ความเคลื่อนไหวของ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายอนุรักษ์ กับฝ่ายประชาธิปไตย ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเคลื่อนมาถึงโค้งสุดท้ายก่อนจะมีการตัดสิน
วันที่ 13 กรกฎาคม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กำหนดให้นัดการประชุม 2 สภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
ตามรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลระบุให้บุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียง
ขณะที่พรรคการเมือง 8 พรรรคที่ตัดสินใจผนึกกันจัดตั้งรัฐบาลมีเสียง 312 เสียง ยังขาดอีก 64 เสียง จึงหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว. หรือ ส.ส. ที่เหลือ
กระแสข่าวเป็นที่ปรากฏและรับทราบกันแล้วว่า มีการต่อต้านนายพิธาเป็นนายกฯในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางด้านกฎหมาย และผนึกกำลัง ส.ว. เพื่อยับยั้งนายพิธาเป็นนายกฯ
แต่ข้อกล่าวหาก็ยังเป็นข้อกล่าวหา แถมบางข้อกล่าวหา อย่างเช่น กรณีเรื่องถือหุ้นก็โป๊ะแตก เพราะมีหลักฐานเอกสารไม่ตรงคลิปการประชุม
การโจมตีเรื่องแก้มาตรา 112 ก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะคัดค้าน เพราะยังมี ส.ส.อีก 7 พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ส.พรรคที่ไม่ร่วมรัฐบาล พร้อมจะไม่เอาด้วยกับ 151 เสียงของพรรคก้าวไกล
เท่ากับว่าหากจะแก้มาตรา 112 จริง พรรคก้าวไกลเพียงลำพังไม่อาจทำอะไรได้ แม้ว่านายพิธาเป็นนายกฯ ก็ไม่มีกำลังมาแก้ไขมาตราดังกล่าวได้ หากรัฐสภาไม่ยินยอม
ข้อกล่าวหาดังกล่าวจึงกลายเป็นข้ออ้าง
ต้องรอดูมติ กกต. และเรื่องการส่งศาลรัฐธรรมนูญในวันสองวันนี้อีกครั้งว่าจะมีผลทางกฎหมายเช่นไร
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะกลายเป็นข้ออ้างที่จะไม่ให้นายพิธาเป็นนายกฯหรือไม่
และข้ออ้างดังกล่าวจะขยายผลไปขวางพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลหรือเปล่า
เพราะแวดวงการเมืองปรากฏรัฐบาลผสมที่ไม่ใช่รัฐบาล 8 พรรคขึ้นมามากมาย
มีทั้งสูตรรัฐบาลเสียงข้างน้อย สูตรรัฐบาลเพื่อไทยผสมกับขั้วรัฐบาลปัจจุบัน
รวมไปทั้งสูตรรัฐบาลที่ผลักดันให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี
ผู้ที่ผลักดันสูตรต่างๆ คือสมาชิกวุฒิสภาบางคน
ผู้ที่วิ่งเต้นล้มนายพิธาด้วยวิธีทางกฎหมายก็คือสมาชิกวุฒิสภาบางคน
หากนายพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ และมีนายกฯคนใหม่และรัฐบาลสูตรใหม่
นายกฯและรัฐบาล จะกลายเป็นนายกฯและรัฐบาลของวุฒิสภา
กลายเป็นเกมการเมืองที่สมาชิกวุฒิสภาบางคนมีอำนาจเหนือเสียงของประชาชน สามารถกำหนดนั่นกำหนดนี่ให้เป็นไปตามความเห็นของตัวเองได้
แม้สถานการณ์จะเป็นเช่นนั้น หากมองความเคลื่อนไหวของนายพิธา และพรรคก้าวไกล ที่เปิดประเด็นนายกฯของประชาชน และรัฐบาลแห่งประชาชาติแล้ว จะเห็นภาพเปรียบเทียบที่แจ่มชัด
ภาพเปรียบเทียบระหว่างนายพิธา ที่เป็นนายกฯจาก 8 พรรคเสียงข้างมาก กับนายกฯคนอื่นใดที่มาจากเกมของสมาชิกวุฒิสภาบางคน
ภาพระหว่างพรรคก้าวไกลและ 7 พรรค ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนรวมกันเป็นเสียงข้างมากในสภา และผลักดันให้เป็นรัฐบาลแห่งประชาชน
เปรียบเทียบกับสูตรอื่นๆ ที่จะตั้งรัฐบาลด้วยเทคนิคกฎหมายด้วยฝีมือของสมาชิกวุฒิสภาบางคน
กลายเป็นรัฐบาลของสมาชิกวุฒิสภาบางคน
แม้วันที่ 13 กรกฎาคม ผลการลงคะแนนจะเป็นเช่นไร แต่สำหรับประชาชน นายพิธาเป็นนายกฯของพวกเขาไปแล้ว
แต่เกมการเมืองจะเปลี่ยนจากนายกฯของประชาชนไปเป็นนายกฯของสมาชิกวุฒิสภาบางคนได้หรือไม่
วันที่ 13 กรกฎาคม น่าจะมองเห็นแนวโน้ม
นฤตย์ เสกธีระ

