7กันยายน 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นประธานในพิธีประดับเหรียญกล้าหาญสำหรับกำลังพล ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศและตำรวจสนาม ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญในกรณีพิพาทระหว่างไทย-อินโดจีนฝรั่งเศส ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า
ในตอนนี้ขอกล่าวถึง กองทัพบก (ใช้ภาษา ตัวสะกดในรูปแบบเดิม : ผู้เขียน )
นายพันตรี สุรินทร์ ปั้นดี กองพันทหารราบที่ 10 กองพลวัฒนา กองทัพบูรพา
ในขณะกำลังมีการรบใหญ่ที่ปอยเปต เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2484 นายพันตรี สุรินทร์ ปั้นดี ได้รับหน้าที่เป็นผู้บังคับจุดต้านทาน ทำการยึด และรักษาพื้นที่เส้นเขตต์แดน ประตูชัย ตำบลคลองลึก มิให้ข้าศึกทะลุทะลวงเข้ามาถึงแนวคลองลึก หรือทำลายสะพานคลองลึกได้เป็นอันขาด
ขณะนั้นข้าศึกได้ระดมยิงมายังประตูชัยด้วยปืนใหญ่อย่างแรง กระสุนถูกเสาป้อมประตูชัยทำลาย ชิ้นกะสุนกะเด็นไปถูกทหารประจำอยู่บนป้อมบาดเจ็บ นายพันตรี สุรินทร์ ปั้นดี เห็นเหตุการณ์ก็รีบฝ่าอันตรายเข้าไปช่วยเหลือประคับประคองพลทหารผู้นั้น และทำการต่อสู้กับข้าศึกต่อไป จนตนเองถูกกะสุนปืนใหญ่ของข้าศึกขาขาดทั้ง 2 ข้าง ได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงมรณกรรมในวันนั้นเอง
นายพันตรีสนิท หงษ์ประสงค์ ผู้บังคับกองร้อยรถรบ กองทัพบูรพา กับทหารประจำรถถังแบบ 76
นายทหารผู้นี้ เป็นผู้บังคับกองร้อยแห่งกรมรถรบ ปฏิบัติการอยู่ในกองทัพด้านบูรพา อรัญญประเทศ
เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2484 ได้มีการรบที่ตำบลบ้านพร้าว โดยข้าศึกได้ทำการเข้าตีทางด้านกองพลพระนคร ซึ่งในขนาดนั้นยึดอยู่ ณ บริเวณบ้านพร้าว
นายพันตรีสนิท หงษ์ประสงค์ ได้รับหน้าที่ให้คุมหมวดรถรบส่วนหนึ่งอันประกอบด้วยรถถังแบบ 76 2 คัน เคลื่อนที่ออกไปช่วยทหารราบทำการตีโต้ตอบข้างหน้าแนวกองพันทหารราบที่ 3 ซึ่งกำลังถูกข้าศึกทำการเข้าตีอย่างหนัก รถถัง 2 คันนี้ นอกจากตัวผู้บังคับกองร้อยเองแล้ว มีทหารประจำรถคือ คันหมายเลข 1116 พลทหารสมัคร เนียวกุล เป็นพลขับ นักเรียนนายสิบจำนงค์ แฉล้มสุข เป็นพลยิง พลทหารยมสืบสกุล เป็นพลบรรจุ
คันหมายเลข 1118 นักเรียนนายสิบคณึง รงค์กระจ่าง เป็นพลขับ พลทหารอรุณ กลิ่นบัวแก้ว เป็นพลยิง พลทหารเต็ก ขจรเวช เป็นพลบรรจุ รวมทั้งนายทหารและพลทหารที่ออกไปปฏิบัติการครั้งนี้ 7 คน
