เดินหน้าชน : ‘เกมสกปรก’

3.07.23 | 13:26 น.

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทยเริ่มใกล้เข้ามา เหลือเวลาเพียงแค่คืบ แต่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ครองคะแนนเสียงข้างมากทำหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลผสม ยังคงอยู่ท่ามกลางขวากหนามที่ฝังใหม่ตลอดเวลา

เกิดข้อสังเกตมากขึ้นว่า ตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่งแล้ว ทำไมพิธาถึงถูกเล่นงานหนักแทบทุกวัน ทั้งนักร้องตัวหลัก ตัวรอง ยังเหมารวมไปถึง ส.ว.บางคนหลงลืมบทบาทหน้าที่ในสภาตัวเองสอดแทรกกันเข้ามาเป็นระยะ

เอาเข้าจริงๆ พิธาเป็นคนชั่วช้าขนาดนั้นเลยหรือ ควรจะผลักไสออกไปไม่ให้มีที่ยืนในการเมือง อาจจะต้องดันไปให้สุดทางเป็นคดีความอาญา ติดคุกไปเลย หรือว่าเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกลเข้ามา 14.43 ล้านเสียง ประชาชนหลับหูหลับตาเลือกกันเข้ามา ทั้งเลือก ส.ส.และพรรคที่เลือก ทำไมเสียงเหล่านี้ถึงมองเห็นต่างกับเหล่านักร้องและนักการเมืองเพียงไม่กี่คน

แม้ว่าเสียงเลือกตั้งในระบบการเลือกตั้งที่ไม่ได้เลือกผู้สมัครของก้าวไกลมีจำนวนมากกว่า ก็อยู่ในกติกาการเลือกตั้งว่า พรรคไหนได้เสียงข้างมากก็มีสิทธิที่จะเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา และยังถูกดูแคลนจาก ส.ว.และนักการเมืองบางคน รวมถึงเฟคนิวส์แชร์ว่อนในโซเชียล มองว่า 14 ล้านเสียงไม่ใช่ “เสียงส่วนใหญ่” ของประชาชนทั้งประเทศที่มีทั้งหมดประมาณ 66 ล้านคน

เป็นการพูดตีกินโดยไม่ศึกษา หรือติดตามข้อมูลที่มีการบันทึก หรืออธิบายอย่างถูกต้อง

Advertisement

ข้อมูลบางส่วนจากเพจ Cofact หรือ “โคแฟค” ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวลวง ระบุผลการเลือกตั้งในหัวข้อดังกล่าว สามารถเข้าไปหาอ่านได้โดยละเอียด อธิบายไว้อย่างเข้าใจ ขอคัดบทสรุปส่วนหนึ่งมาให้อ่านกัน ที่ระบุว่า เป็นการตีความโดยใช้ข้อมูลไม่สอดคล้องกันและละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ระบบการเลือกตั้งในปัจจุบัน พรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดชนะการเลือกตั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพราะเป็นลักษณะร่วมของระบบเลือกตั้งในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากมีพรรคการเมืองแข่งกันหลายพรรค

วันนี้ของพรรคก้าวไกลได้พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วยกันรวม 8 พรรคการเมือง มีการทำเอ็มโอยู ตั้งคณะกรรมการเปลี่ยนผ่านเพื่อทำงานกันล่วงหน้า แค่ศึกนอกก็หนักหนา กลับเจอฝีปากจากพรรคร่วมแขวะกันแหลกลาญ วิพากษ์วิจารณ์หนักยิ่งกว่าด้วยซ้ำ

ต้องเข้าใจว่าพรรคที่เคยครองเสียง ส.ส.มากที่สุดติดต่อกันหลายครั้งได้ตั้งรัฐบาลบ้าง หรือต้องมาเป็นพรรคผู้นำฝ่ายค้านบ้าง มาวันนี้เจอประวัติศาสตร์เปลี่ยนหน้า เพลี่ยงพล้ำให้กับพรรคการเมืองที่เพิ่งแจ้งเกิดไม่กี่ปีอย่างหมดรูป เลยอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถนัด ต้องรับฟังพรรคเล็กที่เคยเป็นฝ่ายต้องรับฟังพี่ใหญ่ หรือพรรคใหญ่นี้มาตลอด

เมื่อกล่าวถึงพรรคเล็กในวันนี้ที่โตขึ้นมาจากเสียงประชาชน ทำหน้าที่ในฐานะพรรคผู้นำ บางคนของอีกฝ่ายกลับทำใจไม่ยอมรับกติกาที่ตัวเองเคยวางไว้บนหิ้ง จุดธูปไหว้อยู่ทุกวัน

ใช้เสียงดังเป็นตัวกระทำ ส.ส.บางคนให้ความเห็นในวงสัมมนาของพรรค ไปด่ากราดว่าไม่อยากได้พระบวชใหม่มาเป็นเจ้าอาวาสในเรื่องจัดสรรเก้าอี้ประธานสภา ตำแหน่งนี้ควรเป็นของพรรคตัวเอง เมื่ออีกฝ่ายได้ตำแหน่งนายกฯไปแล้ว เพียงเพราะเสียง ส.ส.รวมกันห่างกันแค่ 10 เสียง

ทั้งที่ 10 เสียง ส.ส.เทียบเป็นคะแนนโหวตของประชาชนก็มากกว่า 3 ล้านเสียงเข้าไปแล้ว

เสียงในพรรคร่วมซัดกันหนักขนาดนี้ แต่ก็ยังบอกว่า พร้อมสนับสนุนพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เป็นคำพูดที่พรรคก้าวไกลต้องอดทน นิ่งขึ้นมากกว่าเดิม รู้สึกหวานอมขมกลืน

ยิ่งมีกลิ่นความเลวร้ายออกมากลบกลิ่นความเจริญด้วยว่า จะปล่อยให้ “ฟรีโหวต”

ในบรรยากาศช่วงฮันนีมูนไม่ควรนอกใจกัน แต่ถ้ายังดึงดัน ก็น่าจะปล่อยให้เกิดบ้างก็ดีเหมือนกัน จะได้เห็นนิมิตชัดแจ้งเสียทีว่า จะมีพรรคที่ต้องบรรลัยวายวอดในสมัยหน้าอย่างแน่นอน

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน