หลังการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา ทั้งๆ ที่เราควรจะได้มีสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลทำงานให้เรา แต่กลับเต็มไปด้วยข่าวลืออื้ออึงเรื่องแผนและข้อตกลงลับ ตลอดจนความไม่แน่นอนในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
การณ์เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นที่รู้กันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้วางด่านและมีแผนล็อกเป็นชั้นๆ ที่เรียกกันในทางรัฐศาสตร์ว่าเป็นรัฐธรรมนูญแบบอำนาจนิยมแบบแข่งขัน (Competitive Authoritarianism) หมายความว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นกติกาที่ออกแบบมาเพื่อให้ฝ่ายที่กำหนดร่างสามารถธำรงรักษาอำนาจโดยผ่านกลไกการเลือกตั้งกลไกนิติบัญญัติ ตลอดจนสถาบัน องค์กรอิสระต่างๆ เพื่อมิให้ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองไม่มีโอกาส หรือมีโอกาสน้อยที่จะเอาชนะได้ ถึงจะเอาชนะในการเลือกตั้งได้ ก็มีโอกาสน้อยที่จะเข้าไปใช้อำนาจบริหารได้ เพราะฝ่ายตรงข้ามกับขั้วอำนาจรัฐจะถูกทำลาย หรือทอนพลังลงด้วยวิธีการต่างๆ (ดูคำนำเสนอของหนังสือ How Democracies Die มรณกรรมของประชาธิปไตย โดย เลวิตสกี้ และซิบลาตต์ แปลโดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ 2565)
นักวิชาการจำนวนหนึ่งเรียกระบอบการเมืองแบบนี้อย่างนุ่มนวลว่า “ระบอบการเมืองแบบผสม” (hybrid regime)
แต่จะอย่างไรก็ตาม ความมุ่งหมายของระบอบการเมืองแบบอำนาจนิยมแบบแข่งขันคือการยื้อยุดอำนาจเอาไว้ในมือตลอดเวลา ถึงขั้นที่พร้อมจะฉวยอำนาจ (Coup d’ état) ด้วยกติกาที่ตัวเองวางหมากหมกเม็ดไว้
กล่าวให้ชัด ช่องทางการรัฐประหารตามรัฐธรรมนูญดังว่าก็คือ การหักมติมหาชนแล้วยึดอำนาจบริหารด้วยช่องทางรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องเอาไว้
ทั้งนี้ ถ้าเราเข้าใจเจตนารมณ์ที่เป็นรากฐานของการเมืองระบอบประชาธิปไตยก็คือ การวางช่วงชั้นของอำนาจ โดยกำหนดให้อำนาจที่ใกล้ชิดกับประชาชนคือ อำนาจที่มีสถานะและศักดิ์สูงสุด หากมีการกระทำที่กระทบกระเทือน ศักดิ์สูงสุดนี้จะกลายมาเป็นศักย์ทางการเมือง
ในการเมืองสมัยใหม่ที่พยายามกำหนดความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล จึงส่งให้สถาบันทางประเพณีอยู่เหนือการถกเถียงในทางโลกย์ เพื่อให้สถานะนั้นธำรงอยู่เหนือการเมืองและความท้าทายทั้งปวง
การออกแบบโดยให้ประชาชนส่งมอบอำนาจการเมืองผ่านการเลือกตั้งก็คือวิธีการดั้งเดิมและเรียบง่ายที่สุดที่สร้างมาทดแทนการเอากำลังคนมาห้ำหั่นสังหารกัน นั่นคือการหย่อนบัตรเลือกตั้ง หนึ่งคนหนึ่งเสียง ไม่มากหรือน้อยไปกว่านี้ ผลของการลงคะแนนก็คือ พลังของมติมหาชน
ฝ่ายนิติบัญญัติจึงเป็นสถาบันการเมืองที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดในระบอบการเมืองสมัยใหม่ที่เราเรียกว่าประชาธิปไตยและในการเมืองแบบรัฐสภา ที่มักอ้างอิงยึดโยงกับการเมืองอังกฤษ กลุ่มที่ได้รับคะแนนเสียงหรือที่นั่งในที่ประชุมของตัวแทนปวงชนก็สมควรที่จะได้ใช้อำนาจบริหารเนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลที่ประชาชนไว้วางใจที่สุด
นี่เอง ที่เป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงเรียกระบอบการเมืองไทยว่าเป็นการร่วมอำนาจกันระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร เพราะกลุ่มบุคคลในฝ่ายนิติบัญญัติที่มีจำนวนที่นั่งสูงสุดคือ กลุ่มบุคคลที่มหาชนได้มอบความไว้วางใจให้เข้าไปใช้อำนาจนิติบัญญัติ และเข้าใช้อำนาจบริหารไปพร้อมๆ กัน หากแต่ว่าในการใช้อำนาจนั้น กลุ่มบุคคลที่ใช้อำนาจบริหารจะต้องรับผิดและรับชอบต่อสถาบันนิติบัญญัติ นั่นจึงทำให้กลไกการทำงานของรัฐสภาวางระบบการควบคุมโดยให้มีการอภิปรายทั่วไป การตั้งกระทู้ถาม และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อีกทั้งยังมีกลไกในระดับกรรมาธิการสามัญและวิสามัญที่ตั้งขึ้นจากทั้งฝ่ายพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านเพื่อติดตามตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
ขณะที่ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการยุบสภา หากถึงทางแพร่ง หรือทางตัน ก็จะทำการคืนอำนาจให้ประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจทางสังคมผ่านการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง
