หน้าแรก บทความ การเปลี่ยนแปล...

การเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ควรเปลี่ยนแปลง

2.07.23 | 13:07 น.
การเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ควรเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลง
ที่ไม่ควรเปลี่ยนแปลง

กาลเวลาได้หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยที่แต่ละคนไม่สามารถเรียกร้องให้กลับคืนมาได้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีการแปรปรวนไปในท่ามกลางและดับสลายไปในที่สุด เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในวัฏสงสาร ไม่มีใครหลีกหนีให้พ้นไปได้ เราจึงควรทำความเข้าใจและให้ความรู้ซึ่งกันและกัน อาศัยหลักเหตุและผลมาประกอบกันเพื่อจะให้เกิดสิ่งใดก็ตามขึ้นมาแล้วขอให้เป็นผลดีทั้งต่อตัวเราและต่อผู้อื่น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในขณะเดียวกันจะต้องอาศัยหลักเหตุและผลเช่นเดียวกันที่จะป้องกันมิให้สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นมาในสังคมของเรา ทางโลกและทางธรรมจะขับเคลื่อนไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและความร่มเย็นเป็นสุขของคนในชาติ พระจะต้องพึ่งชาวบ้านและชาวบ้านก็จะต้องพึ่งพาพระสงฆ์องค์เจ้าเช่นเดียวกัน การพัฒนาที่มุ่งไปสู่ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นเห็นเป็นรูปธรรมจนกลายเป็น “ผลแห่งความสำเร็จ” อย่างแท้จริง

การศึกษาถือว่าเป็นหัวใจอันสำคัญอย่างยิ่งของชาติ เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นลูกหลานของเราจะมีอนาคตที่ดีหรือมีอนาคตที่มืดมนล้วนอยู่ที่การศึกษา การที่เราจะให้ความรู้ความเข้าใจแก่อนาคตของชาตินอกจากจะเรียนรู้ตามตำราแล้ว ควรจะให้มีการเรียนรู้ นอกตำราหรือนอกห้องเรียน นั่นคือการเรียนรู้ทางกายภาพ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา หลักสูตรการเรียนรู้จะดีเลิศหรือประเสริฐเพียงใด แต่ชีวิตและความเป็นจริงของสังคมมิได้สอดคล้องกันแล้วก็อย่าหวังเลยว่าความสำเร็จทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ นั่นคือการเรียนการสอนลูกหลานของเราดียิ่ง แต่ชีวิตที่พวกเขาได้สัมผัสกลับกลายเป็นไปในทางตรงกันข้าม พวกเขาได้พบเห็นแต่สิ่งที่ชั่วร้าย ผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดกติกาทางสังคม ผิดระเบียบประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคม และหนักที่สุดคือ “ผิดหลักคำ สอนของศาสนา” ที่ตนเองนับถือ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็อย่าหวังเลยว่า “การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่ความสุขและความเจริญ” จึงขอนำเสนอข้อคิดและให้สติเตือนใจของผู้ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงได้ตระหนักก่อนที่จะสายเกินแก้ ดังนี้

ประการที่หนึ่ง การให้ความรู้เด็กนักเรียน นิสิต นักศึกษาหรือเด็กเยาวชนลูกหลานของสังคมเรา ความเป็นครูบาอาจารย์กับศิษย์ก็ควรจะมีอยู่เหมือนเดิม ให้ความสำคัญแก่บุคคลที่ได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ นั่นคือ “ครู” ครูควรเป็นปูชนียบุคคลที่ลูกศิษย์ควรเคารพและนับถือ ครูควรถ่ายทอดความรู้ที่ตนเองมีอยู่นี้ให้กับศิษย์อย่างเต็มที่และเต็มเม็ดเต็มหน่วย ขอจงเป็นครูด้วยจิตวิญญาณของความเป็นผู้ให้วิชา ซึ่งควรมีดีทั้งวิชาและให้วิชา ซึ่งควรมีดีทั้งวิชาและจรณะ นั่นคือมีวิชาความรู้ดีและมีข้อวัตรปฏิบัติในชีวิตประจำวันที่ดีให้ลูกศิษย์ตนเองได้เลียนแบบนำไปใช้ในระยะยาว ส่วนศิษย์เองก็ควรศึกษาหาความรู้และตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจากคุณครูอย่างเต็มที่ สุ จิ ปุ ลิ ก็ยังมีความจำเป็นและสำคัญอยู่ถึงแม้ว่าจะย่างเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ไปแล้วก็ตาม พิธีไหว้ครู พิธีที่แสดงออกถึงความเคารพนบนอบในสถานศึกษาก็ยังควรจะมีต่อไป แต่ถ้ามีส่วนใดยังขาดตกบกพร่องก็ควรจะนำเข้าสู่ที่ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วหาข้อยุติที่พบกันครึ่งทาง คนที่ทำการถ่ายทอดวิชาความรู้ที่ดำเนินมาแล้วค่อนชีวิตก็จะยังพบเห็นสิ่งที่ตนเองสัมผัสมาอยู่บ้าง ส่วนคนที่เริ่มใหม่และเกิดใหม่ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงให้เกิดแต่สิ่งใหม่ๆ แล้วก็อย่าได้คิดว่าสิ่งที่ใหม่ๆ นี้จะดีเลิศเสมอไป อย่าคิด “ล้างไพ่” ทุกอย่างเสมอไป ดังนั้นสังคมไทยและการศึกษาไทยจะต้องให้ความสำคัญระหว่าง “อาจารย์คือผู้สอน” และ “ลูกศิษย์คือผู้เรียนรู้” ให้เดินไปด้วยกันได้ อย่าให้กลายเป็นคนประเภท “ศิษย์ล้างครู” ก็แล้วกัน

