะหาความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว โดยมีหนังสือสอบถามไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้รักษาการระเบียบพร้อมชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณากำหนดหรือทบทวนเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องต่อไป เพราะหากยังคงยึดถือปฏิบัติเช่นเดิมแล้วเกิดเหตุร้ายต่อความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีในระหว่างการหาเสียงย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
สรุปได้ว่า การที่นายกรัฐมนตรีใช้รถยนต์ประจำตำแหน่งซึ่งเป็นรถยนต์กันกระสุนเพื่อเดินทางไปหาเสียงและการใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐในการรักษาความปลอดภัยระหว่างเดินทางและระหว่างหาเสียง ก็เพื่อความปลอดภัยของบุคคลสำคัญซึ่งเป็นผู้นำประเทศเท่านั้น ไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง โดยไม่ได้ส่งผลให้มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น หรือเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรับเลือกตั้งคนอื่นแต่อย่างใด

