หน้าแรก บทความ ภาพเก่าเล่าตำ...

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ทหารเรือ…ผู้กล้าหาญในสงครามไทย-อินโดจีนฝรั่งเศส

10.07.23 | 13:59 น.

ปลาย พ.ศ.2483 ทหาร 3 เหล่าทัพ เข้าปฏิบัติการในสมรภูมิกรณีพิพาทกับอินโดจีนฝรั่งเศส (เวียดนาม ลาว เขมร เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส) เพื่อปรับปรุงเส้นเขตแดนให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม

ขอนำวีรกรรมของ “ทหารเรือไทย” ที่ห้าวหาญ กระทำยุทธนาวีกับเรือรบของฝรั่งเศส (ทหารบก ทหารอากาศ ได้นำมาเผยแพร่บ้างแล้ว โดยใช้ภาษา ตัวสะกดจากต้นฉบับ)

นายเรือเอกเฉลิม สถิระถาวร ต้นหน ร.ล.ธนบุรี นายทหารผู้นี้ได้อยู่ในฉากปฏิบัติการรบอย่างพัลวัน เมื่อ ร.ล.ธนบุรีทำการยิงต่อสู้กับกองเรือของข้าศึกทั้ง 7 ลำ ณ เกาะช้าง ระหว่างนี้มีกระสุนข้าศึก 1 นัด ยิงเข้ามาในเรือ เกิดระเบิดขึ้นจากใต้หอบังคับการ

ชิ้นกระสุนระเบิดถูกนายเรือเอกเฉลิม สถิระถาวร ที่ส่วนหน้าข้างขวากับด้านหลังศีรษะและร่างกายส่วนอื่นๆ เป็นบาดแผลสาหัส โลหิตไหลโทรมหน้าโทรมกายถึงกับล้มลงหมดความรู้สึกไปชั่วขณะหนึ่ง

แต่เมื่อได้สติกลับฟื้นขึ้นมาแล้วก็แลเห็น นายนาวาเอกหลวงพร้อม วีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือต้องประสบอันตรายอย่างร้ายแรงและสิ้นใจในเวลาต่อมาไม่ช้า รวมทั้งเพื่อนทหารคนอื่นๆ ในเรือลำนั้นมีอาการดุจเดียวกันหลายนาย หามีผู้บังคับบัญชาเรือลำนี้ไม่

Advertisement

นายเรือเอกเฉลิม สู้หักใจสะกดกลั้นความเจ็บปวดลงทันทีแล้วตรงเข้าสั่งการและนำเรือแทนผู้บังคับการ ดำเนินการต่อสู้ข้าศึกต่อไปโดยมิพักกังวลถึงบาดแผลอันแสนจะเจ็บปวดรวดร้าวเหลือปริมาณ

ลำดับจากนั้น ร.ล.ธนบุรีก็เกิดขัดข้องขึ้นอีกเพราะเครื่องถือท้ายติดขัด นายเรือเอกเฉลิม สถิระถาวร ได้ฝ่ากระสุนปืนและการระเบิดตลอดจนเพลิงไหม้เรือไปยังท้ายเรือ ทำการนำเรือด้วยเครื่องถือท้ายอะไหล่อยู่ในย่านกระสุนปืน จน ร.ล.ธนบุรีสามารถทำการรบกับข้าศึกต่อไปเป็นผลสำเร็จ คือการขับไล่กองเรือรบข้าศึกล่าถอยไป

การกระทำของ นายเรือเอกเฉลิม สถิระถาวร ทั้งนี้ เป็นการฝ่าอันตรายอย่างใกล้ชิด โดยปราศจากความสะทกสะท้านมุ่งผลประโยชน์ในส่วนรวมเป็นเบื้องหน้า เพราะถ้านายทหารผู้นี้มัวพะวงแต่ความเจ็บปวดของตน ไม่ยอมสละชีวิตไปผ่านกระสุนระเบิดเพื่อควบคุมการใช้เครื่องบังคับเรือให้ทำการได้ทันท่วงทีแล้ว ร.ล.ธนบุรีกับทหารในเรือน่าจะเป็นเป้าปืนใหญ่ให้ข้าศึกสังหารเสียอย่างวินาศ