ประการที่สอง การคิดจะเปลี่ยนแปลงดึงสถานศึกษาออกนอกวัดทั้งๆ ที่อยู่ภายในวัดก็ไม่ควรเกิดขึ้น แต่การจะปรับปรุง หรือพัฒนาให้สถานศึกษาที่อยู่ภายในวัดนั้นๆ ดีขึ้นกว่าเดิมหรือมีคุณภาพยิ่งขึ้นก็เป็นสิ่งที่ควรดำเนินการอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะจัดสรรงบประมาณ จัดเพิ่มหาบุคลากรทางการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพ จัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ บริหารจัดการภายในสถานศึกษาให้ดีที่สุด เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พึงตระหนัก การที่จะเปลี่ยนชื่อไปต่างๆ นานา เมื่อไม่จีรังยั่งยืนแล้วสุดท้ายก็กลับมาเป็น “สภาพเดิม” เพราะความเป็นจริงเราก็เป็นเพียงเช่นนี้ แต่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พัฒนา สร้างสรรค์อย่างไรก็ตาม ขออย่าได้แยกบทบาทของศาสนาคือบทบาทของพระภิกษุที่เป็นผู้สอน “ธรรมะ” หรือ “ผู้สอนจริยธรรม” จะเรียกให้สุภาพคือพระอาจารย์สอนธรรมะออกจากสถานศึกษา บทบาทของพระภิกษุคือสอนธรรมะให้ความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาที่จะปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ซึ่งเป็นลูกหลานของเราได้รับภูมิธรรมะฝังลึกไว้ในจิตใจ จะเป็นผลดีต่อทัศนคติการศึกษาเล่าเรียนและดำเนินชีวิตต่อไปในวันข้างหน้า อย่างน้อยพวกเขาก็ได้เรียนรู้และรับรู้ว่า “สิ่งใดที่ดี สิ่งใดที่ชั่ว สิ่งใดที่ควรกระทำ และสิ่งใดที่ไม่ควรกระทำ” ลูกหลานของเราจะต้องได้รับการชี้แนะไว้ตั้งแต่วันนี้ เมื่อปลูกฝังไว้ดีแล้วโอกาสที่จะคิดชั่ว ทำชั่ว หรือพูดชั่วก็มีน้อยลงซึ่งจะเป็นผลดีต่อพวกเขา ดังนั้น ขออย่าได้มองข้ามถึงบทบาทของพระภิกษุที่เป็นผู้สอนธรรมะไป บ้านกับวัดจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันตลอดไป อย่าได้มองเห็นคุณค่าของวัดหรือพระภิกษุสงฆ์เพียงเวลานำศพไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาเท่านั้น นั่นคือบั้นปลายของชีวิต ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะฟื้นคืนมาให้เกิดแต่สิ่งที่ดีได้นอกจากอยากจะ “ได้บุญ”

