จังหวะ ลีลา
รางวัล ทัณฑ์ลงโทษ
‘ถาง’ สไตล์
เจินกวนศก 1 (ค.ศ.627) ถางไท่จงฮ่องเต้ตรัสว่า “เรื่องใหญ่อันดับแรกของชาติ คือ การให้รางวัลและการลงทัณฑ์”
เป็นการรับสั่งหลังสถานการณ์สำคัญ
นั่นคือ การเลื่อนศักดิ์ให้มหาเสนาบดีฝางเสวียนหลิงเป็นเจ้าพระยาสิง เสนาบดีกลาโหมตู้หยูฮุ่ย เป็นเจ้าพระยาไซ่
เสนาบดีมหาดไทยจางซุ่นอู๋จี้เป็นเจ้าพระยาฉี
ทั้งหมด ล้วนเป็นขุนนางอันดับ 1 กินส่วย ศักดินา 1,300 ครัวเรือน
เป็นการรับสั่งหลัง เจ้าพระยาไฮว๋หนาน พระปิตุลาของพระองค์ ทำฎีกากราบทูลว่า
“แรกชูธงต่อต้านราชวงศ์สุย ข้านำทัพก่อการขานรับเป็นคนแรก
ทุกวันนี้ พวกฝางเสวียนหลิงซึ่งล้วนเป็นคนประเภทร่ายพู่กันสะบัดหมึกกลับมีความดีความชอบอันดับต้น
ข้าเห็นว่าไม่ยุติธรรม”
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เจ้าพระยาไฮว๋หนานเป็นใคร อย่าลืมเป็นอันขาดว่าเจ้าพระยาไฮว๋หนานมีความสำคัญเพียงใด
เรื่องนี้ถางไท่จงฮ่องเต้มีความมั่นพระทัย
“ถ้าตกรางวัลพอเหมาะกับความชอบ คนไร้ความชอบก็จะถอยไปเอง ถ้าลงโทษพอควรแก่ความผิด คนทำผิดก็จะหวาดกลัวไม่กล้าทำผิดอีก”
นี่ปรากฏใน “เจินกวนเจิ้งเย่า” จากการรจนาของ “อู่จิง”
นี่ปรากฏผ่านสำนวนแปลและเรียบเรียงของ อธิคม สวัสดิญาณ ผ่านหนังสือ
“เจินกวนเจิ้งเย่า ยอดกุศโลบายจีน”
มาพร้อมกับ “โปรย” ที่หน้าปก
คัมภีร์ที่วางรากฐานให้ราชอาณาจักรถางเจริญรุ่งเรืองยั่งยืนกว่า 300 ปี และส่งผลสะเทือนต่อชนรุ่นหลังนับพันปีในเอเชียตะวันออก
จำเป็นต้อง “ศึกษา” พระดำรัสของถางไถ่จงฮ่องเต้ต่อเนื่อง
จึงเห็นได้ว่า การให้รางวัลและการลงโทษทัณฑ์นั้นจะตัดสินใจส่งเดชไม่ได้ ตอนนี้ถ้าจะให้รางวัลตามความดีความชอบแล้ว
พวกฝางเสวียนหลิงมีความชอบใหญ่หลวง
ในแง่ “วางแผนในกระโจมคว้าชัยไกลพันลี้” และช่วยปกครองบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น
เพราะฉะนั้น เซียวเหอ (มหาเสนาบดีสมัยจักรพรรดิฮั่นเกาจู่) สมัยราชวงศ์ฮั่น
แม้จะไร้ความชอบใหญ่หลวงในแง่ขี่ม้ารบพุ่งในสมรภูมิ แต่ก็มีความดีความชอบในแง่ “ช่วยวางแผนในกระโจม คว้าชัยไกลพันลี้”
จึงมีความชอบเป็นอันดับ 1
เสด็จอาเป็นญาติสนิทที่สุดของข้าจริงๆ ข้าน่าจะให้รางวัลจริงๆ แต่ก็ไม่ควรตกรางวัลส่งเดชให้เสพส่วยศักดินาเทียบเท่าขุนนางที่มีความดีความชอบใหญ่หลวง
โดยเห็นที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์
จึงปรากฏในบันทึกของ “เจินกวนเจิ้งเย่า” ว่า เพราะเหตุนี้เอง จึงมีเสียงเล่าลือในหมู่ขุนนางที่สร้างความดีความชอบใหญ่หลวง
“ฝ่าบาททรงปฏิบัติต่อข้าราชบริพารด้วยจิตใจเห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
พระองค์ทรงตกรางวัลโดยไม่ลำเอียงเห็นแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เรายังจะตำหนิพระองค์ได้อย่างไร”
จากนั้น ท่าน “อู๋จิง” ได้ทำ “คำไข” เอาไว้ให้ประจักษ์
ต้นราชวงศ์ฮั่น จักรพรรดิฮั่นเกาจู่ทรงแต่งตั้งพระเชษฐา พระอนุชาและพระราชนัดดาเป็นเจ้าพระยาหลายสิบคน
เพราะฉะนั้น ถางไท่จงฮ่องเต้ จึงตรัสแก่เหล่าเสนาอำมาตย์ว่า
นับแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา จักรพรรดิจะทรงแต่งตั้งเฉพาะโอรสและพี่น้องเป็นเจ้าพระยา
