‘หลักการ-หลักกู’
พรรคก้าวไกลได้รับชัยชนะกวาด 152 ส.ส.จากระบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์ คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต 14 ล้านเสียง วันนี้ 8 พรรคการเมือง 313 ส.ส. ลงนาม MOU จัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล ผลักดันวาระร่วม 23 ข้อ 5 แนวทางขับเคลื่อน
หากเป็นประเทศประชาธิปไตยสากล ป่านนี้การจัดตั้งรัฐบาล การฟอร์ม ครม. และพร้อมเดินหน้ามาบริหารประเทศแล้ว
แต่วันนี้ จำนวนเสียงเพียงเท่านี้กลับเป็นตราประทับรับรอง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เป็น “นายกรัฐมนตรีคนที่ 30” ได้ เพราะติดขวากหนามรัฐธรรมนูญ ต้องอาศัยเสียง ส.ว.จากองค์ประชุมร่วมรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียงเพื่อสนับสนุนด้วย
หากไปพลิกจุดยืนในปี’62 ของ ส.ว. ที่ประกาศออกสื่อว่า “ใครรวมเสียง ส.ส.ได้เกิน 250 เสียงจะได้เป็นนายกฯและรัฐบาล”
ในเวลานั้น พรรคอันดับหนึ่ง คือ เพื่อไทย ประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสม แต่ไม่สามารถรวมคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาล่างได้ อีกทั้งยังเสนอชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯจากพรรคอนาคตใหม่ ที่เป็นพรรคอันดับ 3 เป็นตัวแทนของ 7 พรรคให้สภาพิจารณา กลับกันพรรคพลังประชารัฐ ที่มีคะแนนเป็นอันดับ 2 รวบรวมเสียง ส.ส.ได้ 254 เสียงก่อนการประชุมร่วมรัฐสภา
หากมองในบริบทการเมืองปี’62 จึงไม่อาจถือได้ว่า ส.ว.ลงคะแนนสวนมติของประชาชน เพราะขั้วพรรคพลังประชารัฐรวมเสียง ส.ส.ได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง
ส.ว.พร้อมใจลงมติเอกฉันท์ 249 เสียงเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างท่วมท้น
วันนี้ในปี’66 นายพิธารวมเสียง 8 พรรค 313 เสียงเกินกึ่งหนึ่งสภาล่าง สังคมจึงคาดหวัง ส.ว.จะยึดจุดยืนเดิมเหมือนเช่นปี’62
แต่บรรดา ส.ว.กลับขยับเพดานเงื่อนไขสูงขึ้นหลายข้อ
ส.ว.หลายคนไล่ให้ไปรวมเสียงสภาล่างให้เกิน 376 เสียงไม่ต้องมาพึ่งเสียง ส.ว.
ส.ว.หลายคนตั้งเงื่อนไขห้ามแก้ไข ม.112 และเงื่อนไขอื่นๆ ที่จะยกมาอ้าง
วันนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ-ตำรวจจะขอ “งดโหวต” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาการวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมืองเสียอีก!
ผมว่าสังคมกำลังสับสนและออกจะงงๆ จุดยืน ส.ว.ปี’62 กับปี’66 ว่า “หลักการ-หลักกู” มันอยู่ตรงไหน
ผมเชื่อว่าคนไทยก็ไม่ได้โง่จนอ่านเกมของกลุ่มอำนาจเก่าไม่ออก
ผมอยากเตือนสติบรรดากลุ่มอำนาจเก่าลองเอาวาทะของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติในวันลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในการจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรค กลับไปไตร่ตรอง
วันนอร์กล่าวว่า “ผมอยากจะเรียนว่าเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผมนั่งอยู่ในห้องประชุมกองทัพบก ถนนวิภาวดี และวันนั้นด้วยความเศร้าใจอย่างยิ่ง ผมต้องนั่งฟังคำประกาศยึดอำนาจจากอดีตผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น คือนายกฯในขณะนี้
กระผมฟังท่านยึดอำนาจแล้ว ผมก็มีความคิดว่า อ๋อ ประชาชนคนไทย 70 กว่าล้านคน ถูกคนไม่กี่คนประกาศยึดอำนาจง่ายๆ อย่างนี้หรือ
ผมจึงอยากจะเรียนต่อสื่อมวลชนว่า ขอให้การกระทำเมื่อ 9 ปีที่แล้วนั้น จากผู้มีอำนาจท่านใดก็แล้วแต่ ขอให้เป็นครั้งสุดท้ายของประเทศไทย ไม่ควรจะมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกแล้ว
วันนี้ผมได้มาอยู่ในห้องของที่ประชุมแห่งนี้ รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย เพื่อร่วมกันประกาศ ‘การกระจายอำนาจให้ประชาชน’ แทนที่จะเป็น ‘การยึดอำนาจจากประชาชน’ เหมือน 9 ปีที่แล้ว ผมภูมิใจและดีใจแทนพี่น้องประชาชนว่าเรากำลังจะยึดอำนาจคืน
วันนี้ พวกเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่นี่ เรามาเพื่อกระจายอำนาจ กระจายความหวัง และกระจายความสุขให้กับประชาชนของเราทุกคน
ผมจึงอยากจะวิงวอนต่อทุกฝ่าย ทุกคน ที่อาจจะเห็นตรงกันหรือคิดต่างกันก็ได้ ขอให้ท่านให้โอกาสกับพวกผม พวกเราที่อยู่ที่นี่ โดยมีคุณพิธาเป็นผู้นำนี้ ได้ทำงานให้ประชาชน
ก็ในเมื่อท่านให้โอกาสกับคนยึดอำนาจ คนปฏิวัติตั้ง 9 ปี โดยไม่สามารถจะคัดค้านได้เลย แต่วันนี้ถ้าท่านไม่ให้โอกาสพวกเรา ซึ่งเข้ามาจากอำนาจของประชาชน และเราพร้อมที่จะทำงานเพื่อคืนอำนาจแก่ประชาชน คืนความสุขให้แก่ประชาชน ผมจึงอยากวิงวอนทุกฝ่ายโปรดให้โอกาส
ถ้าท่านอาจจะไม่พอใจว่ามันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือความต้องการของท่านไม่ได้เต็มมาก ได้มาก ผมอยากจะวิงวอนว่า การเจรจา การทำงานใดๆ นั้น ไม่มีใครได้ 100 เลยหรอกครับ มันต้องมีการถอยคนละก้าว เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
ผมอยากให้พวกเราทำเพื่อประชาชน คนที่มีความหวังไม่ใช่คนหนุ่มสาวเท่านั้น แม้แต่ผมอายุ 79 ปี และคนวัยเดียวกับผมอีกเยอะ ที่มีความหวัง อยากจะเห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงได้แล้ว ผมขอวิงวอนใครมีอำนาจ ใครมีพลัง โปรดใช้อำนาจและพลังนั้นให้คนที่อยากทำงานเพื่อประชาชนได้มีโอกาสทำงาน”
พันธศักดิ์ รักพงษ์

