หน้าแรก บทความ ตรึงใน มุมอับ...

ตรึงใน มุมอับ ยืนหยัด หา หนทาง สร้าง ‘ชัยชนะ’

29.06.23 | 12:45 น.
ตรึงใน มุมอับ ยืนหยัด หา หนทาง สร้าง ‘ชัยชนะ’

ตรึงใน มุมอับ
ยืนหยัด หา หนทาง
สร้าง ‘ชัยชนะ’

เมื่อกษัตริย์จ้าวหวางและอำมาตย์ใหญ่เฉินอวี๋รู้ข่าวว่าหานซิ่นนำกำลังหลายหมื่นคิดจะไปโจมตีจิ๋งสิงโข่วอันเป็นดินแดนของจ้าวกว๋อ

ด้วยกิตติศัพท์หานซิ่นจึงเตรียมไพร่พลจำนวน 20 หมื่นเพื่อรับมือ

เรืองรอง รุ่งรัศมี เล่าว่า หลีจว๋อเชอ ขุนนางใหญ่ พูดกับเฉินอวี๋ว่า “ข้าได้ฟังมาว่าระยะนี้หานซิ่นได้ชัยในศึกหลายครั้ง กองทัพเข้มแข็งมาก ดังนั้น เราจะทำการรบโดยหักหาญไม่ได้

แต่หากพวกเขาจะตีจิ๋งสิงโข่วก็จำเป็นต้องผ่านทางเล็กๆ แคบสายหนึ่ง เดินทัพบนทางที่เล็กแคบนี้ ทหารจำเป็นต้องเดินเรียงกันเป็นแนวยาว

Advertisement

กองเสบียงจำเป็นจะต้องอยู่รั้งท้ายแน่นอน

หากท่านมอบกำลังพลให้ข้า 3 หมื่น ข้าสามารถตีตัดหน่วยเสบียงของพวกเขาได้”

ไม่เพียง “เสนอ” หากมี “เหตุผล” รองรับ

นั่นก็คือ “ภายใต้สถานการณ์ที่พวกเขาขาดเสบียงอาหาร เมื่อท่านให้ทหารเข้าตีซ้ำรับรองว่าในเวลาไม่เกิน 10 วัน

ก็จะสามารถสังหารหานซิ่นและนำชัยชนะมาได้

หากว่าเราไม่ทำเช่นนี้ก็จะประสบกับความปราชัย ขอให้ท่านขุนพลโปรดพิจารณาแผนการของข้า”

เฉินอวี๋เป็นพวก “หลง” ใน “คัมภีร์” จึงกล่าวกับหลีจว๋อเชอว่า

ในตำราพิชัยสงครามเคยกล่าวไว้เช่นนี้ “เมื่อมีกำลังทหารมากกว่าข้าศึก 10 เท่าก็โอบล้อมเอาไว้ มีกำลังมากกว่าศัตรู 1 เท่า ก็สามารถเข้าปะทะได้”

ในความเห็นของเฉินอวี๋ “หานซิ่นบอกว่าเขามีไพร่พลหลายหมื่น ที่จริงแล้วมีเพียงไม่กี่พันคน พวกเขาเดินทางมาไกลเป็นพันๆ ลี้กว่าจะมาถึงที่นี่ทำให้อ่อนล้าอย่างมาก

กับศัตรูเช่นนี้ยังไม่กล้าเข้าตี ต่อไปหากมีศัตรูที่เข้มแข็งเราจะทำอย่างไรเล่า

นอกจากนี้ หากเราไม่เข้าตีแคว้นอื่นก็จะเห็นว่าเราขี้ขลาด และมาข่มเหงรังแกเราได้”

เขามิได้ “ฟัง” คำพูดของหลีจว๋อเชอเลย

ขณะเดียวกัน หานซิ่นส่งคนมาสอดแนมและรู้ว่าแผนการของหลีจว๋อเชอมิได้ถูกนำไปใช้
ก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง

เขานำพากองกำลังมาตั้งค่ายพักห่างจากจิ๋งสิงโข่ว 1.3 ลี้ เมื่อถึงกลางดึกก็มีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายกองกำลังโดยพลัน

พร้อมกันนั้น ก็คัดเลือกทหารม้าจำนวน 2,000 นาย

ให้ทุกคนถือธงแดงผืนหนึ่งโดยหลบซ่อนตัวอยู่ขนภูเขา สั่งพวกเขาว่า “ภารกิจของพวกท่านคือ เมื่อเห็นทหารจ้าวละทิ้งค่ายไล่ตามพวกเรา จงรีบเข้าตีค่ายของพวกเขาในทันที

ปลดธงของพวกเขาออก นำธงแดงของเราปักแทน”

เมื่อเตรียมการพร้อมสรรพหานซิ่นให้คนแจ้งต่อทัพหลักว่า “ให้กินอาหารแต่เพียงน้อย รอเมื่อรบเอาชัยต่อทัพจ้าวแล้วเราค่อยเลี้ยงฉลองร่วมกัน”

แม้ไม่เชื่อในคำพูด แต่ก็มิอาจไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

หานซิ่นจัดวางกำลัง 10,000 ตั้งขบวนทัพที่ละแวกจิ๋งสิงโข่วโดยหันหลังให้แม่น้ำ

ทหารจ้าวเห็นเช่นนั้นต่างพากันหัวเราะ

เมื่อฟ้าสางหานซิ่นก็นำทัพมุ่งไปทางจิ๋งสิงโข่วด้วยตนเองอย่างอึกทึกครึกโครมเหมือนกับจะยวนยั่ว

