ในวัฒนธรรมแบบพุทธ-ผีแบบพม่า มีแนวคิดหรือคำที่เกี่ยวกับอำนาจอยู่คำหนึ่ง คำว่า “ออซา” (awza) ที่ส่วนใหญ่แปลว่า “อิทธิพล” มีความหมายที่ลึกไปกว่านั้น เพราะเป็นอิทธิพลที่มาจากการมีบารมีและมีบุคลิกลักษณะของความเป็นผู้นำ และมักมีบริวารห้อมล้อม “ออซา” เป็นคำที่ให้ความรู้สึกในเชิงบวก ไม่ได้หมายถึงบุคคลที่ใช้อิทธิพลหรือบารมีแบบผิดๆ นอกจากนี้ ยังมีคำที่อธิบายอำนาจและบุญญาบารมีในสังคมพุทธพม่าได้ดี นั่นคือคำว่า “อานา” (ana) ที่แปลว่าพลังอำนาจ มีความหมายได้ทั้งดีและลบ โดยมากใช้อธิบายว่ากองทัพพม่ามี “อานา” เพื่อให้เห็นภาพว่ากองทัพมีอำนาจล้นฟ้า และใช้อำนาจเพื่อปราบปรามฝ่ายต่อต้านได้อย่างเด็ดขาดด้วย
เมื่อคนพม่าพูดถึงด่อ ออง ซาน ซูจี พวกเขามักอธิบายบุคลิกลักษณะของเธอเข้ากับคำว่า “ออซา” พูดง่ายๆ คือเธอไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาคนหนึ่ง แต่ด้วยเป็นบุตรสาวของนายพล ออง ซาน ที่คนพม่ายกย่องให้เป็นวีรบุรุษแห่งชาติ มีพื้นฐานการศึกษาจากอังกฤษ และยังมีบุคลิกของความเป็น “แม่” สูง เห็นจากที่คนพม่าเรียกเธอว่า “อะเหม่ ซู” หรือคุณแม่ซู ก็คงจะพอได้ว่าด่อ ออง ซาน ซูจีมีความพิเศษกว่านักการเมืองคนใดที่พม่าเคยมีมา
ในหนังสือเล่มใหม่ของเวนดี้ ลอ-โยน (Wendy Law-Yone) นักเขียนชาวพม่า เรื่อง Aung San Suu Kyi: Politician, Prisoner, Parent ที่เพิ่งออกมาหมาดๆ ลอ-โยนอธิบายการก้าวขึ้นมาเป็นวีรสตรีประชาธิปไตยของออง ซาน ซูจีด้วยแนวคิดเรื่อง “ออซา” เพราะออง ซาน ซูจีคือบุคคลคนเดียวในพม่าที่มี “ออซา” ในระดับที่ทำให้แทบทุกคนที่ได้เห็นเธอรู้สึกคล้ายกับต้องมนต์สะกดบางอย่าง และต้องจดจ่อกับสิ่งที่เธอพูด ไม่น่าแปลกใจที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าเธอจะผ่านเหตุการณ์อะไรมา ออง ซาน ซูจียังคงเป็น “ไอดอล” ทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของพม่า
เขียนมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงมีคำถามว่าหลังเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวโรฮีนจา องค์กรด้านสิทธิและหลายหน่วยงานทั่วโลกต่างร่วมใจกันประณามรัฐบาลพม่า ที่ในขณะนั้นมีพรรค NLD เป็นแกนนำ คำถามทั้งหมดพุ่งตรงไปที่ด่อ ออง ซาน ซูจี ที่สื่อทั่วโลกตั้งข้อสังเกตว่าปล่อยให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจาได้อย่างไร ในการสัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซีในเดือนเมษายน 2017 ท่าทีของออง ซาน ซูจีดูจะไม่พอใจท่าทีของนักข่าวจากบีบีซีอย่างยิ่งที่ถามเธอในประเด็นเกี่ยวเนื่องกับโรฮีนจา
ท่าทีของโลกที่มีต่อเธอหลังจากนั้นเปลี่ยนให้วีรสตรีประชาธิปไตยเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้กลายเป็นปีศาจได้ในชั่วพริบตา ปลายปี 2018 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประกาศปลดเธอออกจากรางวัลทูตแห่งมโนธรรมสำนึก (Ambassador of Conscience Award) ก่อนหน้านั้นไม่นาน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดก็ปลดภาพวาดของออง ซาน ซูจีออกเช่นเดียวกัน
เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้น คนพม่าจำนวนมากภายในพม่าเองไม่เข้าใจว่าเหตุใดนานาชาติจึงมีท่าทีต่อเธอแบบแข็งกร้าวเพียงนี้ ในช่วงที่พรรค NLD ยังเป็นแกนนำในรัฐบาล ทุกคนทราบดีว่ารัฐบาล NLD เองก็ไม่ได้มีอำนาจทั้งหมด เพราะรัฐธรรมนูญปี 2008 กำหนดให้มีคนในกองทัพเข้าไปนั่งในสภามากถึง 25% ทำให้การขยับปรับแก้อะไรก็ตามแต่เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย จากการพูดคุยกับนักวิเคราะห์การเมืองของพม่าหลายคน ข้อผิดพลาดหนึ่งที่นำไปสู่จุดจบของรัฐบาล NLD มาจากการขาดการพูดคุยระหว่างกองทัพและรัฐบาล NLD ผู้นำฝ่ายพลเรือนและผู้นำกองทัพเข้าหน้ากันไม่ติดและต่างหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกัน ด้วยรัฐธรรมนูญพม่ามีส่วนที่กล่าวถึงรัฐประหารไว้ว่าหากกองทัพเห็นว่ามีความจำเป็น และพม่าตกอยู่ในสถานการณ์วุ่นวาย กองทัพก็ย่อมมีสิทธิรัฐประหารได้อย่างชอบธรรม จึงไม่แปลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและรัฐบาลจะเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ฝ่าย NLD เองก็ไม่ต้องการทำให้กองทัพขุ่นข้องหมองใจ เคยคิดว่าแยกกันอยู่ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่คงจะดีที่สุด แม้จะมีกรณีโรฮีนจาที่ทำลายความน่าเชื่อถือของทั้ง NLD และออง ซาน ซูจีไปมาก แต่ทั้งคู่เลือกที่จะเงียบ ให้สัมภาษณ์น้อยๆ และปล่อยให้กระแสความเคียดแค้นของชาวโลกลดลงไปเอง
สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจว่าทำไมเราควรจะหันมาให้ความสนใจ “ด่อ ซู” อีกครั้ง นอกจากเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน จะเป็นวันเกิดครบรอบ 78 ปีของเธอแล้ว เราต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ออง ซาน ซูจีจะยังเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า เสมอมาและเสมอไป หลังเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ออง ซาน ซูจีถูกคุมขังไว้ในสถานที่ที่ไม่เป็นที่เปิดเผยในเนปยีดอ และถูกตัดสินจำคุกไปรวมๆ กันไปแล้ว 12 ปี หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1990 เมื่อพรรค NLD ชนะแบบถล่มทลาย เธอก็ถูกควบคุมตัวในบ้านพักรวมๆ แล้วนานถึง 15 ปี ถ้ามองเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่สูญเสียอิสรภาพและชีวิตส่วนตัวทั้งหมดไปด้วยเหตุผลทางการเมือง เธอก็ควรได้รับการยกย่อง และเป็นเหตุผลว่าทำไมคนพม่าจึงยังมองเธอเป็นวีรสตรีผู้กระตุ้นให้เกิดกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่าในพม่า
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของเธอในปีนี้ ผู้หญิงทั่วพม่านัดประท้วงเงียบโดยการประดับพวงดอกไม้บนมวยผม นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์เพื่อรำลึกถึงออง ซาน ซูจีแล้ว ยังเป็นการประท้วงเพื่อต่อต้านคณะรัฐประหารไปในตัว กองกำลังพิทักษ์ประชาชนในมัณฑะเลย์ สะกาย และมักกเว ที่ถือเป็นฐานที่มั่นหลังของกองกำลังฝั่งต่อต้านรัฐประหาร แต่ผลจากการประท้วงเงียบในครั้งนี้กลับทำให้มีผู้หญิงมากถึง 40 คน ที่ถูกจับกุม คณะรัฐประหารยังสั่งปิดร้านดอกไม้อีกหลายแห่งทั่วประเทศด้วย
ด้วยบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป จากบทบาทผู้นำรัฐบาลพลเรือนสู่นักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังยาวนานที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองโลก แม้ว่าสถานะของเธอในสายตาของชาวโลกจะเปลี่ยนแปลงไป และโลกเองก็ยังเกิดอาการกระอักกระอ่วนเสมอเมื่อพูดถึงชื่อของเธอ แต่สำหรับคนพม่าแล้ว เธอยังคงเป็นความหวังและจะยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติตลอดไป
สุขสันต์วันเกิดด่อ ซู!
ลลิตา หาญวงษ์

