รัฐบาลจากเลือกตั้ง

8.06.23 | 12:00 น.

การจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เป็นข่าวที่ประชาชนติดตาม และร่วมแสดงความเห็นด้วยความห่วงใย

ไม่ใช่หย่อนบัตรเสร็จแล้วปล่อยมือ บ้านใครบ้านมันอย่างเมื่อก่อน

การจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาอย่างไรก็ตาม แต่เตรียมคิดไว้เลยว่า ถ้าไม่เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้องชอบธรรม แรงต้านหรือพลังของความไม่เห็นด้วย จะเกิดขึ้น

รูปแบบวิธีการอาจจะเปลี่ยนไป อาจไม่ใช่การลงถนน อย่างที่ซ้อมรับมือกันแล้ว

การเมืองและความนึกคิดของสังคมเปลี่ยนไปมาก เห็นชัดจากการเลือกตั้ง 14 พ.ค.

Advertisement

การเมืองไทยก่อนๆ เป็นเรื่องของ “เกม” ที่เล่นกับผลการเลือกตั้ง หลอกล่อต่อรองกันไปมา เพื่อผลประโยชน์สูงสุดคือการได้เป็นรัฐบาล

การได้เป็นรัฐบาล เป็นฝันของนักการเมืองบางกลุ่มที่พร้อมทำทุกอย่าง หันหลังให้อุดมคติต่างๆ ที่เคยพูดจาหรือใช้หาเสียงได้หมด

พรรคไหนเสียงน้อยๆ แต่ได้เข้าร่วมรัฐบาล จึงเป็นเซียนการเมือง เป็นไอดอลของนักการเมืองสายนี้

บางยุค บางพรรคที่หลุดไปเป็นฝ่ายค้าน จะรอข้อเสนอ ให้เข้าไปร่วมรัฐบาล ถึงเทศกาลไม่ไว้วางใจ จะมีข่าวดึงพรรคนั้นพรรคนี้เข้าร่วมรัฐบาล ลดพลังของฝ่ายค้านลงไป

การเมืองลักษณะดังกล่าว กลายเป็นเงื่อนไขของรัฐประหาร พร้อมกับด่าทอว่า นักการเมืองฉ้อฉลไร้คุณภาพ นอกจากสนิมในตัวเองแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนเจ้าของสิทธิเอง ไม่เข้ามาส่องดูการเมืองเหมือนอย่างทุกวันนี้

หลังเลือกตั้ง 2562 ยังเห็นร่องรอยการเมืองโบราณ ที่หาเสียงไว้อย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง

อย่างการประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ การประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร พอเอาเข้าจริง อ้างข้อจำกัดต่างๆ โดยไม่คิดว่า ข้อจำกัดบางอย่างนั้น นักการเมืองควรจะเดินชนให้รู้ดีรู้ชั่วไปข้างเหมือนกัน

ประกอบกับการสื่อสารสมัยใหม่ ที่บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ทำให้สังคมมี “ความทรงจำ” ที่อ้างอิงได้ตลอดเวลา

ผลของการเบี้ยวสัญญาประชาคม จึงตามมาด้วยการ “ลงโทษ” จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นในผลการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป

ในวันนี้ สูตรการเมืองที่ยึดคณิตศาสตร์เป็นหลัก เอาพรรคโน้นมาบวกพรรคนี้ โดยไม่คำนึงถึงปัจจัยความชอบธรรม ยากที่จะเกิดขึ้นและไปต่อ

อาจมีรุ่นเก๋าๆ เคลื่อนไหว องค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย พยายามผลักดัน แต่ยังดีที่มีข่าวว่า แกนหลักๆ ในขั้ว 8 พรรค ไม่เอาด้วย

แม้จะแกว่งไกวบ้าง แต่รูปทรงการจัดตั้งรัฐบาลที่สะท้อนผลเลือกตั้ง ยังเห็นอยู่จนทุกวันนี้ ส่วนอีกเดือนสองเดือนเป็นเรื่องของอนาคต

การเมืองไทยจะต้องผ่านด่านสำคัญ ทั้ง “นิติสงคราม” และอื่นๆ เพื่อให้เกิดการปลดล็อก อาจต้องกลับไปเลือกตั้งน้อยใหญ่กันให้หายสงสัยอีกหลายครั้ง

แต่ถ้าสังคมไทยไม่ถอยจากการเฝ้าระวังการเมืองอย่างขณะนี้

การเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนพลังการเมืองโบราณไปไว้ในที่อันเหมาะสมจะเกิดขึ้น แม้จะไม่ง่ายเลยก็ตาม

วรศักดิ์ ประยูรศุข