หน้าแรก บทความ คนแก่โกรธ

คนแก่โกรธ

25.05.23 | 13:00 น.
คนแก่โกรธ

คนแก่โกรธ

หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งเกิดกระแสสังคมเรียกร้องให้ ส.ส.พรรคที่ไม่ได้รับการทาบทามเข้าร่วมรัฐบาลและวุฒิสมาชิก เคารพเจตนารมณ์ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ ด้วยการขานชื่อให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งเกิดการตอบโต้ ให้เคารพและรับฟังเสียงส่วนน้อย ซึ่งก็มีทั้งคนหนุ่มคนสาว คนวัยกลางคน และคนแก่ผู้สูงวัย

โพสต์สวนว่า ฝ่ายผู้ชนะอย่าใช้กระแสโซเชียล สื่อสังคมมาบีบบังคับให้ต้องทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ นั่นแหละ เผด็จการของจริง

ถ้อยคำ น้ำเสียง สะท้อนอาการหงุดหงิดไม่พอใจ มีทั้ง โกรธขึ้ง ประชดประชัน กระแนะกระแหน แดกดัน ไม่เบาเช่นกัน

Advertisement

คนมองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อยางที่อยากให้เป็นอย่างผม เลยคิดถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า ความโกรธย่อมฆ่าผู้โกรธ ไม่ได้ฆ่าผู้ที่ทำให้โกรธ

เป็นเรื่องน่าเห็นใจและเข้าใจได้สำหรับผู้สูงวัยทั้งหลาย ทนไม่ไหว รับไม่ได้กับแรงกดดัน จึงแสดงอาการโกรธออกมาในลักษณะต่างๆ กันไป

เมื่อโกรธแล้วปล่อยวางไม่ลง ก็มีแนวโน้มที่จะโทษอีกฝ่ายหนึ่ง โทษคนอื่นมากกว่า ว่างั้นเถอะ

ความจริงแล้ว สามารถคิดได้ทั้งสองด้าน คือ โทษคนอื่นกับโทษตัวเรา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรโทษคนอื่นหรือโทษตัวเราเองมากกว่า

โทษคนอื่นว่าใช้ความช่ำชองในการใช้สื่อสังคมเป็นเครื่องมือพิชิตชัยชนะ กับ โทษตัวเองว่าตกยุค ปรับตัวช้า ตามไม่ทันเทคโนโลยียุคใหม่ เลยกลายเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย

ที่เกิดความรู้สึกถูกกดดันมากก็เพราะเราไปเสพสื่อโซเชียลมากและจินตนาการหวั่นไหวตามไป จนเกินเหตุหรือเปล่า

ว่าไปแล้ว สื่อสมัยใหม่ โซเซียลมีเดียก็คือเทคโนโลยี เป็นเพียงเครื่องมือ ช่องทางส่งเสริมให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบาย รวดเร็ว มีความสามารถในการแข่งขัน เอาตัวรอด บรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่า เท่านั้น

ปัจจัยที่สำคัญกว่า คือ คน ผู้ใช้ต่างหาก

จึงมักเกิดการเปรียบเทียบระหว่าง สื่อกับคน เครื่องมือ กลไก ช่องทางกับเนื้อหา อะไรคือปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ กันแน่

ความสามารถในการใช้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ฯลฯ เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่ง

ถ้าเปรียบเป็นการจำหน่ายสินค้า ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ ถ้าสินค้าไม่ดี ไร้คุณภาพ ห่วยแตก ถึงจะใช้สื่อเทคโนโลยีส่งเสริม ปลุกปั่นกระแสอย่างไร สุดท้ายแล้วก็ขายไม่ออก และเจ๊งไปในที่สุด

พรรคการเมือง นักการเมืองก็เช่นกัน เป็นตัวผลิตภัณฑ์ หรือสินค้า หรือเนื้อหา ถ้าของดีมีคุณภาพ ตรงความต้องการของผู้ซื้อ ก็ขายได้ ไปรอด

มองมุมนี้กันดูนะครับ ว่าคุณภาพของสินค้าทางการเมืองแต่ละพรรค ทั้งเก่าและใหม่ ใหญ่ กลาง เล็ก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผลงานเป็นอย่างไร

