สร้างจุด งวยงง
ความ ‘ละม้าย’ เหมือน
ไปเอา ประโยชน์
ฮ่องเต้ซ่งเสี้ยวอู่ตี้ หลิวจวิ้น ในสมัยหนานเฉา ทรงโปรดปรานการพนันอย่างมาก ทุกครั้งที่เล่นการพนันก็จะวางเงินเดิมพันจำนวนสูง
บรรดาผู้ที่มาเล่นด้วยต่างหวั่นเกรงอำนาจบารมีของพระองค์
เวลาเล่นจึงยอมให้หลายส่วน พระองค์จึงเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ หลิวจวิ้นทรงใช้การพนันเป็นวิธีการในการหาความสำราญ
ในราชสำนักมีขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งชื่อ เอี๋ยนซือป๋อ
ในระหว่างรับราชการอยู่ก็รับสินบาทคาดสินบน ทุจริตต่อหน้าที่ ขูดรีดภาษี จนมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย
หลิวจวิ้นทรงเห็นว่าเขาร่ำรวยมาก ก็ไม่พอพระทัย
คิดจะกลั่นแกล้งเขาเพื่อเล่นสนุก จึงสั่งคนให้ไปเชิญเอี๋ยนซือป๋อมาเล่นพนันกับตน
การเผชิญหน้าระหว่างหลิวจวิ้นกับเอี๋ยนซือป๋อจึงร้อนแรง
เอี๋ยนซือป๋อนั้นเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว หาตัวจับยาก เขารู้แก่ใจดีถึงแผนการของหลิวจวิ้น
จึงคิดจะใช้โอกาสนี้หาทางเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง
เพื่อทำให้ฮ่องเต้พอพระทัย เอี๋ยนซือป๋อจึงเจตนาแพ้ให้หลายครั้งติดต่อกัน และก็เป็นดังคาด
หลิวจวิ้นทรงพอพระทัยอย่างมาก ยิ่งเล่นยิ่งสนุก
ครั้งหนึ่งหลิวจวิ้นกับเอี๋ยนซือป๋อเล่นพนันกัน หลิวจวิ้นทรงทอดลูกเต๋าก่อน เมื่อทอดได้ตัว “จื้อ” ก็ดีใจ
คิดว่าตานี้ต้องชนะอย่างแน่นอน
“จื้อ” เป็นแต้มสูง ไม่ง่ายเลยที่จะทำแต้มได้ถึงระดับนี้ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวสถานการณ์ก็พลิกผัน
เมื่อเอี๋ยนซือป๋อทอดได้แต้ม “หลู่” ซึ่งเป็นแต้มที่ดีที่สุด
หลิวจวิ้นเห็นเช่นนั้นก็ตกตะลึงพระพักตร์ถอดสี คิดว่าคราวนี้ต้องเสียเงินเดิมพันอย่างแน่นอน
ทว่าเอี๋ยนซือป๋อกลับนิ่งเฉยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
หยิบลูกเต๋าขึ้นมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติว่า “ข้าพระองค์เกือบจะได้แต้มหลู่แล้วเชียว”
เมื่อเป็นดังนี้
จึงเท่ากับเอี๋ยนซือป๋อแพ้พนันให้กับหลิวจวิ้นในตานี้เป็นเงินมากโข หลิวจวิ้นทรงรู้ซึ้งถึงความเสแสร้งของเอี๋ยนซือป๋อดี
อีกไม่นานก็เลื่อนให้เป็น “อัครเสนาบดี”
เมื่อแปลเรียบเรียง “อุบายเฉียบ” ออกมา “จังซิงแซ” จัดให้เรื่องระหว่างหลิวจวิ้นกับเอี๋ยนซือป๋ออยู่ในประเภท
“เอาปลาเล็กตกปลาใหญ่”
อันใกล้เคียงเป็นอย่างยิ่งกับที่ ประดิษฐ์ พีระมาน ถอดออกมาเป็นกลยุทธ์ที่ 17 แห่ง 36 กลยุทธ์
นั่นคือ “ทิ้ง กระเบื้อง ล่อหยก”
เป็นอุบายล่อข้าศึก โดยทิ้งทรัพย์สินไว้ข้างทางเมื่อถอยทัพ ทหารข้าศึกที่รุกไล่มาพบเห็นต่างก็แย่งชิงกันเก็บเป็นของตน
ขบวนทัพข้าศึกระส่ำระสาย จึงฉวยโอกาสนำทัพกลับเข้าตีสังหารข้าศึก
ขณะที่เมื่อตกอยู่ในมือของ สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย ก็ถอดความออกมาว่า โยนก้อนอิฐออกไปเพื่อชักจูงให้เอาหยกออกมา
นั่นคือ “สละก้อนอิฐเพื่อให้ได้หยก”
เปรียบเปรยว่าแสดงสิ่งที่ไม่ค่อยมีคุณค่านักออกมาก่อนเพื่อจูงใจให้ผู้ที่มีของที่มีคุณค่ามากกว่ายอมแสดงของที่เขามีอยู่ออกมาด้วย