ทหารจ้าวเข้าปะทะด้วยความร้อนรน

หลังการรบอันดุเดือดถึงเลือดถึงเนื้ออย่างยาวนานผ่านพ้นไป กองทัพฮั่นทำทีเป็นพ่ายแพ้แล้วหนีไปทางขบวนทัพที่อยู่ริมแม่น้ำ

ช่วยกันยันทหารจ้าวที่รุกไล่มา

สภาพการณ์ในขณะนั้นทหารจ้าวละทิ้งค่ายออกมากระหน่ำตีที่ริมแม่น้ำจนหมดสิ้น

เป็นไปตามความคาดหมายของหานซิ่น

ทัพม้า 2,000 ที่ซุ่มอยู่บนภูเขาจึงควบตะลุยเข้าไปในค่าย ปลดธงจ้าวลงแล้วปักธงแดงของฮั่นแทนที่

ถามว่าสถานการณ์การสู้รบเป็นอย่างไร

บทสรุปของ เรืองรอง รุ่งรัศมี เนื่องจากกองกำลังทัพหานซิ่นคือแม่น้ำ แม้จะถูกรุกรบอย่างไรก็จำเป็นต้องยืนหยัดสู้
เนื่องจากไม่มีหนทางหนี

ทหารจ้าวระดมสรรพกำลังที่มีอยู่เข้ากระหน่ำตีอย่างไรก็ไม่อาจสยบทัพฮั่นลงได้อย่างง่ายดาย

จึงคิดจะถอนกำลังกลับเข้าค่าย

แต่พวกเขาพลันได้พบว่า ธงอันปลิวสะบัดอยู่เหนือค่ายคือธงแดงของทัพฮั่นจึงตกอยู่ในความตระหนก

คิดว่าจ้าวหวางและคนอื่นๆ คงถูกทัพฮั่นจับตัวเป็นเชลย

ขบวนทัพจึงแตกฉานซ่านเซ็น ไพร่พลต่างพากันหลบหนีเอาตัวรอด หานซิ่นจึงช่วงชิงโอกาสนี้ย้อนกลับ

ตีทัพจ้าวจนพ่ายแพ้ ยับเยิน

หลังการศึกจบสิ้นพร้อมกับชัยชนะอย่างดงาม ผู้นำของทัพฮั่นต่างพากันยกย่องสดุดีต่อหานซิ่น
คำถามต่อหานซิ่นคือ

“ในคัมพีร์พิชัยสงครามกล่าวว่า การจัดขบวนทัพนั้นที่ดีที่สุดคือ ข้างหลังมีภูเขา ข้างหน้ามีแม่น้ำ

ครั้งนี้ท่านสั่งให้เราจัดขบวนทัพโดยหันหลังให้แม่น้ำ

แล้วยังบอกว่า รอให้ได้ชัยทหารจ้าวก่อนแล้วจึงเลี้ยงฉลอง ตอนนั้นเราต่างไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่ว่าพวกเราได้ชัยชนะมาจริงๆ ที่ท่านใช้นั้นคือการศึกชนิดใด”

คำตอบหานซิ่นตามสำนวนแปล เรืองรอง รุ่งรัศมี คือ

ศิลปะแห่งการศึกชนิดนี้ในตำราพิชัยสงครามก็มีอยู่ เพียงแต่ว่าพวกท่านมิได้สังเกตเท่านั้นเอง
ตำราพิชัยสงครามกล่าวไว้มิใช่หรือว่า

เมื่อให้ทหารอยู่ในสภาพแวดล้อมอันตรายถึงชีวิต พวกเขาก็จะสามารถทำการรบด้วยความขันแข็ง

เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางความตาย มิใช่หรือ

ในกองทัพของเรามีนายทหารและไพร่พลจำนวนหนึ่งที่ยังมิได้ผ่านการฝึกมาอย่างเข้มงวด มิได้มีความสามารถในการศึกต่างไปจากประชาชนธรรมดาสักเท่าไร

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จึงจำเป็นต้องจัดพวกเขาให้อยู่ในสถานการณ์

ที่ซึ่งข้างหน้ามีทหารศัตรู ข้างหลังคือแม่น้ำ

เพื่อให้พวกเขาทำการรบเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง หากไม่ทำเช่นนี้พอเข้าปะทะกับกำลังฝ่ายศัตรูพวกเขาก็จะหนีเอาตัวรอด

แล้วจะทำการรบให้ได้ชัยชนะได้อย่างไร

บทเรียนครั้งนี้ดำเนินไปในลักษณะ “เสี่ยง” อย่างชนิดสุดยอด เนื่องจากเป็นการปะทะไม่เพียงในทาง “ความคิด”

หากที่สำคัญอยู่ที่อาศัย “การปฏิบัติ” เป็น “เครื่องทดสอบ”

เป็นการทดสอบระหว่าง 1 ขุนพลผู้ยึดกุมกับ “คัมภีร์” อย่างชนิด “เถรตรง” กับ 1 ขุนพลซึ่งอาศัยลักษณะ “ยืดหยุ่น พลิกแพลง” มาเป็นอาวุธ

ฝ่ายหนึ่ง เป็น “หนอนตำรา” ฝ่ายหนึ่ง เป็น “ปฏิบัตินิยม”