หน้าแรก บทความ พิธา-ทิศทางกา...

พิธา-ทิศทางการศึกษาไทย

1.06.23 | 13:00 น.
พิธา-ทิศทางการศึกษาไทย

พิธา-ทิศทางการศึกษาไทย

ระหว่างที่ทุกฝ่ายรอคอยการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ การเจรจาต่อรองจัดสรรตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ และรัฐมนตรีรายกระทรวง กำลังดำเนินควบคู่กันไปกับการปรับนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลเข้าหาจุดลงตัว

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรอง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ จัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ใครมีอำนาจมากกว่าย่อมได้เปรียบ

เก้าอี้รัฐมนตรี ตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองก็เช่นกัน ขณะที่ความต้องการครอบครองมีมากกว่า ต่างฝ่ายต่างก็ยกเหตุผลมารองรับข้อเรียกร้อง ด้วยคำพูดสวยหรูดูดีทั้งสิ้น โดยเฉพาะเพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

การต่อรองจะจบลงอย่างไร วันไหน สังคมกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าการเมืองมิติใหม่ที่ว่าไม่เอาเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นตัวตั้ง แต่เอาวาระที่สำคัญ ปัญหาของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก จะเกิดผลจริงหรือไม่

Advertisement

การเมืองเก่าที่มุบมิบ แอบซ่อน ปิดห้อง ยื่นหมูยื่นแมว คนนอกไม่เกี่ยว การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่นายทุนเจ้าของพรรค จนพูดกันตลอดมา ว่าสำคัญที่ใครจ่าย จะเปลี่ยนไปได้จริงสักเพียงไร

ทุกพรรคการเมืองจะก้าวข้ามการเมืองน้ำเน่า ทำให้ผู้คนเกิดความหวัง เชื่อมั่น ว่ามีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ตัวอย่างการเซ็นเอ็มโอยูข้อตกลงการทำงานเป็นข้อผูกมัดภายใต้ความรับผิดชอบร่วมกัน

ไม่ใช่เก้าอี้ ส.ส. รัฐมนตรี ประธานสภา ฯลฯ ซึ่งตัดสินชี้ขาดจากเงินและจำนวนมือ ส.ส.ในก๊วนมากหรือน้อยเป็นฐานคิด

การเมืองเก่าจะก้าวไกลไปสู่การเมืองใหม่ได้จริงก็ต่อเมื่อการเจรจาต่อรอง จัดสรรตำแหน่ง ทำด้วยความเปิดเผย โปร่งใส มีการสื่อสาร คำอธิบายความต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา

โดยเฉพาะเหตุผลรองรับการจัดสรรตำแหน่งและการกำหนดตัวบุคคลผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่คิดจากโควต้า พรรษาทางการเมือง การดูแลช่วยเหลือ ส.ส.ในกลุ่มเป็นหลัก

แต่ตัดสินที่คุณสมบัติ ความสามารถ ประสบการณ์ ความรู้ รู้จริง รู้ลึก ซึ่งไม่เพียงพอ

สำคัญยิ่งกว่าคือ พฤติกรรม ความประพฤติ

เอาตัวเองเป็นใหญ่ บ้าอำนาจ ไม่ฟังใคร หรือใจกว้าง อ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังผู้อื่น รับฟังความเห็นต่าง มีสัมมาคารวะ ให้เกียรติคนไม่ว่าอาวุโสสูงกว่าหรือด้อยกว่า ล้วนเป็นครูเราทั้งสิ้น

สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นความจริงว่า มีอำนาจแล้วใช้อำนาจเป็นหรือไม่ บริหารอำนาจโดยไม่ใช้อำนาจ จะนำมาซึ่งความร่วมมือ ช่วยเหลือ ให้เกียรติกลับคืน

อำนาจที่ได้เป็นเพียงความเห็นชอบเบื้องต้นกับการเข้าสู่อำนาจเท่านั้น ก้าวต่อไปคือการบริหารจัดการอำนาจที่ได้รับมอบหมายให้ยืนยาว ตรงนี้ต่างหากยากยิ่งกว่า

จะทำอย่างไรให้คนยอมรับ ร่วมมือ ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือให้การงานดำเนินไปได้ตามนโยบายที่แถลงไว้

ผมได้อ่านไลน์ที่ส่งต่อกันมาถึงภูมิหลังและคุณสมบัติของคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เขียนไว้ในหนังสือชื่อ ไม่สนว่าเก่งมาจากไหน

เล่าถึงนโยบายหลักจากการถกประเด็นต่างๆ ของประเทศไทยกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด
และ MIT จนตกผลึกมาเขียนเป็นจดหมาย ข้อเสนอแก่นายกฯของไทย เพื่อให้ประเทศไทยเราเดินหน้าต่อไปได้

สาระสำคัญ 3 เรื่องที่ควรทำได้แก่ 1 การปฏิรูปที่ดิน 2 การสร้าง Health Economy 3 การปฏิรูปครู

ครับ ประเด็นหลังนี่แหละ เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดนใจจริงๆ

การศึกษาไทยจะไปรอด ถ้าปฏิรูปครู ปฏิรูปการเรียนการสอน ปฏิรูปการเรียนรู้ เกิดความเปลี่ยนแปลงจริง

ปัจจัยแห่งความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่นายท้ายเรือคนเดียว แต่อยู่ที่ฝีพายด้วย คือ รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ

จากข่าวสารที่ปรากฏว่ากันว่า พรรคก้าวไกลขอรับผิดชอบบริหารจัดการ เป็นข่าวดีข่าวแรกก็ตาม

ข่าวต่อไปที่ต้องติดตามคือ ตัวบุคคลผู้รับผิดชอบผ่านการคัดสรร และทีมงาน ทำการบ้านล่วงหน้า ทั้งนโยบายระดับมหภาคและแยกย่อย

ต้องไม่ลืมว่า ทุกกระทรวงล้วนยังอยู่ภายใต้วัฒนธรรมเดิมๆ ที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรม ราชการวัฒนธรรมอำนาจ กระทรวงศึกษาธิการก็เช่นกัน

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าไปไม่ถึงไหน นอกจากปัญหาวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่แล้ว เกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนผู้บริหารบ่อยใช้รัฐมนตรีเปลืองสุด

ความไม่ต่อเนื่องทางการเมืองทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย มาจากพรรคเดียวกันแท้ๆ ยังไปคนละทางมีให้เห็นมาแล้ว

ปฏิรูปครูทั้งระบบ เป็นสิ่งชี้เป็นชี้ตาย เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา

ถึงแม้นายกรัฐมนตรีมองเห็น จับประเด็นถูก คนรับลูกต้องมีศักยภาพขับเคลื่อนให้เห็นผล

มีคำอธิบาย ไม่เฉพาะแต่ผู้คนในแวดวงการศึกษา แต่ต้องทั่วถึงทั้งสังคม นักเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ภายใต้หลักการศึกษาแบบมีส่วนร่วม

ทำไมถึงเลือกคนนี้มาทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