เช่น แสดงงานเขียนของตนซึ่งคุณภาพอาจไม่สูงนักออกมาก่อน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้คนที่มีความรู้ดีกว่าออกมาเขียน หรือแสดงความคิดเห็น
คำนี้เป็นคำถ่อมตัวของผู้ที่ริเริ่มแสดงความเห็นก่อนคนอื่น
มองผ่านความหมายของ “จังซิงแซ” เอาปลาเล็กตกปลาใหญ่ จึงเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อชิงความได้เปรียบเฉพาะตัว
มีความใกล้เคียงกับ สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ขณะที่ของ ประดิษฐ์ พีระมาน สะท้อนเป้าหมายใน “การยุทธ์” ขณะที่ของ บุญศักดิ์ แสงระวี สะท้อนเป้าหมายในเชิง “กลยุทธ์”
โยนกระเบื้องล่อหยก ล่อด้วยละม้าย ให้งวยงง หลงกล
กลยุทธ์นี้มีความหมายว่า ใช้สิ่งที่คล้ายคลึงกันไปล่อข้าศึก ให้ข้าศึกต้องอุบายพ่ายแพ้ไป
เป็นเรื่องของ “ข้าศึก” เป็นเรื่องของ “การยุทธ์”
การใช้กลยุทธ์นี้กำหนดขึ้นตามสภาพรูปธรรมของข้าศึก ในตำราพิชัยสงครามชื่อ “ร้อยยุทธการพิสดาร การรบที่ได้ประโยชน์”
กล่าวไว้ว่า
“เมื่อประมือกับข้าศึก ขุนพลฝ่ายตรงข้ามโง่เง่า มิรู้พลิกแพลง จักล่อด้วยประโยชน์ได้
เขาละโมบในประโยชน์ มิรู้ผลร้าย ก็ซุ่มทหารลอบตีได้ ข้าศึกจักพ่าย”
นี้คือ “ล่อด้วยประโยชน์”
ดำเนินไปเหมือนกับที่เอี๋ยนซือป๋อหลอกล่อหลิวจวิ้นด้วยการแสร้งทำเป็นพ่ายแพ้ในเชิงเต๋า
เข้าลักษณะ “เอาปลาเล็กตกปลาใหญ่”
บุญศักดิ์ แสงระวี อรรถาธิบายว่า “โยนกระเบื้องล่อหยก” คำนี้ เดิมมาจากเรื่องราวของกวีในสมัยราชวงศ์ถัง 2 คน
1 ฉางเจี้ยน 1 จ้าวกู่
กล่าวคือ ฉางเจี้ยนนิยมชมชอบและยกย่องบทกวีของจ้าวกู่มาช้านาน ครั้นเมื่อทราบว่าจ้าวกู่เดินทางมาเมืองซูโจว
ก็คาดคะเนว่าคงจะไปเที่ยว ณ วัดหลิงเอี๋ยนสื้อ
จึงเขียนบทกวีไว้ 2 คำบนผนังวัด เมื่อจ้าวกู่มาเห็นเข้าก็ต่อบทกวีนั้นอีก 2 คำ จึงกลายเป็นบทกวีที่ครบถ้วนสมบูรณ์
สวยงาม ไพเราะ จับใจยิ่งนัก
แต่เนื่องจากบทกวีของฉางเจี้ยนด้อยกว่า คนทั้งหลายจึงเรียกบทกวีของฉางเจี้ยนเป็นเสมือนหนึ่ง “กระเบื้อง”
แต่หากแม้นมิมี “กระเบื้อง” ที่ฉางเจี้ยนเอาไปล่อไว้
ไฉนเลยจะได้มาซึ่ง “หยก” ของจ้าวกู่ ที่ต่อ “กระเบื้อง” ของฉางเจี้ยนจนกลายเป็นบทกวีอันล้ำค่า
เป็นที่ยกย่องในหมู่กวีชื่นฤดีกวีด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็น “เอาปลาเล็กตกปลาใหญ่” ไม่ว่าจะเป็น “สละก้อนอิฐเพื่อให้ได้หยก” ไม่ว่าจะเป็น “ทิ้งกระเบื้องเพื่อล่อหยก”
เป็นไปตามบทสรุปจากการเรียบเรียงโดย บุญศักดิ์ แสงระวี
วิธีหลอกลวงข้าศึกมีมากมาย ที่แยบคายที่สุดมิได้มีใดเกิน “ความละม้ายแม้น” หรือ “ความเหมือน”
ที่เรียกว่า “กระเบื้อง” หมายถึงสิ่งที่ไม่มีค่างวด
ที่เรียกว่า “หยก” นั้นเป็นจินดาสูงค่าอันพึงปรารถนาของผู้คนทั้งหลาย
ที่เรียกว่า “โยนกระเบื้องล่อหยก” ก็คือ ใช้สิ่งของที่มีค่าน้อยไปแลกกับสิ่งของที่มีค่าสูง
กระเบื้องกับหยกนั้นมองผ่านๆ ก็มีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่
นักการทหารผู้มีความชำนาญในกลศึกก็สามารถจะใช้ “ความละม้ายแม้น” ความ “เหมือน” ความคล้ายคลึงของทั้งสองสิ่งสร้างความสับสนฉงนใจให้แก่ข้าศึก
ช่วงชิงโอกาสที่ข้าศึกกำลังวุ่นวาย หรือหลงกลจู่โจมเอาชัยโดยพลัน