ก ารแสดงบทบาทในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา การอภิปรายนำเสนอในแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ระหว่างพรรคคนเก่า พรรคคนแก่ กับพรรคคนใหม่ คนหนุ่มคนสาว แตกต่างกันแค่ไหน

ทำงานด้วยลีลา สำนวนโวหารเป็นหลักแบบเดิมๆ กับทำงานด้วยข้อมูล ข่าวสาร ผ่านการศึกษาค้นคว้า อ้างอิง เทียบเคียงให้เห็นภาพทั้งในระดับโลก ภูมิภาคและระดับชาติ สะท้อนความลึก ความคม ความหนักแน่น น่าเชื่อถือ เตรียมทำการบ้านมาอย่างเป็นระบบ

ผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่น ชัดเจน รวดเร็ว ทันสมัย เป็นรูปธรรม กล้าชนกับเรื่องใหญ่ๆ ปัญหาเชิงโครงสร้าง การผูกขาด รวมศูนย์อำนาจ การทุจริต ความรุนแรง ความเหลื่อมล้ำ เอารัดเอาเปรียบ จับโกหก แฉโพยอีกฝ่ายด้วยหลักฐานประจักษ์

ผลงานเหล่านี้ ก็คือเนื้อหาหรือตัวผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดทำให้สินค้าทางการเมืองอย่างพรรคก้าวไกล นำโด่ง

คุณภาพสินค้าดีกว่า ของสด ของใหม่กว่า ไม่ใช่คนซื้อโง่ เลยถูกหลอกลวง

การสื่อสารเทคโนโลยียุคใหม่มีประสิทธิภาพแค่ไหน ถ้าเนื้องานห่วยแตก ก็ไม่มีทางได้คะแนนท่วมท้น

การตัดสินใจไม่ยกมือสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่รวบรวมเสียงข้างมากได้สำเร็จ จะทำให้เกิดสภาวะชะงักงัน จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ต่อไปเรื่อยๆ ทุกฝ่ายย่อมได้รับผลที่จะเกิดขึ้นตามมา

ถึงจะเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยรับภาระจัดรัฐบาลต่อ ก็ต้องดึงพรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ เข้ามาร่วมสนับสนุน คาดการณ์ได้เลยว่าไม่ราบรื่นอีกเช่นกัน

เพราะภูมิใจไทยมีข้อขัดแย้งกันเรื่องกัญชาเสรี ประชาธิปัตย์ประกาศมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าไม่ร่วมกับพรรคที่มีเครือชินวัตรเป็นเจ้าของเด็ดขาด พลังประชารัฐก็ซัดกันมาตลอดช่วงเป็นรัฐบาล

และถ้าต้องพึ่งเสียง ส.ว. เพื่อให้ได้เสียงมากกว่า 375 เสียง ส.ว.ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาก็มีไม่น้อย จะยกมือให้เพื่อไทยหรือ

ฉะนั้น หลักการที่ควรคิดก่อนตัดสินใจจึงมีว่า ระหว่าง ยอมรับเจตนารมณ์ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ กับปล่อยให้สถานการณ์ตีบตันดำเนินต่อไปเรื่อยๆ แนวทางไหนจะเกิดผลดีกว่า ประชาธิปไตยเดินหน้าสู่สภาวะปกติ คิดได้ไม่ยากครับ

ถ้าคนแก่ทั้งหลายลดอาการโกรธขึ้งลงและยอมรับว่า โลกวันนี้เป็นยุคของคนรุ่นใหม่ คนหนุ่มคนสาว พวกเขาต้องดำเนินชีวิตต่อไป

ย่อมรักตัวเองและปรารถนาสังคมที่เป็นธรรม อบอุ่น มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่นเดียวกับคนทุกรุ่นที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันฝ่ายผู้ชนะก็ต้องสำเหนียกด้วยว่า อ่อนเกินพินาศ แข็งเกินโดดเดี่ยวไร้เพื่อน

ยิ่งให้ยิ่งได้ กินรวบอายุสั้น กินแบ่งอายุยาว ก้าวไกลแน่นอน ถ้าไม่เหลิงอำนาจเสียก่อน