พอเคลื่อนที่พ้นแนว ร.พัน 3 ออกไป รถทั้ง 2 คันนี้ก็ถูกข้าศึกระดมยิงด้วยปืนเล็ก ปืนกลและลูกระเบิดยิงจากปืนเล็กอย่างหนัก แต่นายพันตรีสนิท หงษ์ประสงค์ จะได้หวาดหวั่นพรั่นพรึงหรือย่อท้อต่อเหตุการณ์ที่ปรากฏนั้นก็หาไม่
ได้นำรถถังเคลื่อนที่ต่อไปด้วยความองอาจพร้อมทั้งทำการยิงโต้ตอบด้วยปืนประจำรถ ข้าศึกก็ระดมยิงเข้ามาราวห่าฝน ทั้งยังใช้ลูกระเบิดขว้างมายังรถอีกอย่างหนาแน่น นายพันตรีสนิท หงษ์ประสงค์ กับรถถังที่ตามมา จึงบุกทะลวงเข้าไปกลางแนวข้าศึกอย่างสง่าผ่าเผย
แล่นเข้าชนและทับตัวทหารข้าศึกบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก เป็นเหตุให้ข้าศึกตกใจถึงเสียขวัญเป็นอลหม่าน แสดงตัวให้ทหารราบฝ่ายเราทำการยิงได้ถนัด ทหารข้าศึกบางคนเห็นจวนตัวได้รีบเข้ามา
สวามิภักดิ์ก็มี
นายพันตรีสนิท หงษ์ประสงค์ กับหมู่ทหารในรถถัง 2 คันนี้ ปฏิบัติการอยู่เป็นเวลาถึงครึ่งชั่วโมง ในที่สุดข้าศึกก็แตกกระจัดกระจายไป แต่พลทหารสมัคร เนียวกุล บาดเจ็บเพราะถูกพานท้ายปืนประจำรถกระแทกโดยแรง รถทั้ง 2 คันกลับคืนเข้าแนวได้โดยสวัสดิภาพ
พฤติการณ์ของ นายพันตรีสนิท หงษ์ประสงค์ กับหมู่ทหารที่ปฏิบัติไปนี้ต้องนับเป็นการกระทำที่กอบด้วยความอาจหาญและกล้าหาญอย่างเด็ดเดี่ยว มีขวัญดี ใจคอหนักแน่นมั่นคง ได้ผลดีสมประสงค์ของทางราชการโดยแท้จริง ทำให้ข้าศึกต้องแตกพ่าย ทั้งช่วยเหลือเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำให้ฝ่ายเราจับชะเลยศึกทหารต่างด้าวไปหลายคน กับอาวุธยุทโธปกรณ์อีกเป็นอันมาก สมควรเป็นตัวอย่างแห่งความกล้าหาญอันหนึ่ง
นายร้อยโท ไชโย กระสิณ ผู้บังคับหมวด กองร้อยที่ 2 กองพันทหารราบที่ 6 กองพลลพบุรี กองทัพบูรพา
นายทหารผู้นี้เป็นผู้บังคับหมวดของกองร้อยที่ 2 แห่งกองพันทหารราบที่ 6 ซึ่งนายพันตรี สนิท ชาตะสิงห์ เป็นผู้บังคับกองร้อย ในวันรบใหญ่เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2484
ขณะเมื่อกองทัพไทยยกเข้าตีด่านปอยเปต อรัญญประเทศ เพื่อทำลายที่มันของข้าศึกซึ่งทำการรุกรานฝ่ายเราตลอดมานั้น กองร้อยนี้ได้รับคำสั่งให้เป็นกองรบเคลื่อนที่จากแนวประตูชัย
นายร้อยโท ไชโย กระสิณ เป็นผู้บังคับหมวดในกองรบด้านซ้าย เข้าตีตรงด่านปอยเปต นายร้อยโท ไชโย กระสิณ ได้นำทหารอย่างองอาจ เคลื่อนที่ฝ่ากะสุนปืนข้าศึกซึ่งยิงมาอย่างรุนแรง จนเข้าประชิดที่มันข้าศึกได้ในระยะไม่เกิน 100 เมตร ได้ทำการยิงต่อสู้ข้าศึกอยู่ถึง 1 ชั่วโมงเต็ม
