ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยเราได้ใช้ระบบรัฐสภา
มาแล้วทั้ง 2 ระบบ คือ ระบบรัฐสภาเดียว และระบบรัฐสภา 2 สภา แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วเราใช้ระบบ 2 รัฐสภาตลอดมายกเว้นในสมัยการยึดอำนาจโดยการรัฐประหารของคณะนายทหารบ่อยๆ เท่านั้นที่จะมีระบบรัฐสภาเดียวจากการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นช่วงๆ เท่านั้นเอง นัยว่าเป็นการเสแสร้งว่าต่อไปจะเป็นประชาธิปไตยจึงจะมีระบบ 2 รัฐสภา ที่สมาชิกรัฐสภาจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด ซึ่งต่อไปนี้จะกล่าวถึงระบบรัฐสภาทั้ง 2 ระบบตามหลักวิชาการ ดังนี้
1.รัฐสภาแบบสภาเดียว ก็คือมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติเพียงสภาเดียว เช่น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่สภาเดียวของไทยแยกย่อยออกไปอีกเป็น
1.1 สภาเดียวที่ประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท และสมาชิก 2 ประเภทนั้นคือสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และสมาชิกที่ได้มาจากการแต่งตั้งดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ด้วยเหตุผลดังที่นายปรีดี พนมยงค์ แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ความตอนหนึ่งว่า
“ที่เราจําต้องมีสมาชิกประเภทที่ 2 ไว้กึ่งหนึ่งก็เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เพิ่งเริ่มมีการปกครองแบบรัฐธรรมนูญ เราย่อมทราบอยู่แล้วว่า ยังมีราษฎรอีกเป็นจํานวนมากที่ยังไม่ได้รับการศึกษาเพียงพอ ที่จะจัดการปกครองป้องกันผลประโยชน์ของตนเองได้บริบูรณ์ ถ้าขืนปล่อยมือให้ราษฎรเลือกผู้แทนโดยลําพังเองในเวลานี้แล้ว ผลร้ายก็จะตกอยู่แก่ราษฎร เพราะผู้ที่จะสมัครไปเป็นผู้แทนราษฎรอาจเป็นผู้ที่มีกําลังในทางทรัพย์ คณะราษฎรปฏิญาณไว้ว่า ถ้าราษฎรได้มีการศึกษาเพียงพอแล้ว ก็ยินดีที่จะปล่อยให้ราษฎรได้ปกครองตนเองโดยไม่จําเป็นต้องมีสมาชิกประเภทที่ 2 ฉะนั้น จึงวางเงื่อนไขไว้ขอให้เข้าใจว่าสมาชิกประเภทที่ 2 เป็นเสมือนพี่เลี้ยงที่จะช่วยประคองการงานให้ดําเนินไปสมตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ป้องกันผลประโยชน์อันแท้จริง…”
ทั้งนี้ อ้างอิงจากส่วนที่ 2 สมัยที่ 3 ของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช 2475 ดังนี้
“เมื่อจํานวนราษฎรทั่วพระราชอาณาเขตได้สอบไล่วิชาประถมศึกษาได้เป็นจํานวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันใช้ธรรมนูญนี้ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้ที่ราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น สมาชิกประเภทที่ 2 เป็นอันไม่มีอีกต่อไป”
1.2 สภาเดียวที่ประกอบด้วยสมาชิกประเภทเดียว คือมีเฉพาะสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งเท่านั้น เช่น สภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติควบคู่กันไปด้วย ซึ่งสภาประเภทนี้มักเกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารของคณะทหารทุกครั้ง เพื่อทำหน้าที่เป็นตรายางสนับสนุนการเผด็จการทหารเท่านั้น
2.รัฐสภาแบบสองสภา ลักษณะสำคัญของรัฐสภาแบบสองสภานั้นประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกพฤฒสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง ส่วนสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง
สมาชิกพฤฒสภา ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489 มาจากการเลือกตั้ง (ทางอ้อม) มีคุณสมบัติสูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ กล่าวคือ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์ มีคุณวุฒิอย่างต่ำปริญญาตรีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือเคยดํารงตําแหน่งทางราชการมาแล้วไม่ต่ำกว่าหัวหน้ากอง หรือเทียบเท่า หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนมาแล้ว มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละ 6 ปี โดยวาระเริ่มแรกเมื่อครบกําหนด 3 ปี ให้มีการเปลี่ยนสมาชิกจํานวนกึ่งหนึ่ง โดยการจับสลากออกและผู้ที่ออกไปแล้วมีสิทธิได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวใช้บังคับได้เพียง 1 ปีเศษก็ถูกยกเลิกด้วยการรัฐประหารและรัฐธรรมนูญฉบับต่อมา คือ ฉบับปี พ.ศ.2490 ยังคงกําหนดให้รัฐสภาเป็นระบบสองสภาเช่นเดิม คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยไม่ได้ใช้ชื่อ “พฤฒสภา” อีกต่อไป
สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง ส่วนอํานาจหน้าที่ยังคงเดิม คือ เป็นสภากลั่นกรองโดยวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการแต่งตั้ง มีเรื่อยมาจนกระทั่งมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2540 โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กําหนดหลักการสําคัญใหม่ๆ หลายประการ เช่น กําหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น กําหนดให้มีองค์กรอิสระหลายองค์กรเพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ กําหนดให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงอาจถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งได้ รวมทั้งได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่มาและองค์ประกอบของสมาชิกรัฐสภา
ในส่วนของวุฒิสภานั้นเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยไม่ต้องมีการหาเสียงและไม่สังกัดพรรคการเมืองใด มีจํานวน 200 คน รัฐธรรมนูญกําหนดให้วุฒิสภามีอํานาจหน้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอํานาจหน้าที่ที่สําคัญก็คือการคัดสรรบุคคลเข้าดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระและองค์กรสําคัญต่างๆ รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลที่กระทําผิดตามที่กฎหมายบัญญัติออกจากตําแหน่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปการเมืองดังกล่าวได้ใช้บังคับเกือบสิบปีก็ถูกยกเลิกด้วยฝีมือของคณะทหารอีกเช่นเคย
รัฐธรรมนูญที่จัดทําขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2550 หรือที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชามติ” พยายามแก้ไขในส่วนของวุฒิสภา คือ วุฒิสภามีสมาชิก 150 คน มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1 คน รวม 76 คน ส่วนที่เหลืออีก 74 คน มาจากการแต่งตั้ง โดยคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินผู้พิพากษาในศาลฎีกา 1 คน และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด1 คน จะร่วมกันเลือกวุฒิสภาจากบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นี้มีเจตนารมณ์ให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลายและเป็นกลางมากที่สุด โดยต้องมีอายุ 40 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จบปริญญาตรี และต้องไม่มีความเกี่ยวข้อง (ไม่เป็นบุพการีคู่สมรส หรือบุตร) กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง รวมทั้งต้องไม่เป็น หรือเคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง ในกรณีที่เคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวต้องพ้นจากตําแหน่งนั้นๆ มาแล้วเกินกว่า 5 ปีนับถึงวันรับสมัคร หรือวันที่ได้รับการเสนอชื่อ
ครับ ! รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็ถูกคณะทหารฉีกทิ้งตามเคยใน พ.ศ.2557 และได้มีวุฒิสภาเกิดขึ้นใหม่อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ในปัจจุบันแหละครับ ซึ่งจะดีวิเศษอย่างไร ก็รู้อยู่แก่ใจกันดีอยู่แล้ว
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