ฉะนั้น จึงจัดว่า นายเรือเอกเฉลิม สถิระถาวร เป็นผู้มีน้ำใจกล้าหาญ สมเป็นนักรบอันแท้จริงผู้หนึ่ง ซึ่งสมควรได้รับความยกย่องชมเชยจากมวลชนคนไทยทั่วไป

พันจ่าเอกชุน แซ่ฉั่ว พลฯ เตรียมกระสุนซ้ายป้อมท้าย ร.ล.ธนบุรี ระหว่างทำการสู้รบกับกองเรือข้าศึกอย่างพัลวัน พันจ่าเอกชุนได้ทำการลำเลียงกระสุนส่งขึ้นป้อม ขณะนั้นได้ถูกชิ้นกระสุนระเบิดที่เจาะทะลุเข้ามาในห้องตัดแขนขวาหักห้อยลงไปที่ตอนใต้ข้อศอก

หัวหน้าห้องส่งกระสุนได้สั่งให้รีบขึ้นไปรับการปฐมพยาบาล พันจ่าเอกชุนจึงไต่บันไดขึ้นมายังห้องป้อมปืนท้ายด้วยแขนซ้ายข้างเดียวแขนขวายังหักห้อยติดอยู่เพียงหนังกำพร้า

นายป้อมท้ายเห็นดังนั้น จึงบอกให้กลับลงไปเสียก่อนแล้วถึงขึ้นมาทีหลัง เพราะเกรงว่าทหารในป้อมปืนเห็นผู้บาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้นก็อาจจะขวัญเสีย ด้วยน้ำใจอันเด็ดเดี่ยวและวินัยอันยอดเยี่ยมเมื่อได้รับคำสั่งจากนายป้อมเพียงเท่านั้น พันจ่าเอกชนก็ไต่บันไดกลับลงไปยังห้องส่งกระสุนตามเดิม ในห้องส่งกระสุนระหว่างนี้เริ่มมีควันพิษจากการระเบิดของกระสุนข้าศึกนัดอื่นๆ และค่อยๆ ทวีมากขึ้นโดยลำดับ เมื่อลงไปถึงห้องกระสุนแล้วพันจ่าเอกชุนยังสำแดงความทรหดอดทนอย่างอุกฤษฏ์ กล่าวคือ ไม่แยแสต่อบาดเจ็บที่ได้รับนั้นเลย คงฝ่าฟันทำการลำเลียงกระสุนขึ้นป้อมต่อไปด้วยมือซ้ายข้างเดียวเท่านั้น

ควันระเบิดทวีมากขึ้นจนมองอะไรไม่เห็นแม้หายใจก็ไม่สะดวกต้องคลำกันทำงาน แม้กระนั้น พันจ่าเอกชุนก็ยังคงลำเลียงกระสุนส่งขึ้นไปป้อมปืนต่อไปนับเป็นการรุกเข้าต่อสู้กับข้าศึกทั้งๆ ที่มีแขนเหลืออยู่เพียงข้างเดียว ทั้งกำลังทรมานต่อความบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส

การกระทำของพันจ่าเอกชุนยังผลให้ปืนของเรายิงโต้กับข้าศึกได้เต็มที่พันจ่าเอกชุนปฏิบัติหน้าที่อย่างนั้นตลอดเวลาจนได้รับคำสั่งให้ขึ้นมาได้ในเมื่อข้าศึกล่าถอยไปแล้ว

การกระทำของพันจ่าเอกชุน ทั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและอดทนอย่างยอดเยี่ยมประกอบด้วยวินัยอันเคร่งครัดถึงแม้จะบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสถึงกับเสียแขนไปข้างหนึ่ง ก็ยังมานะบากบั่นทำงานด้วยแขนที่ยังเหลืออยู่เพียงข้างเดียวจนสำเร็จประโยชน์ส่วนรวมได้ ดังนี้นับเป็นเยี่ยงอย่างอันน่าสรรเสริญยิ่งนัก

(ในภาพ พันจ่าเอกชุน แซ่ฉั่ว ไม่มีแขนขวา)

