วันที่ 13 กรกฎาคม กลายเป็นวันแสดงจุดยืนของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย โดยเบื้องต้นพรรคการเมือง 8 พรรคที่รวมกันได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรตกลงเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ได้ปรากฏความเคลื่อนไหวต่อต้านทั้งที่มองเห็น และความเคลื่อนไหวเสมือนคลื่นใต้น้ำตั้งแต่หลังวันเลือกตั้งมาจนกระทั่งถึงวันโหวต
การสนับสนุนและการคัดค้านนายพิธาขยายกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างขั้วประชาธิปไตยกับขั้วอนุรักษนิยม เป็นการต่อสู้กันระหว่างสมาชิกแห่งรัฐสภาที่ได้มาจากการแต่งตั้งของ คสช. กับสมาชิกรัฐสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน เป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มที่เชื่อมั่นประชาชน เชื่อว่าเมื่อประชาชนเลือกตัวแทนมาแล้วต้องให้ตัวแทนประชาชนที่ได้รับการสนับสนุนตามหลักเสียงข้างมากเข้าบริหารประเทศ กับกลุ่มที่ไม่ไว้วางใจประชาชน และมองว่าประชาชนเลือกตัวแทนที่มีความเสี่ยงเข้ามาบริหารประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มที่เห็นประโยชน์ของส่วนรวมโดยพยายามขับเน้นให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในเสียงของประชาชน กับกลุ่มที่เพ่งเล็งประโยชน์ส่วนตัวพรรคการเมืองและพวกพ้องที่พร้อมจะใช้กลไกอื่นๆ มาหักล้างความต้องการของประชาชนที่แสดงออกด้วยการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งความพยายามใช้กลไกต่างๆ ไปหักล้างเสียงของประชาชนย่อมส่งผลเสียเพราะอาจเกิดความไม่สงบขึ้น และเหตุการณ์อาจจะผันไปเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจเหมือนดั่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2549 และปี 2557
วันที่ 13 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันโหวตนายกรัฐนตรี จึงเป็นวันสำคัญที่จะตอบโจทย์ว่าประเทศไทยจะเป็นเช่นไรต่อไป ผลการลงมติ ทั้งโหวต โนโหวต และโหวตโน ย่อมมีผลต่อการตั้งรัฐบาลใหม่ มีผลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ มีผลต่อสถานการณ์บ้านเมือง และที่สำคัญ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ยังเป็นการแสดงจุดยืนของรัฐสภาไทยต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่คนทั้งในประเทศและต่างประเทศติดตามผลว่า ท้ายสุดแล้วจุดยืนและแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยของรัฐสภาไทยเป็นเช่นไร

