หน้าแรก บทความ เรื่องหนึ่งที...

เรื่องหนึ่งที่ควรรีบคิดรีบทำหลังเลือกตั้ง

7.05.23 | 13:00 น.

เรื่องหนึ่งที่ควรรีบคิดรีบทำหลังเลือกตั้ง

ผมคิดว่าเรื่องที่ควรรีบคิดรีบทำหลังเลือกตั้งน่าจะมีหลายเรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากเสนอในที่นี้ คือเรื่องความปรองดองและการนิรโทษกรรม ซึ่งควรถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งมีการแสดงความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันมาก และในการสื่อสารออนไลน์ก็มีการสร้างกระแสความเกลียดชัง ซึ่งอาจนำไปสู่ความแตกแยกรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลก็ดี ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรสมัยหน้าก็ดี ควรมาพูดคุยกันในเรื่องที่ละเอียดอ่อนนี้ในบรรยากาศที่เป็นมิตร (น่าเสียดายที่บ่อยครั้ง บรรยากาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมักเอาชนะคะคานกันเพื่อเก็บคะแนนนิยม มากกว่าการสมานไมตรี) รวมทั้งคลี่คลายจุดที่ทำให้เกิดความบาดหมางใจในสังคมการเมือง โดยเฉพาะเรื่องที่ตีความกันไปเอง อีกประการหนึ่ง หลังการเลือกตั้งหมาด ๆ รัฐบาลกำลังได้รับค่าความนิยม (goodwill) และแรงหนุนจากประชาชน จึงสามารถโอนอ่อนในบางเรื่อง และทำเรื่องยากในบางเรื่องให้สำเร็จลุล่วงไป การปรองดองเป็นเรื่องยากเรื่องหนึ่งที่ต้องการปณิธานทางการเมืองมากกว่าที่ผ่านมา

ความบาดหมางเริ่มตั้งแต่การสร้างกระแสต่อต้านทักษิณ ชินวัตร เมื่อสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ข้อกล่าวหาหลัก ๆ คือ เป็นเผด็จการทางสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรคไทยรักไทยมีเสียงข้างมากเด็ดขาด มีการซื้อขายหุ้นที่ขัดต่อธรรมาภิบาลรวมทั้งเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายทุนที่ใกล้ชิด และมีความสงสัยในความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ โดยมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พันธมิตรฯ) เป็นผู้สร้างกระแสผ่านการชุมนุมขับไล่ว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย การชุมนุมใหญ่เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2548 ท้ายที่สุด เป็นโอกาสให้เกิดการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญและรัฐบาลประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ความขัดแย้งรุนแรงครั้งที่สองเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553 โดยการจัดชุมนุมใหญ่ของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ขาดความชอบธรรม โดยมีข่าวว่าทหารจำนวนหนึ่งมีส่วนช่วยให้ ส.ส. กลุ่มหนึ่งที่เคยสังกัดพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคในฝ่ายของทักษิณที่ถูกยุบ ย้ายมาสังกัดพรรคการเมืองที่มาร่วมรัฐบาลโดยละทิ้งอาณัติที่ได้รับเลือกตั้งมา เกิดความรุนแรงและมีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

ความขัดแย้งครั้งต่อมาเริ่มขึ้นเมื่อมีการเสนอแปรญัตติร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมทางการเมืองจาก เดิมที่ “ให้การกระทำที่สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 ถึง 10 พฤษภาคม 2554 เข้าข่ายนิรโทษกรรม” เป็น “ที่เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2547 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2556 … ให้พ้นจากความผิดและการรับผิดโดยสิ้นเชิง” จึงมีการตีความว่า ญัตติดังกล่าวหากผ่านออกมาเป็นกฎหมาย ก็จะรวมการกระทำที่อาจเข้าข่ายการทำผิดของทักษิณด้วย ร่างกฎหมายจึงได้รับฉายาว่า “นิรโทษกรรมสุดซอย” และเป็นโอกาสให้ “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.) ออกมาจัดชุมนุมใหญ่ เพื่อขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเปิดช่องให้ทหารทำรัฐประหารในนามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หลังจากนั้น มีทหารออกมาแจกใบปลิวเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557 ระบุเหตุผลของการยึดอำนาจว่า

Advertisement

1.มีความขัดแย้งทางความคิดการเมืองอย่างรุนแรงจนถึงระดับครอบครัวคนไทย

2.การใช้อำนาจการปกครองแบบเดิมไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งและการกระทำผิด

3.แนวทางการเลือกตั้งในรูปแบบเดิมมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ถ้าปล่อยไว้อาจเกิดปัญหาวุ่นวายไม่รู้จบ

4.การชุมนุมทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำให้ประชาชนแตกความสามัคคี

5.ปัญหาทุจริต

6.การบังคับใช้กฎหมายต่อปัญหาข้างต้น บังคับใช้ไม่ได้ทุกกลุ่ม ทำให้เกิดความหวาดระแวง เกลียดชังกันในหมู่ประชาชนเป็นวงกว้าง มีการยุยงปลุกปั่นให้ใช้ความรุนแรง

7.การบริหาราชการแผ่นดินไม่สามารถกระทำได้อย่างเด็ดขาด ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของชาติ และความทุกข์ของประชาชน

8.ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย

9.การปลุกระดมมวลชนโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

10.มีการจัดตั้งและใช้กองกำลังติดอาวุธ

คณะรัฐประหารให้คำมั่นว่าจะกวาดล้างการฉ้อราษฎร์บังหลวง ลดความตึงเครียดทางการเมือง เปลี่ยนสภาพเศรษฐกิจไทย แก้ปัญหาระบบการศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานของไทย และการจัดสรรงบประมาณของรัฐอย่างเสมอภาคตามภูมิภาคต่าง ๆ ประมาณ 9 ปีผ่านไป น่าจะพิจารณาดูว่า สภาพปัญหายังดำรงอยู่เพียงใด และคำมั่นที่ให้ไว้ได้สำเร็จลุล่วงไปเพียงใด

หลังรัฐประหารปี 2557 มีการประท้วงประปราย มาเพิ่มขึ้นในปี 2563-2564 สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 การชุมนุมลดลงไประยะหนึ่ง เหตุจากการระบาดของโควิด-19 และการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรคระบาด ซึ่งมีผลต่อการจัดชุมนุม ขณะเดียวกัน แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้ยกระดับการประท้วงโดยประกาศข้อเรียกร้อง 10 ข้อ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยมุ่งหวังให้มีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น

• ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญที่ว่าผู้ใดจะกล่าวฟ้องร้องกษัตริย์ไม่ได้

• ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

• ยกเลิก พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
เป็นต้น

ในเรื่องนี้ มีคำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีว่า “สำนึกไว้ด้วยว่า มาตรา 112 ทำไมถึงไม่มีการดำเนินคดี และทำไมถึงมีคนฉวยโอกาสตรงนี้ขึ้นมา ทรงมีพระเมตตา พระมหากรุณาธิคุณ กำชับมากับผมโดยตรง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการใช้มาตรา 112 ทำไมไม่คิดตรงนี้ ลามปามกันไปเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ดี การกลับมาบังคับใช้มาตรา 112 ไม่น่าจะมีผลมากนักต่อการป้องปราม หรือการปรับความเข้าใจกันในเรื่องนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมสถิติคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม และการแสดงออกทางการเมือง ระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 18 เมษายน 2566 ดังนี้

สถิติโดยภาพรวม มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดี อย่างน้อย 1,898 คน ในจำนวน 1,196 คดี ในจำนวนนี้ เป็นคดีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 41 คน และเยาวชนอายุระหว่าง 15-18 ปี จำนวน 243 คน

สถิติที่จำแนกตามข้อกล่าวหาเป็นดังนี้

• ข้อหา “หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” ตามมาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 239 คน ในจำนวน 258 คดี

• ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 130 คน ใน จำนวน 41 คดี

• ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,469 คน ในจำนวน 663 คดี (นับตั้งแต่ วันที่ 9 พฤภาคม 2563 ที่เริ่มมีการดำเนินคดีข้อหานี้ต่อผู้ชุมนุมและทำกิจกรรมทางการเมือง)

• ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ อย่างน้อย 137 คน ในจำนวน 78 คดี

• ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ อย่างน้อย 166 คน ในจำนวน 185 คดี

• ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 36 คน ในจำนวน 20 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 28 คน ในจำนวน 9 คดี

ผลการดำเนินคดีตามมมาตรา 112 สรุปได้ดังนี้ เป็นคดีที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ จำนวน 137 คดี (53 %) เป็นคดีจากการปราศรัยในการชุมนุม 48 คดี มีคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้วอย่างน้อย 52 คดี แบ่งเป็นกรณีที่จำเลยต่อสู้คดี 33 คดี และกรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพ 19 คดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจำนวน 11 คดี ศาลพิพากษายกฟ้องข้อหามาตรา 112 แต่ลงโทษในข้อหาอื่นจำนวน 3 คดี ศาลพิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงอาญาจำนวน 25 คดี คดีที่ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาให้รอการลงอาญาจำนวน 11 คดี และให้รอการกำหนดโทษ 2 คดี

ศูนย์ทนายฯ มีข้อมูลว่า ประเทศไทยมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมืองมาแล้ว 23 ครั้ง โดย 11 ครั้งเป็นการนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร 6 ครั้งเป็นการนิรโทษกรรมคดีกบฏ 3 ครั้งเป็นการนิรโทษกรรมแก่การชุมนุม 3 อีก 3 ครั้งเป็นการนิรโทษกรรมกรณีอื่น ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นและจบลงแล้ว การนิรโทษกรรมดังกล่าวส่วนใหญ่ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำผิดร้ายแรงคือ คณะรัฐประหารหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน มีการนิรโทษกรรมในกรณี 6 ตุลาคม 2519 ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่นักกิจกรรมประชาธิปไตยที่ตกเป็นจำเลยในคดี การเมือง 6 ตุลา ซึ่งในปัจจุบันมีคดีทางการเมืองที่นักกิจกรรมประชาธิปไตยถูกดำเนินคดี ทั้งที่ตัดสินลงโทษไปแล้ว และจำนวนมากอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี

นอกจากนี้ ยังมีคดีที่ชาวบ้านถูกตั้งข้อหาและฟ้องร้องดำเนินคดีเนื่องจากการใช้อำนาจของ คสช. อีกจำนวนมาก เช่น คดีที่เกิดจากนโยบายทวงคืนผืนป่ากว่า 6 หมื่นคดี คดีฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช. และฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 อีกจำนวนหนึ่ง

คดีต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น มีคนจำนวนมากเห็นว่าเป็นการดำเนินคดีที่เป็นผลพวงของการรัฐประหาร จึงเป็นการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม

เพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้ที่ถูกดำเนินคดีและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งตามหลักของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คือการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน การสมานไทตรีโดยการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น และการนิรโทษกรรมให้แก่พวกเขาถือเป็นการเยียวยาประการหนึ่ง

ศูนย์ทนายฯจึงมีข้อเสนอเบื้องต้นเพื่อประโยชน์ในการถกแถลง (deliberation) ต่อไปดังนี้

1.ให้สภาผู้แทนราษฎรกำหนดกรอบโดยกว้างของเกณฑ์การพิจารณาคดีทางการเมืองและคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง และให้คัดเลือกกรรมการพิจารณาคดีการเมือง ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหาย องค์กรในกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการ องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์ประกอบมีความหลากหลายและสมดุลทางเพศ โดยคณะกรรมการพิจารณาคดีการเมืองต้องมีความเป็นอิสระ ปราศจากอคติ ทั้งนี้ คดีการเมืองหมายถึงคดีที่สามารถระบุฐานความผิด หรือ เหตุการณ์ในวันเกิดเหตุได้ เช่น คดีความผิดเกี่ยวกับประกาศและคำสั่งของ คสช. คดีที่พลเรือนถูกดำเนินคดีในศาลทหาร คดีมาตรา 112 เป็นต้น คดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง คือ คดีที่อาจไม่ได้อยู่ในฐานความผิดที่ระบุว่าเป็นคดีการเมืองหรือเกิดเหตุการณ์ในวันที่ระบุไว้ แต่สามารถพิสูจน์แรงจูงใจในการดำเนินการได้ว่ามีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

