หน้าแรก บทความ นโยบายพรรคการ...

นโยบายพรรคการเมือง ในมิติสุขภาพกับประเด็นที่ต้องเติมเต็ม

6.05.23 | 12:50 น.
นโยบายพรรคการเมือง ในมิติสุขภาพกับประเด็นที่ต้องเติมเต็ม

นโยบายพรรคการเมือง
ในมิติสุขภาพกับประเด็นที่ต้องเติมเต็ม


นับถอยหลังสู่วันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566
ในฐานะของคนทำงานด้านสาธารณสุข ก็ให้ระทึกใจทั้งในแง่ของการเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และคนทำงานด้านสุขภาพมาทั้งชีวิต ผ่านนโยบายสาธารณสุขมาหลายสิบรัฐบาล จึงต้องลุ้นว่าการเลือกตั้งผ่านไป นโยบายใดจะถูกนำมาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

หากลองดูภาพรวมของนโยบายพรรคการเมืองที่ถูกนำเสนอต่อประชาชนใครครั้งนี้ จะพบว่าแยกเป็นสามด้านคือ 1.นโยบายหลักประกันสุขภาพและโครงสร้างระบบสุขภาพ 2.ด้านบุคลากร 3.เพิ่มสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้ ในรายละเอียดเชิงลึก พี่น้องประชาชนก็สามารถสืบค้น ติดตามหรือรับฟังได้ตามอัธยาศัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้เขียน ขอใช้เวทีนี้ในการสะท้อนภาพงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้เห็นในอีกมิติคือ การให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาพ หรือการส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรค

Advertisement

เราไม่อาจปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี มีการขยายระบบบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขครอบคลุมในทุกระดับ แต่สิ่งที่ยังเหมือนเดิมคือพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมของประชาชนยังคงปรากฏอยู่ เช่น พฤติกรรมขาดการออกกำลังกาย การกินอาหาร ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เสพยาเสพติด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพและนำมาสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคไม่เรื้อรัง เป็นสิ่งที่เรายังเอาชนะไม่ได้ แม้เราจะเคยต่อสู้และเอาชนะโรคติดต่ออย่างโควิด-19 มาแล้วก็ตาม จึงอาจพูดได้ว่าการลงทุนด้านการรักษาพยาบาลเมื่อประชาชนป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต้องใช้เงินมหาศาลในการรักษาแต่ให้ผลตอบแทนน้อยกว่าการป้องกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ และผลักดันให้เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญอันดับต้นๆ

ระบบงานสาธารณสุขมีภารกิจสำคัญ 4 ประการ คือ งานส่งเสริมสุขภาพ งานป้องกันและควบคุมโรค งานบำบัดรักษา และงานฟื้นฟูสมรรถภาพ แต่ที่ผ่านมาระบบบริการทางการแพทย์ กลับมีอิทธิพลต่อกระบวนทัศน์และค่านิยมของสังคมไทยจนเสียสมดุล ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าตามมา คือ พฤติกรรมการพึ่งพาแพทย์ โรงพยาบาลและเทคโนโลยี มากกว่าการพึ่งพาตนเองและการสร้างสุขภาพที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

การสร้างสุขภาพ ป้องกันและควบคุมโรค เป็นบทบาทของประชาชนแต่ละบุคคล และบทบาทของชุมชนโดยส่วนรวม ที่จะต้องดำเนินการด้วยตนเอง ไม่มีใครหรือองค์กรใดจะมาทำแทนกันได้ ดังนั้น การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีต้นทุนที่ดีด้านสุขภาพในทุกช่วงวัย เพราะความรอบรู้ด้านสุขภาพ หมายถึง ระดับความสามารถและทักษะของบุคคลในการได้รับหรือเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสุขภาพ และสามารถเข้าใจ กลั่นกรอง ประเมินและตัดสินใจ ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม เพื่อการมีสุขภาพดีของตนเอง

อย่างไรก็ตาม การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ต้องให้ความสำคัญการทำให้ประชาชนมีความรู้ด้านสุขศึกษาที่เพียงพอ (Health Education) มีกระบวนการสื่อสารที่ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพและประเด็นที่เกี่ยวข้องแบบถูกต้อง รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุแบบสมบูรณ์ (Aged Society) เนื่องจากอัตราการเกิดของคนไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนการเกิดเพียงประมาณ 6 แสนคนต่อปี ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปแล้วนอกจากจำนวนประชากรไทยโดยรวมจะเริ่มลดลงแล้วไทยจะขยับขึ้นเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) ซึ่งมีสัดส่วนประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี ถึงร้อยละ 20 หรือมีประชากรอายุมากกว่า 60 ปี กว่าร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ.2584 (ที่มา : มหาวิทยาลัยมหิดล) ที่ยกเรื่องผู้สูงอายุขึ้นมาเพื่อจะฉายภาพว่า ในอนาคต นอกจากวัยแรงงานที่ลดลงและเป็นแรงงานที่มีโรคเรื้อรังติดตัว รอวันเป็นผู้สูงอายุป่วยติดเตียงและรอรับการดูแล

ท้ายสุด จึงกลับมาที่ประเด็นของนโยบายด้านสุขภาพที่ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาบริหาร ในฐานะของคนทำงานก็อยากให้นำเรื่องของการสร้างสุขภาพในระดับปฐมภูมิ ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนในทุกช่วงวัยสามารถดูแล จัดการสุขภาพทั้งในระดับตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้ ก็จะทำให้มองเห็นภาพอนาคตของคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี นำสู่สิ่งสำคัญที่สุดนั่นคือการมีครอบครัวที่มั่นคงแข็งแรง ไงเล่าครับ