ข้าศึกได้ใช้กลยุทธเผาป่าหญ้าแห้งทางต้นลมให้ไฟลุกลามมาทางฝ่ายเราตรงที่มันที่นายร้อยโท ไชโย นำทหารหมอบทำการต่อสู้อยู่ เพื่อบังคับให้ทหารต้องลุกหนีไฟแล้วทำลายเสีย แต่นายร้อยโท ไชโย มิได้ย่อท้อ ไหวทันกลศึกของฝ่ายสัตรู
ได้รีบนำทหารโผเข้าสู่วงเวียนด่านปอยเปต ซึ่งมีรั้วต้นมะขามเทศ เข้าอาศัยทรากของตึกเรือนโรงที่ถูกฝ่ายเราทำลายด้วยปืนใหญ่แล้ว เป็นเครื่องกำบังทำการยิงต่อสู้และเคลื่อนที่เข้าหาข้าศึกต่อไป จนแย่งที่มั่นส่วนหน้าข้าศึกได้ ข้าศึกต้องแตกถอยร่นทิ้งที่มั่นสำคัญไปข้างหลัง ยิ่งกว่านั้นในระหว่างการยิงกันอย่างหนัก และฉกาจฉกรรจ์นั้น
นายพันตรี สนิท ชาตะสิงห์ ผู้บังคับกองร้อยที่ 1 ถูกกะสุนปืนบาดเจ็บสาหัส ไม่สามารถทำการรบต่อไปได้ นายร้อยโท ไชโย กระสิณ ก็อำนวยการให้ทหารพาผู้บังคับบัญชาของตนมาส่งที่ประตูชัย แล้วตนเองก็เข้าอำนวยการรบในหน้าที่ผู้บังคับกองร้อยแทนทันที พยายามเคลื่อนที่รุกเข้าหาข้าศึกต่อไปอีก ส่วนนายพันตรีสนิท ชาตะสิงห์ ได้ถึงแก่กรรมในวันเดียวกันนั้นเอง
นอกจากนั้นนายทหารผู้นี้ยังได้ทำการรบในวันต่อมาอย่างเข้มแข็งและฝ่าอันตรายเกือบทุกคราว อาทิ นำทหารไปสมทบกับ ร.พัน 8 ซึ่งกำลังทำการรบอยู่ในฐานะที่อาจเสียเปรียบข้าศึก บริเวณทิศเหนือถนนศรีโสภณ ทั้งได้ทำหน้าที่ลาดตระเวนไปตรวจข้าศึกบ่อยครั้ง
ทุกๆ ครั้งปรากฏว่านายทหารผู้นี้ได้แสดงไหวพริบ และท่วงทีอันองอาจกล้าหาญไม่กลัวอันตราย และได้ผลสมความมุ่งหมายของราชการตลอดมา ใช่แต่เท่านั้น บางครั้งผู้บังคับบัญชามอบงานให้ผู้อื่นไปทำ แต่เมื่อปรากฏว่างานนั้นจะต้องฝ่าอันตรายอย่างมาก นายทหารผู้นี้ก็อาสาเข้ากระทำหน้าที่เสียเอง
เมื่อคำนึงถึงว่า นายร้อยโท ไชโย กระสิณ เป็นนายทหารเพิ่งออกรับราชการใหม่ ทั้งอยู่ในวัยเยาว์กว่าผู้อื่น แต่ได้หาปฏิบัติหน้าที่อย่างองอาจไม่กลัวตาย เข้าเผชิญกับข้าศึกอย่างล่อแหลม พร้อมไปด้วยวินัยดีเยี่ยมจนได้ผลดีถึงเพียงนี้ ก็สมควรยกย่องและนับว่า นายร้อยโท ไชโย กระสิณ เป็นผู้กล้าหาญมีใจเด็ดเดี่ยวอย่างแท้จริง
