เมื่อต้นสัปดาห์มีข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในราวเดือนกรกฎาคมนี้จะออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน เจาะกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด เพิ่มเติมจาก “คลินิกแก้หนี้” ที่ทำมาระยะหนึ่งแล้ว
หนี้ครัวเรือนถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อย เป็นความห่วงใยทั้งในปัจจุบันกับสภาพความเป็นอยู่ คุณภาพชีวิต ของสมาชิกครัวเรือนที่มีหนี้เรื้อรัง
ไปจนถึงปัญหาในอนาคต ลำพังรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ยังต้องกู้หนี้ยืมสิน เรื่องออมเงินจึงเป็นไปได้ยาก
ยามชราหลังเกษียณก็ยิ่งเป็นปัญหาครองชีพ
หนี้ส่วนใหญ่ของครัวเรือนไทยจะเป็นการกู้ยืมมาใช้จ่ายประจำวัน ใช้แล้วหมดไป ไม่ได้ช่วยเพิ่มพูนรายได้ไปสู้ชีวิตในอนาคต
น่าเป็นห่วงก็คือ หนี้มีระยะผ่อนสั้นแต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง ภาระผ่อนต่อเดือนสูง ยิ่งชักหน้าไม่ถึงหลังไปกันใหญ่ ที่สุดไม่พ้นต้องกู้ยืมเพิ่มอีก เป็นวังวนไม่จบสิ้น
บ่อยครั้งตัวปัญหามักถูกมองในทำนอง เมื่อรายได้ไม่สมดุลรายจ่าย ก็หาทางเพิ่มรายได้เข้าไปให้เพียงพอ แบบที่หลายพรรคการเมืองใช้หาเสียงช่วงเลือกตั้ง เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ แจกเงิน เติมเบี้ยยังชีพคนชรา
นั่นถือเป็นความจำเป็นหากช่องว่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายห่างกันมาก ก็ต้องปรับเข้าหากัน
แต่มุ่งจะเพิ่มแต่รายได้ ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด หากขาดการบริหารจัดการเงิน จัดการหนี้ ประคองชีวิตให้อยู่ได้ในปัจจุบันและอนาคต
ต้องยอมรับผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเรายังขาดความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้ค่อนข้างมาก
สำนักงานสถิติแแห่งชาติไปสำรวจติดตามระดับความรู้และการเข้าถึงบริการทางการเงินของครัวเรือน ทำมาแล้ว 8 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2549
อัพเดตล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว
มีข้อมูลน่าสนใจ จากครัวเรือนคนไทย 23 ล้านครัวเรือน พบว่าเคยประสบปัญหาเงินไม่พอจ่าย สูงถึงร้อยละ 59.6 เลือกแก้ไขปัญหาเรียงลำดับมากไปหาน้อย ใช้เงินน้อยลง หารายได้เพิ่ม ขายทรัพย์สิน ร้อยละ 67.8
รองลงมาคือ ถอนเงินจากบัญชีออกมาใช้ ร้อยละ 61.3 ขอเงินช่วยเหลือจากครอบครัว-เพื่อน (โดยไม่ต้องคืน) ร้อยละ 41.7 ยืมเงินจากครอบครัว-เพื่อน-นายจ้าง ร้อยละ 36.3 และจำนำสิ่งของหรืออสังหาริมทรัพย์ ร้อยละ 23.0
ในด้านการออมของครัวเรือนในรอบ 12 เดือนของปี 2565 ใช้วิธีเก็บเป็นเงินสดสูงสุดถึงร้อยละ 75.0 รองลงมาคือ เก็บเงินในบัญชีที่เปิดไว้เพื่อออมเงินโดยเฉพาะ ร้อยละ 54.5 ฝากเงินในสหกรณ์และกลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ ร้อยละ 14.4 เก็บออมในรูปแบบซื้อที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร ร้อยละ 3.4 ลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น พันธบัตร หุ้น กองทุนรวม ร้อยละ 2.5
ยังมีครัวเรือนที่ไม่ได้มีการออมอย่างจริงจังอีกร้อยละ 29.4 ถือเป็นสัดส่วนที่มากโข
ชี้ให้เห็นการออมส่วนใหญ่ของครัวเรือนไทย จะเก็บเงินไว้นิ่งๆ แทนที่จะนำไปต่อยอดให้งอกงามกว่าดอกเบี้ยแบงก์ที่น้อยนิด
ด้านการวางแผนเก็บออมรับวัยชรา ผลสำรวจพบว่า มีครัวเรือนที่คิดและวางแผนแล้ว แต่ยังทำไม่ได้ตามแผนมากถึงร้อยละ 46.7 กลุ่มที่คิดและวางแผนแล้วแต่ยังไม่เริ่มทำ ร้อยละ 20.0 กลุ่มที่ยังไม่คิดและวางแผน ร้อยละ 18.9 มีครัวเรือนที่คิดและวางแผนลงมือได้ตามแผนมีเพียงร้อยละ 14.4 เท่านั้น
และเมื่อยามตกงานกะทันหัน ครัวเรือนสามารถนำเงินออม (ถ้ามี) มาใช้ดำรงชีพได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป มีไม่ถึง 1 ใน 4 ของครัวเรือนทั้งหมด หรือประมาณร้อยละ 22.2 เท่านั้น อยู่ได้ 3 เดือนแต่ไม่ถึง 6 เดือน มีร้อยละ 13.4 อยู่ได้ 1 เดือนแต่ไม่ถึง 3 เดือน มีร้อยละ 19.4 อยู่ได้ 1 สัปดาห์แต่ไม่ถึง 1 เดือน ร้อยละ 14.4
เงินที่เก็บออม พยุงพวกเขาได้ในเวลาอันสั้นเท่านั้น
ผลสำรวจข้างต้นกับยอดหนี้ครัวเรือนร่วม 16 ล้านล้านบาท เห็นแล้วเพลียจริงๆ

