เดินหน้าชน : ดึง‘ข้ามขั้ว’ โดย สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

5.05.23 | 13:25 น.

หลังจากเปิดเวทีดีเบตกันในช่วงแรกของการหาเสียงเลือกตั้งทำให้บรรดากองเชียร์แต่ละพรรค ได้มีโอกาสรับฟังนโยบายของพรรคอื่นๆ

ไม่ใช่การรับฟังแค่ช่วงปราศรัย หรือฟังแค่หัวคะแนนของฝ่ายเดียวกัน

เมื่อเวทีดีเบตเปิดโอกาสให้ผู้สมัครหลากหลายพรรคมาโชว์นโยบาย

เมื่อได้รับฟังนโยบายต่างๆ ความชัดเจนในการแสดงออก

จึงทำให้ผลโพลแต่ละค่ายออกมา พรรคก้าวไกลมาแรงอย่างเห็นได้ชัด

Advertisement

แต่ฟากฝั่งพรรคฝ่ายค้านเดิมทั้งพรรคเพื่อไทย

หรือแม้แต่ก้าวไกลเองบางส่วนก็ไม่ค่อยสบายใจนัก

เพราะผู้เลือกส่วนใหญ่มาจากฟากฝั่งเดียวกัน

เป็นอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้านเหมือนกัน

จึงเหมือนเป็นการ “กินกันเอง”

ที่สำคัญอาจทำให้เกิดสถานการณ์ “ตาอยู่”

เหมือนที่เคยเห็นในการเลือกตั้งปี 2562 มาแล้ว

เมื่อพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น ช่วงชิงคะแนนเสียงกับเพื่อไทยในหลายพื้นที่

จึงทำให้บรรดา “บ้านใหญ่” ในหลายพื้นที่ ที่มีฐานเสียงรองรับอยู่แล้ว

ชิงจังหวะอัด “กระสุน” ลงไปเพิ่ม จึงสวมบท “ตาอยู่” ได้รับเลือกเข้ามาเป็น ส.ส.

เห็นได้ชัดในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการและภาคอีสานบางจังหวัด

มาครั้งนี้ก็มีโอกาสเกิดเหตุการณ์เหมือนเดิมอีก

ที่สำคัญไปกว่านั้น เมื่อกระแสก้าวไกลและเพื่อไทยมาแรง

เริ่มมี “บ้านใหญ่” บางพื้นที่ เริ่มใช้วิธีบอกให้กาแค่หมายเลข ส.ส.เขตอย่างเดียว

ให้จำแค่หมายเลขเดียว เพื่อความชัวร์ว่าเลือกตัวบุคคลจาก ส.ส.เขตได้แน่

จะได้สบายใจ ถ้าเบื่อรัฐบาลเก่า ก็ไม่ต้องฝืนใจเลือกพรรค

เรียกว่า “ทิ้งพรรค” กันเลยทีเดียว

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียง พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มปรับกลยุทธ์

ฟากฝั่งขั้วรัฐบาลเดิม เริ่มล็อกเป้าหมายกันแล้วว่าจะเอา ส.ส.ให้ได้กี่ที่นั่ง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าล็อกไว้ 80 ที่นั่ง ทางพรรคจะระดมสรรพกำลังทุ่มให้เต็มเหนี่ยว

ส่วนผู้สมัครที่เหลือ ใครสู้ได้ จนสามารถเอาชนะคู่แข่ง ไปรอรับรางวัลที่สภาได้เลย

ส่วนขั้วฝ่ายค้านเดิม แม้ว่าคะแนนเสียงดีวันดีคืน แต่ในเมื่อเจอสถานการณ์ “กินกันเอง”

จึงพยายามหาทางเพิ่มคะแนนจาก “ต่างขั้ว” เข้ามาเพิ่มให้ได้

แม้ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะส่วนใหญ่กองเชียร์แต่ละพรรคโดยเฉพาะผู้สูงวัย

ส่วนใหญ่มีเป้าหมายการเลือกจากความเชื่อในอดีต เชื่อในตัวบุคคล

ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับฟังความเห็นต่าง แม้แต่คนในครอบครัวกันเอง

บางครอบครัวลุกลาม กลายเป็นวิวาทะในครอบครัว ก็มีให้เห็นกันเยอะ

แต่ในช่วงนี้เมื่อมีการหาเสียง เวทีดีเบตจึงเป็นเหมือน “ตลาดนัด”

ผู้บริโภคคือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถเข้ามาชมเข้ามาดูสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น

เมื่อมีโอกาสได้ฟังความเห็นต่าง เกิดการรับรู้ข้อมูลที่ชัดเจน

ไม่เหมือนที่ผ่านมา เลือกที่จะฟังในสิ่งที่ตัวเองอยากฟังเท่านั้น

ขณะนี้จึงเกิดสถานการณ์ดึงคะแนนเสียง “ข้ามขั้ว” กันแล้ว

ทั้งจากหัวคะแนนธรรมชาติ คนในครอบครัว เพื่อนสนิทใกล้ชิด

ใช้ข้อมูลจากการหาเสียง เวทีดีเบต ผลโพล

โน้มน้าวดึงดูดชักชวนแลกเปลี่ยนข้อมูลนโยบายของพรรคต่างๆ

โดยเฉพาะเมื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศนโยบาย 100 วันแรก

รวมถึง 300 นโยบาย ให้กองเชียร์อีกขั้วได้มีโอกาสรับรู้

ได้มีโอกาสซักถาม รับรู้รายละเอียดว่าทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน

ก็เริ่มมีกองเชียร์ต่างขั้ว ย้ายฝั่งมาขั้วฝ่ายค้านเดิมเรื่อยๆ แล้ว

ดังนั้น ระยะเวลาที่เหลืออยู่ หากทั้งเพื่อไทยและก้าวไกลปรับกลยุทธ์

หาทางใช้ยุทธศาสตร์ดึงคะแนนเสียง “ข้ามขั้ว” มาให้ได้ในระยะเวลาที่เหลืออยู่

น่าจะยังพอมีโอกาสรับมือกับปัญหา “กินกันเอง” และขยายฐานคะแนนเสียงได้

ไม่เช่นนั้นแล้ว จากเงื่อนไขบัตรสองใบ ปัญหาคะแนนเสียงตกน้ำ การโหวตของ ส.ว.

ทั้งก้าวไกลและเพื่อไทย อาจต้องเจอสถานการณ์รบชนะ แต่แพ้สงครามก็เป็นไปได้