อุปสรรคที่สกัดกั้นความเจริญของพม่าไม่ได้มีแต่ปัญหาการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาเศรษฐกิจ ที่ทั้งรัฐบาลเผด็จการทหารหรือรัฐบาลพลเรือนก็เอาไม่อยู่ ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่พม่าได้รับเอกราชในปี 1948 มีรัฐบาลพลเรือนหรือกึ่งพลเรือนเข้ามาบริหารงาน 3 ชุด ได้แก่ รัฐบาลของอู นุ (1948-1958 และ 1960-1962) รัฐบาลเต็ง เส่ง (2011-2016) และรัฐบาลออง ซาน ซูจี (2016-2021) ในช่วงเวลารวมกันเกือบ 22 ปีของรัฐบาลทั้งสามชุด ไม่มีช่วงใดที่พม่าเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจรุ่งเรือสุดขีด และไม่มีนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจคนไหนที่กล้าประเมินว่าพม่าอาจก้าวขึ้นเป็น “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” ได้แม้แต่คนเดียว
ในประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียน แม้พม่าจะมีทรัพยากรที่มีค่ามากมาย แต่พม่ากลับมีประชากรไม่ได้มากนัก เพียง 53.8 ล้านคน เมื่อเทียบกับเวียดนาม ที่มีประชากรมากเกือบ 100 ล้านคน และมีประชากรวัยแรงงานเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ (พม่ามีประชากรวัยแรงงาน 44 เปอร์เซ็นต์) ประกอบกับปัญหาการเมืองภายในที่รุมเร้าทำให้พม่าเป็นอัมพาตมาหลายสิบปี การพัฒนาทางเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้นได้ยากไปด้วย
ในหลายประเทศทั่วโลกที่เคยผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาก่อน การพัฒนาเศรษฐกิจอาจเกิดขึ้นได้ และในบางกรณีเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดด เช่น กรณีของรวันดา ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 9 เปอร์เซ็นต์ระหว่าง 2009-2019 และตัวเลขจีดีพีสูงถึง 5 เปอร์เซ็นต์ มากกว่าประเทศใกล้เคียงในแอฟริกา การฟื้นตัวของรวันดาส่วนหนึ่งมาจากการที่องค์การระหว่างประเทศเข้าไปวางรากฐานที่ดีให้รวันดาหลังยุคการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และยังมาจากปณิธานของผู้บริหารประเทศ ที่ต้องการนำรวันดาออกจากความขัดแย้ง ยึดประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์เป็นต้นแบบ และพัฒนาให้ให้รวันดามีความเจริญทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจไปควบคู่กัน
สําหรับกรณีของพม่า อุปสรรคของการพัฒนาทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลเท่านั้น ดังที่กล่าวไปแล้วว่าพม่ามีทรัพยากรมากมาย มีแต่นักลงทุนที่จ้องพม่าตาเป็นมันและพยายามหาช่วงเวลาเหมาะๆ เข้าไปเจาะตลาดในพม่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความวุ่นวายทางการเมืองภายในของพม่าพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพม่าไม่ใช่แหล่งลงทุนที่เหมาะสม โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ทั้งในโลกตะวันตกและในเอเชีย ที่เผชิญแรงกดดันให้คว่ำบาตรรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และถอนการลงทุนทั้งหมดจากพม่า ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของระบบเศรษฐกิจพม่าในองค์รวมคือไม่มีรัฐบาลใดที่กล้าขุดรากถอนโคนเศรษฐกิจในประเทศอย่างจริงจัง
ลักษณะเด่นของรัฐบาลพม่าทุกยุค ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพลเรือนหรือรัฐบาลทหาร คือไม่มีความเชื่อมั่นระบบเศรษฐกิจของโลก ไม่เชื่อมั่นเสรีนิยมทางการค้า ในยุคอู นุ รัฐบาลที่เข็ดขยาดกับระบอบอาณานิคมและเศรษฐกิจแบบเสรีที่อังกฤษนำเข้ามาใช้ พยายามหันไปหานโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและรัฐสวัสดิการ แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะรัฐไม่มีรายได้เพียงพอที่จะนำไปอัดฉีดเศรษฐกิจและสร้างรัฐสวัสดิการตามความฝันได้ หลังนายพล เน วิน รัฐประหารรัฐบาลของอู นุแล้ว เน วินยังพยายามนำบางแง่บางมุมของเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาใช้ เห็นได้ชัดจากนโยบายการโอนกิจการเอกชนไปเป็นของรัฐ แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า และเน วินเองก็หันไปหาระบอบเผด็จการมากกว่าจะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ
ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในยุคของเน วินนี้เองที่เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นโยบายของรัฐบาลเผด็จการที่ต้องการกำจัดอิทธิพลของนักธุรกิจต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย และชาวตะวันตก ตลอดจนการใช้นโยบายแบบรวมศูนย์ ปิดประเทศ ผู้นำมีอำนาจการตัดสินใจ และสามารถออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงกฎการเงินได้ทันที ทำให้พม่ายากจนเรื่อยๆ ตลอดทศวรรษ 1960-1980 เมื่อพม่าไม่ส่งออก ก็ไม่มีเงินเพื่อลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน ประชาชนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก และยังลำบากขึ้นเมื่อเน วินงัดนโยบายแปลกๆ มาใช้ เช่น การประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตรบางส่วนถึง 3 ครั้ง 3 ครา ในปี 1964 1985 และ 1987 ในช่วงแรกๆ เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกธนบัตรบางส่วน รัฐบาลยังมีเจตนาลดภาวะเงินเฟ้อ และยังประกาศก่อนเวลาประมาณหนึ่งเพื่อให้ประชาชนนำธนบัตรที่ไม่มีมูลค่าไปแลก แต่เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1980 นโยบายของเน วินก้าวร้าวขึ้น และนโยบายตามอำเภอใจในลักษณะนี้ทำให้ประชาชนพม่า ไม่ว่าจะยากดีมีจน ต้องสูญเสียเงินมหาศาล บางคนเสียเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต และนักธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวอินเดียและชาวจีนต้องทำใจย้ายถิ่นฐานไปทำธุรกิจที่อื่น
ความไม่มั่นใจระบบการเงินและธนาคารในพม่ามีจุดเริ่มต้นจากตรงนั้น เมื่อรัฐบาลพลเรือนภายใต้ NLD เข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปี 2016 มีธนาคารในพม่ารวม 28 แห่ง ในจำนวนนี้มีธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ของเทศบาล 3 แห่ง กึ่งเอกชน 7 แห่ง และเอกชนอีก 14 แห่ง แน่นอนในประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ประชาชนจึงหวังพึ่งธนาคารของเอกชนมากกว่าของรัฐ และทำให้ธนาคารเอกชนมีบทบาทสูงมากตลอดยุครัฐบาลพลเรือน รัฐบาล NLD ส่งเสริมให้ประชาชนใช้ตู้เอทีเอ็ม การนำระบบจ่ายเงินผ่านคิวอาร์โค้ดมาใช้ และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และทุกอย่างก็กำลังไปได้สวย…
ขาลงของธนาคารเอกชนในพม่าเกิดขึ้นทันทีหลังเกิดรัฐประหาร แม้ว่าเจ้าของธนาคารเอกชนแทบทุกแห่งมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคนในกองทัพ แต่นักธุรกิจเหล่านี้ก็มีกิจการหลากหลาย ไม่ได้มีเพียงธนาคารเพียงอย่างเดียว หลังรัฐประหาร เราจึงเห็นภาพประชาชนแห่ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มและจากสาขาของธนาคารคิวยาวเป็นกิโล ประชาชนที่พอมีอันจะกินบางส่วนนำเงินไปฝากไว้ที่ต่างประเทศ และนำไปลงทุนอื่นๆ ทั้งการซื้อทองคำ หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์เมืองในพม่าทุกครั้ง เราก็จะเห็นวิกฤตสถาบันการเงินตามมาด้วยเสมอ
ในปัจจุบัน ธนาคารหลายแห่งยังดำเนินกิจการอยู่เป็นปกติ แต่เมื่อประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบธนาคารทั้งระบบไปแล้ว และธนาคารรวมทั้งค่าเงินจ๊าดยังถูกคณะรัฐประหารควบคุมอย่างเข้มงวด ก็ยิ่งทำให้ระบบการเงินการธนาคารพม่าแปรปรวนอย่างหนัก มีรายงานว่าลูกค้าของธนาคาร KBZ ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนใหญ่ที่สุดในพม่าไม่สามารถเข้าถึงบัญชีของตนเองได้ แอพพลิเคชั่นของธนาคาร KBZ มีผู้ใช้งานในพม่ามากถึง 6 ล้านคน การควบคุมธนาคารทั้งหมดเนื่องจากคณะรัฐประหารต้องการควบคุมเส้นทางการเงินของประชาชนและป้องกันไม่ให้มีการโอนเงินไปช่วยฝ่ายต่อต้านคณะรัฐประหาร
ในอนาคต แม้พม่าอาจจะลืมตาอ้าปากได้ประมาณหนึ่ง แต่โอกาสที่ประชาชนจะกลับมาเชื่อมั่นระบบการเงินคงเกิดขึ้นได้ยาก และนี่คืออุปสรรคที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาพม่าอย่างยั่งยืน

