ดุลยภาพดุลยพินิจ : ทุนและการจ้างงานภาคอุตสาหกรรมกระจายตัวอย่างไร?
เศรษฐกิจที่ดีควรมีคุณสมบัติหลายประการ ระบบการผลิตที่เข้มแข็ง การจ้างงานและกระจายรายได้อย่างเหมาะสม และกระจายความเจริญให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค ในโอกาสนี้ขอนำผลงานวิจัยเล็กๆ ว่าด้วยการกระจายทุน/การจ้างงานภาคอุตสาหกรรมลงพื้นที่จังหวัด/อำเภออย่างไร เพื่อได้ข้อสังเกตและการวิจารณ์เชิงนโยบายในขั้นต่อไป
ก่อนอื่นขอแสดงความขอบคุณและชื่นชมกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจัดทำฐานข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี เผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ นักวิจัยและนักศึกษาประชาชนสืบค้นได้ฐานข้อมูลได้ไม่ยาก ทีมวิจัยของเราได้นำฐานข้อมูลปี 2565 มาวิเคราะห์ลักษณะการกระจายของโรงงาน ขนาดทุน และการจ้างงาน ตารางที่ 1 แสดงสถิติการกระจายของทุนและการจ้างงานภาคอุตสาหกรรมอย่างไร นำมาสู่การตีความว่า ก) มีโรงงานที่จดทะเบียนกับกรม จำนวนกว่า 7 หมื่นแห่งกระจายทั่วทุกภูมิภาค แต่สังเกตได้ว่าอัตราการกระจุกตัวสูงในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล กับภาคตะวันออก ข) เงินทุนภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศรวมกัน 8.4 ล้านล้านบาท โดยกระจายอยู่ภาคตะวันออกมูลค่า 3.17 ล้านล้านบาท และกรุงเทพฯและปริมณฑล 2.38 ล้านล้านบาท สองภูมิภาคนี้เกินกว่าครึ่ง ค) แรงงานที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมรวมกันทั่วประทศ 3.8 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1.7 ล้านคนพำนักในกรุงเทพฯและปริมณฑล (6 จังหวัด) ภาคตะวันออกเกือบ 8 แสนคน ภาคอื่นๆ ลดหลั่นกันไป
ตารางที่ 1 การกระจายจำนวนโรงงาน-ทุน-และการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมแจกแจงรายภูมิภาค
คุณลักษณะที่ดีของข้อมูลชุดนี้คือระบุทำเลที่ตั้งเป็นรายจังหวัด/อำเภอ จึงนำมาค้นคว้าวิจัยเชิงพื้นที่ได้และเป็นประเด็นที่นักวิจัยให้ความสำคัญ เพราะว่าส่งผลต่อเศรษฐกิจจังหวัด/ท้องถิ่น โรงงานระดมทุนและจ้างแรงงานเพื่อการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม เสียภาษีให้รัฐบาลและท้องถิ่น ผลกระทบต่อเนื่องจากการจ้างงานนั้นสำคัญยิ่งนัก– ผู้ใช้แรงงานในโรงงานเหล่านี้รวมกันเกือบ 4 ล้านคน เมื่อมีรายได้ นำไปซื้อสินค้าและบริการ แรงงานอพยพน่าจะมีจำนวนไม่น้อยมีความต้องการบ้านเช่า หอพักและการบริการอื่นๆ นักวิจัยจึงค้นคว้าว่าการจ้างงานกระจายใน “จังหวัด/อำเภอ” ใดมาก-น้อย รูปภาพที่ 1 แสดง 20 อำเภอที่มีการจ้างงานภาคอุตสาหกรรมสูงที่สุด เรียกว่าเป็นแชมเปี้ยนของการจ้างงานระดับอำเภอ ระดับบนสุด 3 อำเภอ อ.เมืองสมุทรสาคร อ.เมืองสมุทรปราการ และ อ.กระทุ่มแบน มีผู้ใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักแสนคน เพราะว่าความเจริญทางเศรษฐกิจวัดการมีมูลค่าเพิ่มและการมีงานทำ ย่อมส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น เทศบาล/อบต. จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมได้เพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เทศบาล และ อบต. ย่อมมีภาระดูแลสภาพสิ่งแวดล้อมและจัดหาบริการสาธารณะหลายรูปแบบเพื่อสนองความต้องการประชาชน

ในรูปภาพที่ 1 เราแทบจะไม่เห็นตัวแทนของภาคอีสาน-ภาคเหนือ-และภาคใต้ จึงสร้างรูปภาพที่ 2-3-4 ขึ้นมา เพราะอยากทราบว่าอำเภอที่มีจ้างงานภาคอุตสาหกรรมในภาคอีสาน-เหนือ-และภาคใต้ได้แก่อำเภออะไร โปรดสังเกตว่า สเกลวัดแต่ละภาคไม่เท่ากัน ในภาคอีสาน อ.เมืองนครราชสีมา และ อ.เมืองขอนแก่นจัดอยู่ในลำดับต้นๆ วัดด้วยปริมาณการจ้างงาน ในภาคเหนือ อ.แม่สอด และ อ.เมืองลำพูน และภาคใต้ อ.หาดใหญ่ และ อ.พุนพิน เป็นแหล่งใหญ่ของการจ้างงานภาคอุตสาหกรรม ในอนาคตหากมีโอกาสวิจัยจะลงไปสอบถามแรงงานและนายจ้างว่าด้วยสถานการณ์การทำงาน ค่าจ้างเงินเดือน และมิติอื่นๆ

น่ายินดีที่มีความก้าวหน้าการจัดทำ “ข้อมูลขนาดใหญ่” ในส่วนราชการของไทย และเปิดเผยข้อมูลต่อ เทศบาลและ อบต. สามารถนำข้อมูลชุดโรงงาน-การจ้างงาน ไปเสริมกับแผนที่ภาษี เพราะว่าสถานประกอบการ-โรงงาน-ผู้ใช้แรงงาน-และนักท่องเที่ยวล้วนมีบทบาทสนับสนุนท้องถิ่นโดยจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมไม่โดยทางตรงก็ทางอ้อม คาดว่าในอนาคต จะมีการค้นคว้าวิจัยพฤติกรรมการใช้จ่ายของกำลังแรงงานและนักท่องเที่ยว เพื่อนำไปคำนวณ “ตัวทวีคูณท้องถิ่น” (local multiplier) จะส่งเสริมให้องค์ความรู้เศรษฐกิจไทยงอกงาม รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศได้นโยบายการกระจายอำนาจ-ความเจริญให้เท่าเทียม การขยายฐานภาษีท้องถิ่น ลดการรวมศูนย์ ส่วนราชการควรจะร่วมมือกันเปิดเผยข้อมูลมิติพื้นที่ให้กว้างขวางนำมาพัฒนาวิจัยนโยบายสาธารณะได้อย่างแน่นอน

