ตามข้อมูลขององค์การบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติ (โนอา) ของสหรัฐอเมริกา วันที่ 3, 4 และ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา คือ วันที่ “ร้อนที่สุด” ของโลก เท่าที่มีการบันทึกสถิติกันมา
วันที่ 3 กรกฎาคม อุณหภูมิทั่วโลกเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 17.01 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติสูงสุดที่ผ่านมาซึ่งเท่ากับ 16.92 องศาเซลเซียส ที่วัดได้เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2016 อันเป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ ครั้งหลังสุด
ต่อมา วันที่ 4 กรกฎาคมและวันที่ 5 กรกฎาคม อุณหภูมิเฉลี่ยดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 17.18 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เป็นค่าอุณหภูมิเฉลี่ย ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่งมีใหม่หมาดๆ ลงได้โดยสิ้นเชิง
ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยดังกล่าวนั้นเริ่มมีการวัดและจดบันทึกไว้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1979 แต่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสำนักชี้ว่า สถิติสูงสุดที่ว่านี้คงย้อนหลังกลับไปไกลมาก
สำนักงานโคเปอร์นิคัสว่าด้วยสภาพอากาศ (Copernicus Climate Change Service) ของสหภาพยุโรป ระบุว่า จากข้อมูลของสำนักงาน ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตลอดทั้งสัปดาห์นี้ (29 พ.ย.-6 ก.ค.) เป็นค่าอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีข้อมูลบันทึกไว้ในปี 1940
โรเบิร์ต โรห์ด นักวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสภาพอากาศ จากสถาบัน เบิร์กลีย์ เอิร์ธ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ระบุว่า ตนมั่นใจว่าสถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่นี้ เป็นอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการใช้อุปกรณ์วัดอุณหภูมิกันมา ซึ่งเริ่มต้นในราวทศวรรษ 1850
เปาโล เซปปิ นักสภาพอากาศวิทยา จากสถาบันแกรนแธม ในสังกัด อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่า จากการศึกษาข้อมูลสภาพอากาศย้อนหลังไปในยุคโบราณ ผ่านการศึกษา “วงปี” ของต้นไม้และ “แกนน้ำแข็ง” ที่ขุดเจาะขึ้นมาจากแท่นน้ำแข็งเก่าแก่ พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกที่เป็นสถิติใหม่นี้อาจเป็นค่าอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงที่สุดในรอบหลายสหัสวรรษ
“จากข้อมูลที่ได้เหล่านั้นแสดงให้เห็นว่า โลกไม่เคยร้อนขนาดนี้มาอย่างน้อย 125,000 ปีมาแล้ว” เซปปิยืนยัน
สาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นได้ขนาดนี้ เป็นเพราะหลายปัจจัยทับซ้อนกัน ประการแรกแน่นอนคือ “เอลนิโญ” รูปแบบของสภาพอากาศที่เป็นวัฏจักรซึ่งเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งทำให้อุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงขึ้นโดยธรรมชาติ
ในขณะที่พื้นที่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ อุณหภูมิเหนือพื้นผิวมหาสมุทรพุ่งทำลายสถิติมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ที่ 1.6 องศาเซลเซียส สูงกว่าสถิติเดิมมากจนน่าตกใจ
แกเบรียล เวคคี นักสภาพอากาศวิทยาจากพรินซ์ตัน ย้ำว่า ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยามที่พฤติกรรมของมนุษย์เราช่วยเพิ่มก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ที่ก่อให้เกิดการเก็บกักความร้อนไว้บริเวณพื้นผิวโลกมาตลอด 150 ปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดช่วยผลักดันให้อุณหภูมิของโลกทะยานขึ้นสู่การทำลายสถิติ และน่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้
โรเบิร์ต โรห์ด ทำนายว่า ภายในอีก 6 สัปดาห์ข้างหน้า สถิติ “ร้อนที่สุด” ที่เพิ่งจะมีขึ้นใหม่นี้จะถูกทำลายลง
ความร้อนที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต อย่างเช่น “คลื่นความร้อน” หรือ “ฮีตเวฟ” ที่คร่าชีวิตชาวอินเดียไปหลายสิบคน ส่วนในเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากความร้อนเกินขีดนี้แล้วอย่างน้อย 112 คน นับตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญ “ภาวะโดมความร้อน” ที่คุกคามต่ออเมริกันมากถึง 57 ล้านคน
เคท มาร์เวล นักสภาพอากาศวิทยาจากโปรเจ็กต์ดรอว์ดาวน์ องค์กรไม่แสวงกำไรที่มุ่งเน้นศึกษาแก้ไขปัญหาสภาพอากาศ เปรียบเทียบสถานการณ์โลกในเวลานี้กับนักกีฬาที่ลงแข่งขันกรีฑา
เธอบอกว่า คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศในเวลานี้เพิ่มจากเดิมเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ มีเทน ก๊าซเรือนกระจกสำคัญอีกชนิด เพิ่มขึ้นมากกว่า 150 เปอร์เซ็นต์
เธอบอกว่า ถ้านักวิ่งคนไหนใช้สารต้องห้ามในระดับเดียวกับที่โลกใช้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะทำลายสถิติลงได้ครั้งแล้วครั้งเล่า
“แต่เราก็ต้องวิตกต่อสุขภาพของนักวิ่ง แล้วก็คงต้องเตือนให้เลิกใช้สารต้องห้าม ก่อนที่จะสายเกินไป โลกก็ควรทำเช่นเดียวกัน”
ฟรีเดอริเก้ ออตโต อาจารย์อาวุโสจากภาควิชา สภาพอากาศวิทยา ของอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่แตกต่างออกไปจากเดิมมากเมื่อเปรียบเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา
เธอบอกว่า สถิติอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดนั้น “เห็นได้ชัด” ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “อันตราย” ที่คืบคลานเข้ามาหาเราอย่างเงียบเชียบ และมักไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น แม้ว่าจะมีทั้ง “ผู้คน” และ “ระบบนิเวศ” ต้องทนทุกข์ทรมาน และถึงขั้นเสียชีวิตลง จากอันตรายที่ว่านี้
เธอย้ำว่า ตัวเลขสถิติสูงสุดของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกนั้น แสดงให้เห็นว่า เราจำเป็นต้อง “หยุด” การเผาผลาญพลังงานจากฟอสซิล “โดยทันทีในวันนี้” ไม่ใช่ “ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า” อีกแล้ว
ฟรีเดอริเก้ ออตโต ย้ำว่า ค่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก แม้จะเป็นเพียงแค่ “ตัวเลข” สำหรับบางคน บางกลุ่ม แต่สำหรับคนอีกเป็นจำนวนมากและระบบนิเวศของโลก
มันคือความเป็นความตายดีๆ นี่เอง