พันจ่าเอกทองอยู่ เงี้ยวพ่าย พันจ่าช่างกลประจำเครื่องจักรใหญ่ขวาห้องเครื่องจักร ร.ล.ธนบุรี ระหว่างกระทำการรบพันจ่าเอกทองอยู่ เงี้ยวพ่าย ได้ประจำหน้าที่อยู่ในห้องเครื่องจักรตลอดเวลา

ขณะนั้นกระสุนปืนข้าศึกได้ยิงมาถูกเรือหลายแห่งควันพิษที่เกิดจากการระเบิดได้ถูกดูดลงไปในห้องเครื่องจักรโดยไม่ขาดระยะจนกระทั่งในห้องเกือบไม่มีอากาศบริสุทธิ์หายใจเลย แต่พันจ่าเอกทองอยู่ เงี้ยวพ่าย มิได้ย่อท้อคงประจำทำหน้าที่คุมเครื่องจักรใหญ่ขวาด้วยความอดทนอย่างยิ่ง

ครั้นต่อมาเกิดไฟลุกขึ้นในห้องเครื่อง พันจ่าเอกทองอยู่ เงี้ยวพ่าย ก็ได้เข้าช่วยเหลือดับไฟจนไฟสงบ เมื่อสงบการรบและได้รับคำสั่งให้หยุดเครื่องจักรใหญ่แล้ว พันจ่าเอกทองอยู่ เงี้ยวพ่าย ก็หมดกำลังสิ้นสติถึงต้องหามขึ้นมาจากห้องเครื่องจักร

การกระทำของพันจ่าเอกทองอยู่ เงี้ยวพ่าย ครั้งนี้นับเป็นการแสดงความองอาจกล้าหาญและมีวินัยเคร่งครัดดียิ่ง เพราะยอมสละชีวิตเพื่อกระทำงานในหน้าที่ให้เรือสามารถแล่นทำการต่อสู้ข้าศึกต่อไปได้ ซึ่งถ้าพันจ่าเอกทองอยู่ เงี้ยวพ่าย ไม่อดทนพอ ทิ้งหน้าที่ไปเสร็จแล้วเรือก็จะต้องลอยลำและชีวิตของเพื่อนทหารตลอดจนชัยชนะของกองทัพก็น่าจะสูญสิ้นไปอย่างไม่ต้องสงสัย

พันจ่าเอกเพื่อน สุดสงวน จ่าช่างกลประจำเครื่องอัดลมปืนซึ่งอยู่ในห้องเครื่องจักร ร.ล.ธนบุรี ระหว่างทำการรบ พันจ่าเอกเพื่อน สุขสงวน ได้ประจำเครื่องอัดลมปืนในห้องเครื่องจักรตามหน้าที่ในเวลารบ ขณะที่พันจ่าเอกเพื่อนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นี้ กระสุนปืนข้าศึกได้ยิงมาถูกเรือหลายแห่ง ควันพิษที่เกิดจากกระสุนปืนข้าศึกได้ถูกดูดลงไปในห้องเครื่องจักรตลอดเวลาจนอากาศบริสุทธิ์จะหายใจก็แทบจะไม่มี แต่พันจ่าเอกเพื่อนมิได้ย่อท้อคงอดทนปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความกล้าหาญอย่างทรหด

ทั้งนี้ เพราะพันจ่าเอกเพื่อนรู้ดีว่าถ้าไม่ยอมสละชีวิตของตนทำงานไปตามหน้าที่แล้ว ปืนก็จะใช้ยิงข้าศึกไม่ได้และเรือของตนจะต้องเป็นเป้าให้ข้าศึกยิงข้างเดียว เป็นผลให้ทหารทั้งหลายรวมทั้งตนจะต้องเสียชีพกันทั้งหมด ฉะนั้น เมื่อเลิกรบและได้รับคำสั่งให้หยุดเครื่องแล้ว ความอิดโรยอันเนื่องมาจากความตรากตรำอย่างแสนสาหัสทำให้พันจ่าเอกเพื่อนหมดกำลังถึงสิ้นสติต้องหามขึ้นมาจากห้องเครื่องจักร