ที่เหลือซึ่งมีความสัมพันธ์ในแง่เครือญาติค่อนข้างห่างไกล
ยกเว้นผู้ที่สร้างความดีความชอบใหญ่หลวง เช่น หลิวกู่ (พระปิตุลาของจักรพรรดิ) หลิวเจ๋อ มีความชอบครั้งยกทัพกำราบเซี่ยงหวี่ทางบูรพาภาค
จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าพระยาจิง
หลิวเจ๋อ (พระอนุชา) ทรงอุ้มชูเจ้าพระยาได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นจ้าพระยาเยี่ยน
แล้ว,นอกนั้นล้วนไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ
ถ้าแต่งตั้งพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหมดเป็นเจ้าพระยา พระราชทานแรงงานข้าใช้แก่พวกเขามากๆ เท่ากับเพิ่มภาระหนักอึ้งแก่ราษฎร
เพื่อเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ของข้า
ถามว่าเหตุใดจึงยกตัวอย่าง “เซียวเหอ” ในยุคปฐมบรมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่น มาเทียบเคียงกับฝางเสวียนหลิง
คำตอบอยู่ที่เป็นขุนนาง “บุ๋น” เหมือนกัน
คำตอบอยู่ที่เมื่อทัพของเล่าปังรุกเข้ายึดเสียนหยางได้ขณะที่ทหารที่แวดล้อมอยู่โดยรอบเล่าปังตื่นเต้นกับทรัพย์ศฤงคาร
ความชดช้อยของเหล่า “นางใน”
มีเพียงแต่ เซียวเหอ และ จางเหลียง เท่านั้นที่สำแดงออกแตกต่างไปจากคนอื่นอย่างเกือบจะสิ้นเชิง
เซียวเหอ เตือนในเรื่องการบังคับใช้ “กฎหมาย”
เซียวเหอ ให้ความสนใจกับภูมิทัศน์และการวางแผนเพื่อการปกครองและการสะสมเสบียงกรัง
จางเหลียงเตือนในเรื่องความลุ่มหลงด่าน “นางงาม”
คัมภีร์ “เจินกวนเจิ้งเย่า” บันทึกในบทว่าด้วย “ช่วงใช้ปราชญ์” ระบุนามของฝางเสวียนหลิงไว้อันดับที่ 1
ยกย่องว่าเป็น “ปราชญ์” ผู้เทิด “คุณธรรม”
ชาวหลินจือ (เมืองหลินป๋อ มณฑลชานตุงปัจจุบัน) เดิมเป็นข้าราชสำนักสุยในตำแหน่งนายอำเภอสีเฉิง (อำเภอเฟินหยาง มณฑลชานซีในปัจจุบัน)
ต่อมาถูกถอดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากต้องโทษคดีหนึ่ง (ไม่ได้ระบุว่าคดีอะไร)
จากนั้น ย้ายไปอยู่ที่ชั่งจวิ้น อำเภอฟู่เซี่ย (มณฑลส่านซีในปัจจุบัน) ครั้น เจ้าพระยาฉิน (ถางไท่จงฮ่องเต้สมัยเป็นองค์ชายอยู่) กรีธาทัพบุกเว่ยเปย (ดินแดนกว้างใหญ่ฝั่งเหนือแม่น้ำเว่ยเหอ)
ฝางเสวียนหลิงใช้ไม้เท้าค้ำยันกาย เดินทางไปขอเข้าเฝ้าที่ค่ายทหาร
เจ้าพระยาฉินปฏิบัติต่อท่านดังพระสหายเก่า แต่งตั้งให้เป็นอาลักษณ์ดูแลงานด้านเอกสารและคอยตรวจสอบงานในกองทัพระหว่างกรีธาทัพครั้งนั้น ฝางเสวียนหลิงตื้นตันมากที่ได้พบนายผู้รู้ใจ
จึงทำงานปรนนิบัติรับใช้พระองค์อย่างสุดจิตสุดใจเรื่อยมา
ไม่ว่ามองผ่านเส้นทางของเซียวเหอ ไม่ว่ามองผ่านเส้นของฝางเสวียนหลิง ล้วนครบเรื่องในความเป็นขุนนาง
ความหมายคือ ขุนนางผู้ภักดี
จึงเมื่ออยู่ในกาละอันเหมาะสมจึงได้รับความไว้วางใจให้รับใช้ในตำแหน่งที่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มเปี่ยม
1 แก่ฮั่นเกาจู่ฮ่องเต้ 1 แก่ถางไท่จงฮ่องเต้
ดำรงอยู่อย่างเป็นเยี่ยงอย่างในการให้ “บำเหน็จรางวัล” ในเชิงปรียบเทียบกับกระบวนการ “ลงทัณฑ์” ได้อย่างสมบูรณ์
จังหวะ กระบวนการ ในการปูนบำเหน็จจึงสำคัญ