จ่านายสิบเอกกิมไล้ แซ่เตียว กองพันทหารราบที่ 1 กองพลพระนคร กองทัพบูรพา ทำหน้าที่พลขว้างลูกระเบิด ในขณะที่มีการรบอย่างรุนแรงที่บ้านยางจ่าสิบเอกกิมไล้ แซ่เตียว ประจำอยู่ ได้ทำการโอบปีกข้าศึก แต่ในแนวที่กำลังทำการขึ้นโอบนั้น มีธงของข้าศึกแขวนอยู่กับต้นไม้ธง 1 เข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายในการยิง ขณะนั้นข้าศึกระดมยิงตรงมายังแนวนั้นหนาแน่น เป็นเหตุให้การเคลื่อนที่ทหารหมวดนี้เป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง จ่านายสิบเอกกิมไล้ แซ่เตียว ได้ใช้ความองอาจกล้าหาญอย่างทรหดฝ่าอันตรายเข้าทำลายธงเครื่องหมายของข้าศึกนั้นเป็นผลสำเร็จ โดยมิย่อท้อต่อความตายจนในที่สุดต้องเสียชีวิตเพราะการกระทำอันนั้น
จ่านายสิบเอกขุนทอง ขาวสุขา จ่านายสิบเอกโพล้ง กลัดตลาด จ่านายสิบเอกคล้อย วงษ์สถิน กองพันทหารราบที่ 1 กองพลพระนครกองทัพบูรพา 3 นายนี้ทำหน้าที่นายปืน พลยิงและพลกระสุนในการรบที่บ้านยาง บังเอิญปืนกลหนักของหน่วยทหารฝ่ายเราข้างหน้าที่กำลังทำการรบติดพันอย่างฉกาจฉกรรจ์นั้น ได้เกิดติดขัดไม่สามารถยิงได้ เป็นเหตุให้ข้าศึกฉวยโอกาสระดมยิงด้วยปืนเล็กและลูกระเบิดมาอย่างรุนแรงและพยายามส่งกำลังเข้าทำการโอบปีกด้วย ทหารทั้ง 3 เห็นว่าถ้าขืนปล่อยเวลาให้ล่วงไปอีกทหารส่วนหน้าฝ่ายเราจะต้องได้รับอันตรายทั้งแนว จึงอาสานำปืนกลหนักเข้าไปตั้งแทนปืนกลหนักที่กำลังติดขัดอยู่เพื่อป้องกันอันตรายแก่ส่วนรวมและก็ได้ผลสำเร็จ เป็นเหตุให้ข้าศึกไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาได้เลยแต่ต้องเสียชีวิตเพราะกระสุนปืนข้าศึกคงรอดแต่จ่านายสิบเอกคล้อย วงษ์สถิน ผู้เดียวซึ่งต้องบาดเจ็บถึงทุพพลภาพจนตลอดชีวิตการกระทำของทหารทั้ง 3 เป็นการกระทำอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ยอมพลีชีวิตตนเพื่อช่วยชีวิตคนส่วนรวมไว้ได้นับเป็นเกียรติประวัติอย่างสูงยิ่ง
นายสิบตรียงค์ สุขแสง นายสิบตรีสำเภา สมประสงค์กองพันทหารราบที่ 6 กองพลลพบุรี กองทัพบูรพา 2 นายนี้ทำหน้าที่ผู้บังคับหมู่ ได้ใช้ความกล้าหาญฝ่าอันตรายเข้าตัดลวดหนามแล้วนำหมู่เคลื่อนที่เข้ายึดหมู่บ้านด่านปอยเปตได้ก่อนหน่วยอื่นๆ เป็นเหตุให้ข้าศึกต้องถอยและช่วยให้หน่วยข้างเคียงเคลื่อนที่ขึ้นมาได้โดยสะดวก การกระทำของทั้ง 2 นายนี้นับเป็นการเสี่ยงภัยและยอมพลีชีพเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยแท้
พิธีมอบเหรียญกล้าหาญในวันนั้น ทายาทมารับแทนทหารหาญที่เสียชีวิต ….
ยังมีวีรกรรมของ “ทหารกล้า” อีกหลายท่านที่น่าสรรเสริญ ซึ่งจะนำมาเผยแพร่ในตอนต่อไปครับ…

