หน้าแรก บทความ หินแห่งสโคน(S...

หินแห่งสโคน(Stone of Scone) กับบัลลังก์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่1

10.05.23 | 13:06 น.

ผู้เขียนรู้จักสโคนแต่ไหนแต่ไรมาว่าเป็นขนมอบก้อนกลม กรอบนอกนุ่มใน รสชาติไม่หวานมาก ทำจากแป้งสาลี ไข่ น้ำตาล นมสด และเนย ในบางสูตรมีการใส่ผลไม้อบแห้ง หรือถั่วลงไปด้วย เวลากินมักตัดแบ่งตรงกลางทาแยม และวิปปิ้งครีมเพื่อเพิ่มรสชาติ กินคู่กับชาครีม หรือกาแฟก็เข้ากันเป็นอย่างดี

พอได้ยินเรื่องหินแห่งสโคนที่ฮือฮากันยกใหญ่เนื่องจากงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปนี้ โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ต้องประทับบนบัลลังก์เซนต์เอ็ดเวิร์ดเป็นพระราชบัลลังก์ที่ใช้ประทับโดยพระมหากษัตริย์อังกฤษในงานพิธีบรมราชาภิเษก ที่สร้างตามความประสงค์ของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 โดยให้มีที่ใส่หินแห่งสโคน (Stone of Scone) ภายใต้บัลลังก์ ซึ่งหินแห่งสโคนนี้เป็นหินสำหรับงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของบรรดากษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ที่เดิมเก็บไว้อารามสโคน (Scone Abbey) ซึ่งปัจจุบันอารามนี้สลายหายไปไม่เหลือซากแล้ว เมื่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ได้ยึดเอาหินสโคนมาไว้ใต้บัลลังก์ก็เพื่อแสดงว่าอังกฤษมีอำนาจปกครองสกอตแลนด์ตั้งแต่ พ..1839 (ตรงกับสมัยพ่อขุนรามคำแหงแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย) แล้วนั่นเอง

คราวนี้ก็เป็นเรื่องที่ชวนฉงนว่าหินก้อนนี้สำคัญอะไรนักหนาจนเป็นสัญลักษณ์ของสกอตแลนด์ขนาดนั้น ก็เป็นเรื่องตำนานซึ่งก็คงเป็นเรื่องโกหกเสียส่วนใหญ่แต่อ้างอิงคัมภีร์ไบเบิลเรื่องบันไดเจค็อป (Jacobs Ladder) เป็นบันไดขึ้นสวรรค์ที่กล่าวไว้ในบทปฐมกาลของคัมภีร์ไบเบิล ถึงเรื่องที่เจค็อปฝันไประหว่างที่หนีจากครอบครัวที่เจค็อปไปหลอกเอาสิทธิของลูกชายคนโต คือคำอวยพรจากพ่อซึ่งตาบอด จึงต้องหนีจากพี่ชายมา และเรื่องของบันไดเจค็อปในบทปฐมกาล (28:11-19) ของคัมภีร์ไบเบิล ดังนี้

เจค็อปเดินทางจากเบียร์ชีบา (Beersheba) ไปทางฮาราน (Haran) เจค็อปมาถึงที่ที่พักอยู่คืนหนึ่งเพราะดวงอาทิตย์ตก หยิบหินก้อนหนึ่งจากที่นั้น เอาหินวางใต้หัวและนอนหลับ พอหลับก็ฝันถึงบันไดที่วางอยู่บนโลก และด้านบนไปถึงสวรรค์เทวดาแห่งพระเจ้าต่างก็เดินขึ้นและลงจากบันได และพระเยโฮวาห์ยืนเหนือบันได และกล่าวว่า, 

ข้าคือพระเจ้า, พระเจ้าของเอบราฮัมพ่อของเจ้าและพระเจ้าของไอแซ็ค; ดินแดนที่เจ้านอนอยู่ ข้าจะให้แก่เจ้าและผู้สืบเชื้อสายจากเจ้า; และผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าจะเป็นเหมือนฝุ่นของโลก, และเจ้าจะเผยแพร่ไปดินแดนต่างๆ ทางตะวันตกและทางตะวันออก และทางเหนือและทางใต้; และโดยเจ้าและผู้สืบเชื้อสายจากเจ้าจะได้รับพรต่อครอบครัว ให้เจ้ารู้ว่า, ข้าจะอยู่กับเจ้า, และจะปกปักรักษาเจ้าไม่ว่าจะเป็นที่ใด และจะนำเจ้ากลับมายังดินแดนแห่งนี้; เพราะข้าจะไม่ทิ้งเจ้าจนกว่าข้าจะได้ทำในสิ่งที่ข้าได้พูดกับเจ้าพอพระเจ้ากล่าวเสร็จเจค็อปก็ตื่น 

Advertisement

ครับ! หินก้อนที่เจค็อปหยิบมาทำเป็นหมอนหนุนหัวนอนจนฝันว่าได้พบกับพระเยโฮวาห์นั่นแหละครับจึงถือว่าเป็นหินศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นเองจริงๆ ทำนองเดียวกับเรื่องจอกศักดิ์สิทธิ์ ผ้าห่อศพพระเยซู หรือตะปูที่ตรึงพระเยซูบนไม้กางเขนตลอดจนเศษไม้กางเขนที่ตรึงพระเยซูที่อ้างเป็นของศักดิ์สิทธิ์กัน ซึ่งมีอยู่ในทวีปยุโรปแทบทุกหัวระแหงและยังมีฝรั่งจำนวนไม่น้อยงมงายเชื่อในสิ่งเหล่านี้ทั้งๆ ที่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วแทบทุกแห่งที่มีของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ว่าเป็นของปลอมแทบทั้งนั้น