นี่คือกลไกปกติของระบอบรัฐสภา
ส่วนหลักการพื้นฐานในการตรากฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย (ซึ่งรวมถึงประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันนั้น) ยังมีกลไกควบคุมตั้งแต่ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรโดยกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย การวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคม เมื่อผ่านขั้นตอนในขั้นกรรมาธิการ อาจจะมีการสงวนความเห็นเป็นประเด็น เพื่อนำมาตัดสินในสภาร่วมกันได้ จนผ่านวาระที่สาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาสูง หรือสภาของผู้ทรงคุณวุฒิอีกสามวาระ หากสภาสูงยับยั้ง หรือตีตก สภาผู้แทนราษฎรก็ยังสามารถนำร่างกฎหมายนั้นมาพิจารณาอีก แต่ต้องทิ้งระยะเวลาให้ได้ทบทวน ใช้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีเพื่อยืนยันให้ความเห็นชอบจนตราเป็นกฎหมาย และเช่นเดียวกัน ในสังคมประชาธิปไตยย่อมมีช่องทางที่ประชาชนผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ยังสามารถใช้ช่องทางการชุมนุมตามสิทธิในสังคมประชาธิปไตยสร้างความเห็นและแรงกดดันอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน
ที่กล่าวมา ก็เพื่อจะทำความเข้าใจพื้นฐานว่าเหตุใด การเป็นเสียงข้างมากเป็นการแสวงหาข้อยุติทางสังคม เพราะทุกคนไม่สามารถมาร่วมใช้สิทธิ และคนบางส่วนก็ไม่ถูกนับรวมเข้ากับผู้มีสิทธิ เช่น เป็นนักบวช เป็นผู้เยาว์ ไม่บรรลุนิติภาวะทางกฎหมาย หรือลักษณะต้องห้าม ใครไม่มาใช้สิทธิ ก็เท่ากับว่าเขาเลือกที่จะไม่ใช้สิทธินั้น เพราะปัจจุบันมีช่องทางใช้สิทธิอื่น เช่น การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร การเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งล่วงหน้านอกหน่วยเลือกตั้งของตนเอง เป็นต้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมาใช้สิทธิกี่เสียง แต่ผลการเลือกตั้ง หากมีเสียงข้างมากก็อันเป็นยุติแล้ว เท่ากับเป็นเสียงสะท้อนเจตจำนงของประชาชนมอบความไว้วางใจให้คนเหล่านั้นมาใช้อำนาจนิติบัญญัติและกลุ่มบุคคลที่มีจำนวนที่นั่งในที่ประชุมของตัวแทนประชาชนสูงสุด ก็เท่ากับบุคคลที่มีความชอบธรรมที่จะจัดการและเข้าไปใช้อำนาจบริหาร
แถมยังมีหลายคนที่เจตนาจะล้มมติมหาชนในการเลือกตั้ง โดยอ้างว่าคนที่มาใช้สิทธิเป็นเสียงข้างน้อย แถมยกเอากรณียกเว้น หรือกรณีที่นานๆ จะเกิดขึ้น คือ การตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือแสวงหาคำอธิบายว่าพรรคที่ไม่ได้จำนวนเสียงอันดับหนึ่งสามารถตั้งรัฐบาล ราวกับว่าหากพวกเขาพิสูจน์ได้ว่ามีแกะบางตัวมีสีดำแล้ว แกะทุกตัวในโลกจะต้องเป็นแกะสีดำทั้งหมด
ในท้ายนี้ ก็ต้องยอมรับว่าระบอบการเมืองของเราผิดรูปมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร 2549 ผ่านมาถึงเกือบสองทศวรรษ แนวคิดและแนวปฏิบัติทางการเมืองเบี่ยงเบนออกจากแนวทางข้างต้นมามาก และกล่าวให้ชัดก็คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างถูกละเมิดอำนาจโดยการรัฐประหารมานักต่อนักแล้ว
การที่สมาชิกทั้งสองสภาจะได้ใช้สิทธิในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทยลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจึงเป็นที่จับตาว่า บุคคลในสถาบันนิติบัญญัติวางตนและลงมติอย่างไร พวกเขาจะคำนึงถึงหลักการข้างต้นที่ถูกละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วหันมาสั่งสอนคณะรัฐประหารและสถาปนิกทางการเมืองที่สร้างระบบการเมืองที่ผิดรูป พิกลพิการแบบเผด็จการอำนาจนิยมแบบแข่งขัน เพื่อคืนความปกติให้ระบอบการเมือง อย่างราบรื่นหรือไม่
ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 คือโอกาสเดียวที่บุคคลฝ่ายนิติบัญญัติจะได้ใช้มโนธรรมสำนึกของตนตัดสินใจตามเจตจำนงของปวงชนชาวไทย ลบคำปรามาสของผู้ก่อรัฐประหาร และผู้ที่พยายามพยายามก่อรัฐประหารตามช่องทางรัฐธรรมนูญ ด้วยการลงมติโดยเคารพต่อหลักการพื้นฐานของระบอบการเมือง ฟื้นศักดิ์ศรีของตัวเองเสียใหม่ เพื่อธำรงรักษาระบอบการเมืองที่ประชาชนมอบอำนาจผ่านมือของท่าน
ก่อนที่จะถึงจุดที่มิอาจหวนคืน