2.ในกรณีเกิดข้อโต้แย้งว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองหรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ให้คณะกรรมการพิจารณาคดีการเมือง มีอำนาจในการพิจารณาว่า คดีใดเป็นคดีทางการเมือง และคดีใดเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

3.ให้รัฐสภาตรากฎหมายรับรองการยุติการดำเนินคดีทางการเมืองและคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองตั้งแต่การรัฐประหาร 2557 – ปัจจุบัน และไม่ให้ถือว่าคดีดังกล่าวมีความผิดอีกต่อไป หรือให้คดีเหล่านั้นสิ้นสุดไป

4.ให้รัฐสภาตรากฎหมายรับรองให้คดีพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีในศาลทหารแต่ไม่ได้เป็นคดีการเมือง หรือคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง สามารถขอให้พิจารณาคดีใหม่ในศาลยุติธรรม หรือสามารถขอใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกา สำหรับคดีที่เกิดระหว่างการประกาศกฎอัยการศึกได้

ผมขอร่วมแสดงความเห็นบ้างแม้ต้องออกตัวถึงความไม่สันทัดทางกฎหมาย แต่จะลองมองในแง่ความปรองดองมากกว่า ดังนี้

1.การปรองดองผ่านมาตรการการให้อภัย/นิรโทษกรรม/เยียวยา ควรครอบคลุมกรณีการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายพันธมิตร ฝ่าย นปช. และฝ่าย กปปส. ด้วย แม้ถือว่าเป็นเรื่องในอดีตที่(เกือบ) จบแล้ว แต่เป็นการให้การยอมรับแก่ผู้ที่ต่อสู้ด้วยความเชื่อและเพื่อความยุติธรรมทางการเมือง ทั้งนี้ อาจใช้คณะกรรมการพิจารณาคดีทางการเมืองชุดเดียวกับที่พิจารณาคดีหลังการรัฐประหารปี 2557 เพียงแต่ใช้เกณฑ์การพิจารณาที่เหมาะสมแก่กรณี

2.ควรแสวงหาฉันทามติว่าจะไม่ยกเลิกมาตรา 112 เพียงแต่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมและวางเกณฑ์การอำนวยความยุติธรรมให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยไม่ใช่เป็นการปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ได้ไม่กลัวการถูกลงโทษ ทั้งนี้ ควรทำความเข้าใจอย่างกว้างขวางด้วยว่า มาตรการเชิงนิรโทษกรรม เป็นคนละเรื่องกันการมีอยู่หรือการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรานี้

3.ขอเสนอให้ลดโทษตามมาตรา 112 เป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี ตามแต่ดุลพินิจของผู้พิพากษา

4.ให้บทลงโทษใหม่นี้มีผลย้อนหลัง คือให้ผู้ต้องคำพิพากษาแล้วสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอลดหย่อนโทษ มิใช่นิรโทษกรรมไปเลย

5.ให้เพิ่มข้อความตามกฎหมาย ให้คณะกรรมการพิจารณาคดีการเมืองมีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรองเมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษตามมาตรา 112 เพื่อตัดคดีที่ไม่น่าจะเข้าข่ายการกระทำความผิด หรือคดีที่ไม่เคารพหลักการตีความอย่างเคร่งครัด หรือขาดเจตนาออกไป โดยอาจรวมไปถึงการกลั่นกรองสำหรับคดีตามมาตรา 116 ด้วย

6.เนื่องจากมีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคำสั่ง คสช. เช่น เรื่องการทวงคืนผืนป่า จำนวนนับหมื่นคดี ควรออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีเหล่านี้ โดยถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่เป็นการช่วยแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของชาวบ้านในระยะยาว โดยอาจมีหลักการของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่าที่ยั่งยืน เป็นต้น

ผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่ควรคิดที่จะทำเรื่องการปรองดองบนพื้นฐานความยุติธรรม ให้เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ควรเป็นเรื่องที่มองไปข้างหน้า โดยไม่มุ่งจับผิดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ถ้าปลดล็อกความบาดหมางและความหวาดระแวงทางการเมืองได้ ด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรมแล้วละก็ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะร่วมอนุโมทนา

โคทม อารียา