Advertisement

ประการที่สาม ประเพณีทางสังคมซึ่งขัดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่ได้กระทำกันมาผิดๆ อย่างเช่น จัดให้มีการลักลอบเล่นการพนัน “ในงานศพ” เพื่อญาติคนเสียชีวิตจะได้ไม่เงียบเหงาหรือวังเวงปราศจากผู้คนเห็นใจ การพนันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ถึงแม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนหนึ่งอยากจะให้มี “การเล่นการพนันถูกต้องตามกฎหมาย” ก็ตาม เล่นการพนันมันผิดหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา มันเป็น “อบายมุขคือหนทางแห่งความเสื่อม” การพนันย่อมนำมาซึ่งความหายนะในชีวิตหน้าที่การงาน การดำรงชีพอยู่ในสังคม เรามองเห็น “กงจักรเป็นดอกบัว” กันมากแล้ว สิ่งที่ไม่ดีเราก็ยังจะปลุกขึ้นมาให้มาเป็นปีศาจหลอกหลอนลูกหลานของเรา ยังจะมาสร้างตราบาปให้กับสังคมของเรา ขออย่าได้นับถือศาสนาเฉพาะเวลาจะทำบุญเท่านั้น ขอจงนับถือศาสนาตลอดเวลา สิ่งใดที่ดีและเป็นประโยชน์สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของศาสนาแล้ว ขอให้ช่วยกันปฏิบัติให้เกิดเห็นเป็นมรรคและเป็นผล เวลาเกิดปัญหาทางสังคมหนักขึ้นมาก็คิดอยากจะให้ศาสนาเข้ามาช่วยเหลือ จะให้ช่วยเหลือที่ถูกและได้ผลในระยะยาวจะต้องเริ่มต้น “ร่วมกัน” ตั้งแต่วันนี้ ขอให้เราช่วยกันกำจัด “กิเลสคือสิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองคือความโลภ ความโกรธ และความหลง” การพนันเกิดขึ้นก็ล้วนมาจาก “กิเลส” ของมนุษย์นี่เอง

ประการที่สี่ การเพิ่มหรือส่งเสริมให้มีอบายมุขดังกล่าวอันประกอบไปด้วย การดื่มน้ำเมา การเที่ยวกลางคืน การเที่ยว การละเล่น การเล่นการพนัน การคบคนชั่วเป็นมิตร การเกียจคร้านการงาน ล้วนแต่จะนำมาซึ่งความล่มจมทางสังคม สังคมของเราถูกมอมเมาด้วยสิ่งเหล่านี้ เราคงอยากจะเห็นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญก้าวหน้าของผู้คนในสังคม แต่อย่าลืมส่วนลึกของสังคม ถ้ามีบ่อนการพนัน มีแหล่งการเล่นการพนันนานาชนิดทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือผิดกฎหมายอยู่ในขณะนี้ก็ตาม เอาสีเทา หรือสีดำขึ้นมาให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะได้จัดเก็บภาษีรายได้เข้าบำรุงรัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ผลเพราะ “ย่อมไม่มีความซื่อสัตย์อยู่ในวงการของการพนัน” เมื่อผู้คนติดการพนันงอมแงมแล้ว ไม่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยสุจริตธรรม ก็จะเกิดความสับสนวุ่นวายเกิดการลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว ปล้น แย่งชิงสมบัติของคนอื่นมาเป็นของตนเองเพื่อจะนำไปปรนเปรอกับ “การพนัน” ดังที่กลายเป็นข่าวและปัญหาทางสังคมรายวันอยู่ในขณะนี้ คนที่เป็น “นักเลงการพนัน” ไม่ควรเกิดในสังคมไทย เราจะต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ ปลูกฝังแต่ในสิ่งที่ดีไว้ในกมลสันดาน เริ่มวันนี้ไม่ต้องรอวันหน้าหรือชาติหน้า ขอจงมีพระพุทธศาสนาให้นับถือตามทะเบียนบ้านและในชีวิตของชาวพุทธกันเถิด

ประการที่ห้า การที่จะเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งที่ดีให้กับสังคมและประเทศชาติ จะต้องหาหนทางหรือวางแนวทางให้ผู้คนในชาติขยันขันแข็งหมั่นเพียรพยายามประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ผิดกติกาทางสังคมและไม่ผิดหลักธรรมคำสอนของศาสนา กิจการใดหรือธุรกิจใดอันชอบและประกอบด้วยธรรมแล้วไซร้ ขอให้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดขึ้นและมีมากขึ้น แต่มนุษย์เราก็สามารถประกอบอาชีพที่สนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์เราด้วยกันคืออาชีพเกี่ยวกับอาหาร อาชีพเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย อาชีพที่เกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม อาชีพที่เกี่ยวกับยารักษาโรค นี่คือความจำเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ ใครรักอาชีพใดหรือถนัดอาชีพใดก็ขออย่าลืมหลักอาชีพทั้งสี่ข้อนี้ก็แล้วกัน ส่วนจะเพิ่มอาชีพนอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นอาชีพที่ “สนองตอบต่อกิเลสและตัณหาของมนุษย์” เพียงชั่วครั้งชั่วคราวไม่จีรังยั่งยืน

จึงขอให้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลง ทุกชีวิตไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกลมหายใจล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เปลี่ยนแปลงแล้วดีขอจงคิดและทำกันไปเถิด เปลี่ยนแปลงแล้วทำให้จิตใจของผู้คนเสื่อมโทรมลงไป ก่อให้เกิดปัญหาก็ไม่ต้อง เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงแล้วทำให้หลักธรรมคำสอนของศาสนาที่มีดีอยู่แล้วสั่นคลอนก็ขอจง “ใช้สติและปัญญา” ไตร่ตรองให้ดี…

พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก
ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน
เจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม.