เดินหน้าชน : แดดแรง-ไฟแพง โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม

9.06.23 | 13:14 น.

หลายประเทศต้องเจอกับสภาพอากาศร้อนจัด ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากปรากฏการณ์ปีศาจคลื่นความร้อนจากแถบเอเชีย (Monster Asian Heat Wave) ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วโลกต้องประสบภัยกับแสงแดดที่แผดเผา โดยเฉพาะในภูมิภาคแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินเดีย จีน ลาว รวมทั้งไทย

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุหลักของคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกนี้ มาจากวิกฤตสภาพอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Change ส่งผลให้ปรากฏการณ์เอลนิโญกลับมาอีกครั้ง อันเป็นผลมาจากมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น

ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนว่าปี 2566-2570 จะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ เป็นผลมาจากการเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญและภาวะก๊าซเรือนกระจกรวมกัน

ที่จีน สำนักงานอุตุนิยมวิทยานครเซี่ยงไฮ้เผยว่า วันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่ร้อนที่สุดในรอบ 100 ปี อุณหภูมิที่เขตซู่เจียฮุยสูงถึง 36.1 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่อุณหภูมิ 35.7 องศาเซลเซียส ซึ่งบันทึกครั้งล่าสุด เมื่อปี 2561

ส่วนที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตถึง 11 ราย จากฮีตสโตรก หรือโรคลมแดด

Advertisement

สำหรับประเทศไทย เมื่อช่วงต้นปี กรมอุตุฯคาดการณ์ว่าฤดูร้อนปีนี้จะร้อนจัดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 40-43 องศาเซลเซียส ขณะที่โซนภาคกลางและตะวันออกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 40-42 องศา ร้อนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

กระทั่งเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าอุณหภูมิสูงสุดปีนี้อยู่ที่ 44.6 องศาเซลเซียส ที่ จ.ตาก ถือเป็นสถิติอากาศร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย

สภาพอากาศที่ร้อนจัดนอกจากส่งผลต่อสุขภาพและชีวิต แล้วยังกระทบกับกระเป๋าตังค์ด้วย เพราะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น

ค่าไฟงวดเดือนเมษายน-พฤษภาคม จึงมีเสียงบ่นกันระงม ทั้งโลกจริงและสังคมออนไลน์ เป็นไวรัลฮอตไม่แพ้สภาพอากาศ ทั้งนี้ เพราะอากาศร้อนแรงกับค่าไฟฟ้าแพง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญ

เนื่องจากเมื่ออากาศร้อนจัดก็จะมีการเปิดใช้พัดลมนานขึ้น หรือปรับอุณหภูมิแอร์ลดลงกว่าปกติ ส่งผลใช้กำลังไฟฟ้ามากขึ้น จึงทำให้ค่าไฟสูงขึ้น

แต่บางคนก็บอกว่าใช้พัดลมหรือแอร์ตามปกติ แต่ทำไมค่าไฟยังแพงกว่าเดิม เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดก็ทำให้เราเสียค่าไฟเพิ่มขึ้นอยู่ดี

ไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้ทดสอบโดยใช้เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 BTU ตั้งค่าอุณหภูมิภายในห้องอยู่ที่ 26 องศาเซลเซียส หากเปิดขณะที่สภาพอากาศภายนอกมีอุณหภูมิอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องนาน 1 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง และ 1 เดือน กำลังไฟฟ้าที่แอร์ใช้จะอยู่ที่ 0.69 หน่วย 5.52 หน่วย และ 165.6 หน่วย ตามลำดับ

เมื่อทดสอบอีกรอบ โดยใช้เครื่องปรับอากาศตัวเดิม ตั้งค่าอุณหภูมิห้องภายในเท่าเดิม และเปิดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง และ 1 เดือน หากสภาพอากาศภายนอกมีอุณหภูมิอยู่ที่ 41 องศาเซลเซียส ผลที่ได้คือการใช้กำลังไฟของแอร์จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อยู่ที่ 0.79 หน่วย 6.32 หน่วย และ 185.6 หน่วย ตามลำดับ

ดังนั้น แม้จะเปิดแอร์ที่อุณหภูมิภายในห้อง หรือระยะเวลาเท่าเดิม แต่หากอากาศร้อนขึ้นแอร์ย่อมใช้กำลังไฟเพิ่มสูงขึ้น เพราะเมื่ออากาศภายนอกยิ่งร้อน คอมเพรสเซอร์ของเครื่องปรับอากาศจะต้องทำงานหนักขึ้นในการแลกเปลี่ยนความร้อนเพื่อปรับให้อุณภูมิภายในห้องเป็นไปตามค่าที่กำหนดไว้ เมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้นจึงทำให้แอร์กินกำลังไฟมากขึ้น ค่าไฟฟ้าจึงแพงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น วิธีที่จะช่วยคุมค่าไฟไม่ให้สูงเว่อร์ คือปรับพฤติกรรมไม่ใช้แอร์มากเกินไป หรือกำหนดตารางเวลาเปิดปิดสม่ำเสมอ หรือสลับไปใช้พัดลมแทนบ้าง ก็จะช่วยได้ในภาวะอากาศร้อนแรง-ไฟแพง