ความสำเร็จของการสร้างนำซ่อม
สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน เป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต ผู้ที่มีสุขภาพดีจะสามารถใช้ชีวิตประจำวันและปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริบทประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ประชากรวัยเด็กลดลงอย่างรวดเร็ว มีความเหลื่อมล้ำของการกระจาย
รายได้ รูปแบบของสังคมจะให้คุณค่ากับความสนุกสนานและความสะดวกสบายตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย ดังนั้น การวางฐานรากด้านสุขภาพที่มุ่งดูแลทุกกลุ่มวัย และให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งด้วยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน มุ่งเป้าการสร้างสุขภาพในระดับปฐมภูมิ ด้วยการ “สร้างนำซ่อม” จึงเป็นงานที่กระทรวงสาธารณสุขขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนางานสุขภาพปฐมภูมิ เพราะเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ
กลยุทธ์ด้านการส่งเสริมสุขภาพได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับวิธีการที่ทำงานเพื่อแก้ไขรากเหง้าของปัญหาทางสุขภาพ กลวิธีการส่งเสริมสุขภาพในปัจจุบันจึงมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น มีเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
ผู้เขียนอยู่ในแวดวงสาธารณสุขมาทั้งชีวิต เริ่มจับงานที่เป็นปัญหาจากโรค แล้วพลิกย้อนกลับไปดูว่าโรคและภัยสุขภาพนั้นเกิดขึ้นมาจากสาเหตุใด และพฤติกรรมใดเพื่อหาเหตุและปัจจัยของโรคนั้น
โรคธาลัสซีเมียเป็นการดำเนินนโยบายการป้องกันและควบคุมโรคธาลัสซีเมียในประเทศไทย เมื่อครั้งผู้เขียนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอนามัย โดยริเริ่มการรณรงค์ “เลือกคู่ เลือกครรภ์ เลือกคลอด ปลอดธาลัสซีเมีย” เพื่อลดความชุกของโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในประเทศไทย เน้นหาแนวทางป้องกันเพื่อลดโอกาสการเกิดโรค ซึ่งต้องใช้เงินในการดูแลรักษาสูง จนนำมาสู่ความสำเร็จทำให้อัตราการเกิดโรคธาลัสซีเมียลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาต่อมา เมื่อวิถีชีวิตคนเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ปัจจัยและเหตุของโรคภัยเปลี่ยน จากโรคติดต่อมาเป็นโรคไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดโรคที่เรียกว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs” ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของคน เพราะเมื่อเป็นโรคเหล่านี้แล้วต้องรักษากันตลอดชีวิต ใช้งบประมาณในการดูแลรักษาสูงมาก ผู้เขียนได้นำแนวคิดในการส่งเสริมป้องกันมาใช้ในการจัดการ โดยใช้กลวิธีที่เรียกว่า “ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี” ด้วยการคัดกรองและเฝ้าระวังโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเป็นเครื่องมือสื่อสารให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งสามารถลดอัตราการป่วย การรับประทานยา ประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งค่ายาและค่าเดินทางของประชาชน และลดภาระงานของบุคลากรสาธารณสุขได้อย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2555 และยังมีผู้นำแนวทางดังกล่าวมาดูแลสุขภาพประชาชนจนถึงปัจจุบัน
กระทั่งเมื่อมีโอกาสได้เข้ามารับผิดชอบงานการพัฒนาศักยภาพและสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในสถาบันพระบรมราชชนก ผู้เขียนได้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการสร้างคน โดยการสนับสนุนให้มีการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลแก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 3,000 คน เพื่อยกระดับศักยภาพของ อสม.ให้สอดรับกับนโยบาย 3 หมอของกระทรวงสาธารณสุข เป็นกำลังคนที่ให้บริการสุขภาพพื้นฐานในระดับพื้นที่ทุกตำบล
ความตั้งใจและทุ่มเททำงานสุขภาพในระดับปฐมภูมิ เน้น “สร้างนำซ่อม” มาอย่างต่อเนื่อง เป็นความเข้าใจและให้ความสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า “ประชาชนมีศักยภาพในการจัดการสุขภาพของตนเองได้” นำมาซึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ผู้เขียนได้รับ จากการที่คณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 152 ได้ประกาศรับรองให้บุคลากรสาธารณสุขไทยได้รับรางวัล Sasakawa Health Prize โดยมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลกสมัยที่ 76 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2566 ณ นครเจนีวา สมาพันธ
รัฐสวิส
สำหรับรางวัล Sasakawa Health Prize ก่อตั้งขึ้นตามความคิดริเริ่มและด้วยทุนสนับสนุนจาก Mr.Ryoichi Sasakawa ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิอุตสาหกรรมการต่อเรือแห่งประเทศญี่ปุ่น และเป็นประธาน Sasakawa Memorial Health Foundation ในปี พ.ศ.2527 เพื่อมอบให้กับบุคคล สถาบัน หรือองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประสบความสำเร็จในการทำงานด้านนวัตกรรมที่โดดเด่นในการพัฒนาระบบงานสาธารณสุขมูลฐานมาตั้งแต่ครั้งที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศกลยุทธ์ความสำเร็จในการสร้างเสริมสุขภาพของคนทั่วโลกด้วยสโลแกน “Health for All by the year 2000” หรือ “สุขภาพดีถ้วนหน้าในปี 2543”
ซึ่งได้รับรางวัลมาแล้ว 2 ท่านคือ ท่านแรก อาจารย์ นายแพทย์อมร นนทสุต อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขปี 2529 ท่านที่ 2 นายแพทย์ไพศาล ร่วมวิบูลย์สุข จักษุแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี ปี 2565 ไงเล่าครับ