การกระทำของพันจ่าเอกเพื่อนครั้งนี้ นับเป็นการแสดงความอดทนกล้าหาญเป็นวินัยเคร่งครัดดียิ่ง เพราะได้ยอมเสียสละเลือดเนื้อทุกหยดแม้กระทั่งชีวิตทำตามหน้าที่ประโยชน์ส่วนรวมมีผลให้การปืนของฝ่ายเรายิงได้ผลดีสมควรเป็นตัวอย่างอันน่าสรรเสริญของทหารทั่วไปทหารกล้าใน ร.ล.ชลบุรี

พันจ่าเอกป๋อไล้ แซ่เฮง ยามยอดเสา ร.ล.ชลบุรี จ่าเอกป๋อไล้ แซ่เฮง ผู้นี้ มีหน้าที่เป็นยามยอดเสาสำหรับดูแลเหตุการณ์ภายนอกเรือซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นหูเป็นตาของเรือรบ ฉากแรกที่ได้เปิดการรบนั้น ข้าศึกได้ใช้เครื่องบินเข้าโจมตีก่อนแม้ข้าศึกจะได้ใช้ฉากเขากำบังการเคลื่อนที่เข้ามา แต่ด้วยความระมัดระวังของยามยอดเสาผู้นี้จึงได้หาพ้นสายตาไปได้ไม่ พันจ่าเอกป๋อไล้ได้รายงานทิศทางของเครื่องบินข้าศึกที่เข้ามาได้แน่นอน เป็นเหตุให้ปืนใน ร.ล.ชลบุรีทุกกระบอกทำการยิงเครื่องบินได้ก่อนที่จะตั้งตัวมุ่งเข้าหาเรือ นอกจากนั้น ยังได้รายงานทิศและจำนวนเรือรบข้าศึกที่เข้ามาทั้ง 3 ด้านได้อย่างถูกต้อง เป็นเหตุให้ต้นปืนสั่งแบ่งปืนต่อสู้กับข้าศึกได้รวดเร็วทันที

จ่าเอกป๋อไล้ แซ่เฮง ได้กระทำหน้าที่ได้ดีในท่ามกลางกระสุนปืนใหญ่ข้าศึกโดยมิได้หวาดเกรงอันตรายและมิได้สะทกสะท้านแม้แต่น้อยจนต้องประสบอันตราย โดยถูกกระสุนปืนใหญ่ของข้าศึกตกฟาดกระเด็นลงมาจากยอดเสาพร้อมกับเสาเรือที่โค่นตามลงมา ขาทั้งสองข้างขาดละเอียด และตามตัวมีบาดแผลโลหิตไหลโทรมกาย พันจ่าเอกป๋อไล้ แซ่เฮง ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงปานฉะนี้ ก็มิได้ร้องครวญคราง ซ้ำยังมีน้ำใจร้องปลอบขวัญเพื่อนทหารก่อนสิ้นใจว่า “เอามัน-เอามัน”

คำพูดของผู้ที่กำลังจะขาดใจเช่นนี้ ย่อมเป็นคำพูดที่กลั่นออกมาจากหัวใจจริง จึงแสดงให้เห็นว่าพันจ่าเอกป๋อไล้ เป็นผู้มีน้ำใจต่อสู้เพื่อประเทศชาติของตนอย่างแรงกล้าและมีเลือดนักสู้อันกล้าหาญจนโลหิตหยาดสุดท้าย แม้ตนหมดโอกาสทำหน้าที่แล้วและจะต้องตายก็ยังรู้จักวิธีปลอบขวัญเพื่อนทหารด้วยกันให้เกิดมีน้ำใจต่อสู้ต่อไปโดยไม่ท้อถอย ทำให้ผู้ได้ยินเกิดกำลังใจต่อสู้ข้าศึกเข้มแข็งยิ่งขึ้น

จึงสมควรได้รับความยกย่องสรรเสริญเป็นตัวอย่างแก่นักรบไทยสืบไป

ผู้เขียนคัดลอกเอกสารสดุดีวีรกรรมของ “ผู้กล้าหาญ” เหล่านี้มาเพียงบางท่าน ซึ่งจะทยอยนำวีรกรรมของท่านอื่นๆ มาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป

อัฐิและรายชื่อของทหารหาญในสงครามสยาม-อินโดจีนฝรั่งเศสครั้งนั้น ถูกจารึกไว้ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร

คนไทย…ขอยกย่องสดุดีตราบนานเท่านาน