หน้าแรก บทความ การเมืองใหม่

การเมืองใหม่

18.05.23 | 12:45 น.
การเมืองใหม่

การเมืองใหม่

กรรมการการเลือกตั้งแถลงผลการลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนน 52.23 ล้านคน ไปใช้สิทธิ 39.29 ล้านคน คิดเป็น 75.23% สูงสุดเป็นประวัติการณ์จากที่เคยจัดการเลือกตั้งมา
ผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหมด ลงให้พรรคก้าวไกล 14 ล้านเสียง พรรคเพื่อไทย 10 ล้านเสียง รวม 24 ล้านเสียง

ครับ ผมเอาตัวเลขนี้มาเทียบเคียงกับการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเมื่อคราวลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 50.07 ล้านเสียง ไปใช้สิทธิ 29.7 ล้านเสียง เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 15.13 ล้านเสียง ไม่เห็นชอบ 10.9 ล้านเสียง

มาเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งลงให้พรรคใหญ่ ฝ่ายค้านรัฐธรรมนูญ คือ ก้าวไกลกับเพื่อไทยถึง 24 ล้านเสียง เกือบเท่าจำนวนผู้ไปใช้สิทธิทั้งรับรองและไม่รับรองรัฐธรรมนูญรวมกัน 29.7 ล้านเสียง ขาดไปแค่ 5.7 ล้านเสียง และมากกว่าเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ 15.3 ล้านเสียงถึง 8.7 ล้านเสียง

ตัวเลขสะท้อนชัดเจน วันเวลาผ่านไป สถานการณ์ เจตนารมณ์ของผู้ที่เคยเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับมีผู้มีสิทธิลงคะแนนใหม่เพิ่มเข้ามาและความเบื่อหน่ายกลุ่มอำนาจเดิม ผู้ใช้สิทธิทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มจึงพากันเทคะแนนให้กับพรรคฝ่ายค้านเดิม

Advertisement

จนฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยประกาศว่า สายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง กำลังพัดไสว

สายลมจะพัดต่อไปเรื่อยๆ จะหยุดลง หรือหวนกลับ เมื่อไหร่ อย่างไร ยังไม่มีใครสรุปได้ อย่างน้อยที่สุดต้องติดตามต่อไปจนถึงวันที่มีการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

แคนดิเดตของพรรคที่ได้เสียงข้างมากสุด นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลจะไปถึงฝั่งฝันนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และจัดรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่

จากผลการเลือกตั้งก่อนการรับรองอย่างเป็นทางการ ส.ส.ทั้งหมด 500 คน พรรคก้าวไกล 152 เสียง เพื่อไทย 141 เสียง ภูมิใจไทย 71 เสียง พลังประชารัฐ 40 เสียง รวมไทยสร้างชาติ 36 เสียง ประชาธิปัตย์ 25 เสียง ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง ประชาชาติ 9 เสียง ไทยสร้างไทย 6 เสียง เพื่อไทรวมพลัง 2 เสียง ชาติพัฒนากล้า 2 เสียง เสรีรวมไทย 1 เสียง ประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง ท้องที่ไทย 1 เสียง เป็นธรรม 1 เสียง พลังสังคมใหม่ 1 เสียง ครูไทยเพื่อประชาชน 1 เสียง

หัวหน้าพรรคก้าวไกลประกาศรวบรวมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลได้แล้วทั้งหมด 310 เสียง ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล เพื่อไทย ประชาชาติ ไทยสร้างไทย เสรีรวมไทย และเป็นธรรม เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากเกิน 250 เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เท่ากับปิดโอกาสเสียงข้างน้อยที่เหลือเพียง 191 เสียง ถ้าขืนดันทุรังจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาก็ไปไม่รอดแน่นอน

ถึงแม้รวบรวมคะแนนเสียง 6 พรรคร่วมรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากได้สำเร็จก็ตาม แต่ประเด็นต่อไปยังมีอีกว่า แล้วจะมีคะแนนเสียงมากเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา 375 เสียง จากสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด 750 เสียง ส.ส. 500 เสียง ส.ว. 250 เสียง จนสามารถครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสำเร็จได้ก่อนหรือไม่

เพราะมีเสียง ส.ส.แค่ 310 เสียง ยังขาดอีก 66 เสียง จะได้มาจากไหน

66 เสียงนี่แหละครับ เป็นเรื่องท้าทาย มติมหาชน เจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่ ที่ว่าสายลมกำลังพัดปลิวไสว

หนทางที่จะได้มาก็จาก 2 กลุ่ม กลุ่มแรก พรรคการเมืองที่เหลือซึ่งไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล 191 เสียง กับกลุ่มที่สองวุฒิสมาชิก 250 คน

มองโลกสวย วุฒิสมาชิก 23 เสียงซึ่งเคยลงคะแนนเห็นชอบตัดอำนาจโหวตนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ยอมรับเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งยกมือสนับสนุนนายพิธา เสียงก็ยังขาดอีก 43 เสียง

ความเป็นจริงทางการเมือง พิจารณาจากที่มาและฐานคิดของวุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ ภาพที่จะได้เห็นการยกมือสนับสนุนนายพิธา จึงเป็นความเพ้อฝัน

โอกาสความเป็นไปได้ที่จะครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากพึ่งมติมหาชน เจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่แบบถล่มทลาย เป็นแรงกดดันแล้ว

จึงอยู่ที่พรรคการเมืองซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ทั้งภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา กับพรรคต่ำสิบที่เหลือ

หากสร้างมิติใหม่ทางการเมือง ยกมือสนับสนุนฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งด้วยกันครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ได้ก่อน ส่วนหน้าที่ฝ่ายค้านติดตาม ควบคุม ตรวจสอบอย่างเข้มข้นก็ค่อยดำเนินต่อไปตามกฎ กติกา

ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงวุฒิสมาชิกที่วางเฉย หรือไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ไม่สนใจเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

เสถียรภาพของฝ่ายบริหาร ของรัฐสภา ของประชาธิปไตยก็จะค่อยๆ กลับคืนมา จนกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยกร่างใหม่ได้สำเร็จ

สถานการณ์การเมืองเข้าสู่สภาวะปกติ เมื่ออำนาจพิเศษ ความไม่เป็นธรรม การเอารัดเอาเปรียบทางการเมืองหมดไป