สำหรับหินแห่งสโคนนั้นหากพิจารณาว่าเป็นหินที่เจค็อปหยิบขึ้นมาใช้ต่างหมอนเพื่อนอนแรมคืนไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหินแห่งสโคนนั้นหนักถึง 152 กิโลกรัม ซึ่งหนักเกินกว่าเจค็อปจะหยิบขึ้นมาได้ แต่ตามตำนานเรื่องเล่ากันมาว่าหินแห่งสโคนถูกแห่แหนไปทั่วภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน จากอียิปต์ ไปซิซิลี สเปน และสุดท้ายจบที่ไอร์แลนด์ในราวๆ 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตั้งไว้บนเนินเขาทารา ในจังหวัดเคาท์ตี้มีทก็ถูกกษัตริย์ เฟอร์กัส มอร์ (Fergus Mr) จากสกอตแลนด์มายึดเอาหินเจ้ากรรมนี้ไปสก๊อตด้วยตัวเองแล้วตั้งชื่อใหม่อีกชื่อว่า หินเลีย ฟาล (Lia Fail) ที่แปลว่า หินประกาศิต เล่ากันว่าหินนี้จะตั้งอยู่ในที่ที่กษัตริย์สกอตแลนด์ปกครองเท่านั้น ใน พ..1386 (ตอนนั้นยังไม่มีประเทศไทย) หินก็ถูกย้ายไปอยู่เมืองสโคน มณฑลเพิร์ทเชอร์โดย เคนเนธ แมคอัลพิน กษัตริย์ชาวเซลต์ จนกลายเป็นที่มาของชื่อหินแห่งสโคน ซึ่งปรากฏในประวัติศาสตร์ว่า อเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งสกอตแลนด์ ทรงนั่งอยู่เหนือหินก้อนนี้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์

ใน พ..1839 กษัตริย์อังกฤษ เอ็ดเวิร์ดที่ 1 เข้ายึดครองดินแดนสกอตแลนด์ได้ และทำการย้ายหินแห่งสโคนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสกอตแลนด์ไปไว้ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ในอังกฤษ พร้อมสร้างบัลลังก์พิธีราชาภิเษกคร่อมหินแห่งสโคนไว้ข้างใต้ ซึ่งนี่คือบัลลังก์ที่กษัตริย์อังกฤษใช้มาจนถึงปัจจุบันอย่างที่เราเห็นกันในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่เพิ่งผ่านไปนี้เอง

การย้ายหินแห่งสโคนครั้งนี้จึงเปรียบเป็นการประกาศของอังกฤษว่า สกอตแลนด์มิได้เป็นอาณาจักรที่มีเอกราชอีกต่อไป แต่เป็นแว่นแคว้นหนึ่งของอังกฤษนั่นเอง ใน พ..2146 (ตรงกับปลายสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ปรากฏว่า พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากเพราะควีนเอลิซาเบธที่ 1 ซึ่งปกครองในยุคทองของอังกฤษได้สวรรคตไปโดยไม่มีทายาท ทำให้เจมส์ที่ 6 ซึ่งเป็นญาติสายใกล้เคียงที่สุดจึงได้รับสืบทอดบัลลังก์อังกฤษต่อตามกฎสันตติวงศ์ที่ยึดมั่นในหลักการสืบสายเลือดกษัตริย์เพื่อต่ออำนาจและได้ประทับบนบัลลังก์ราชาภิเษกที่มีหินแห่งสโคนอยู่ใต้บัลลังก์เป็นอันว่ากษัตริย์สกอตแลนด์จะได้ครองแผ่นดิน ณ ที่หินสถิตอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีชาวสก๊อตชาตินิยมใจเจ็บจำนวนหนึ่งที่อยากให้อังกฤษคืนหินแห่งสโคนให้กับสกอตแลนด์ จนลงมือขโมยหินแห่งสโคนในวันคริสต์มาสใน พ..2494 ไปจากใต้บัลลังก์ราชาภิเษกอย่างลึกลับ เหลือไว้เพียงรอยทุบประตูให้ชาวอังกฤษดูต่างหน้า เจอหินแห่งสโคนอีกทีก็ 3 เดือนให้หลังที่ อาร์บอธ แอบบีย์ สถานที่ซึ่งสกอตแลนด์ลงนามประกาศเอกราชต่อสันตะปาปาที่กรุงโรมเมื่อ พ..1863 คนขโมยก็ไม่ใช่คนใหญ่โตที่ไหน แต่เป็นเพียงนักศึกษาชาวสก๊อตชาตินิยม 4 คนเท่านั้น ซึ่งทางการอังกฤษก็ตามไปเอาหินแห่งสโคนคืนมาที่อังกฤษ กว่าสกอตแลนด์จะได้หินคืนจริงๆ อีกครั้งก็ใน พ..2539 เพราะอังกฤษยอมส่งหินแห่งสโคนกลับไปให้สกอตแลนด์อย่างเป็นทางการ ทำให้หินแห่งสโคนปัจจุบันอยู่ที่ปราสาทเอดินบะระ 

แต่ก็มีข้อแม้ว่าจะต้องไปๆ กลับๆ ที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ในทุกคราวที่อังกฤษต้องทำพิธีสวมมงกุฎกษัตริย์องค์ใหม่ซึ่งเราก็เพิ่งได้เห็นเมื่อวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้แล้วนั่นเอง

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์