หน้าแรก บทความ พระสมุทรเจดีย...

พระสมุทรเจดีย์ โบราณสถาน คู่บารมีของเมืองสมุทรปราการ

16.07.23 | 14:30 น.
พระสมุทรเจดีย์ โบราณสถาน คู่บารมีของเมืองสมุทรปราการ

พระสมุทรเจดีย์
โบราณสถาน คู่บารมีของเมืองสมุทรปราการ

ปากน้ำ เริ่มจะมีชื่อ “สมุทรปราการ” ปรากฏขึ้นในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กว่าจะเป็นเมืองสมุทรปราการวันนี้ได้ ต้องผ่านเหตุการณ์หลายเรื่องราวในอดีตมามากมาย เมืองแรกที่เกิดขึ้นก่อนที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อพระประแดง ในสมัยขอมเรืองอำนาจเป็นผู้มาสร้างขึ้นเมื่อ 1,000 ปีที่แล้ว เมื่อปากแม่น้ำเจ้าพระยามีดินเลนตกตะกอนทับถม จนเกิดเป็นแผ่นดินงอกออกจากตลิ่งสองฝั่งขยายตัวอย่างต่อเนื่องเป็นแผ่นดินผืนใหญ่ เมืองพระประแดงเดิมอยู่ติดกับทะเล ก็ยิ่งถอยห่างจากทะเลไปเรื่อยๆ ไม่เหมาะเป็นชัยภูมิป้องกันข้าศึก

สร้างป้อมปราการป้องกันข้าศึก

การศึกสงครามรบพุ่งระหว่างไทยกับพม่า ญวน และเขมร ยังไม่สงบ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้มาสร้างเมืองใหม่อยู่ห่างจากเมืองพระประแดงให้เขยิบอยู่ติดกับทะเล ชื่อ เมืองนครเขื่อนขันธ์ มีป้อมปราการและกำแพงล้อมรอบเมืองอย่างแน่นหนา พร้อมสร้างป้อมปราการเพิ่มขึ้นหลายแห่งตามริมฝั่งน้ำเจ้าพระยา ไว้รับมือข้าศึกศัตรูที่มาทางทะเล
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เล็งเห็นว่า ทั้งเมืองพระประแดงกับเมืองนครเขื่อนขันธ์ อยู่ห่างไกลจากทะเลยากแก่การป้องกันศัตรูบุกโจมตีได้ทันท่วงที จึงได้สร้างเมืองใหม่ให้เข้ามา
อยู่ติดทะเลมากที่สุดตรงปากแม่น้ำเจ้าพระยา (ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ของจังหวัดสมุทรปราการปัจจุบันนี้)

พระราชทานนามเมืองใหม่นี้ว่า “สมุทรปราการ” มีความหมายว่า เป็น “เมืองกำแพงทะเล” ป้องกันข้าศึกรุกราน และใช้เป็นสถานที่เจริญสัมพันธไมตรี ต้อนรับมิตรและประเทศคู่ค้าทางเรือด้วย

Advertisement

อีกทั้งพระองค์ได้ทรงสร้างป้อมปราการเพิ่มอีก 6 แห่ง เสริมความแข็งแกร่งแก่ประเทศ ได้แก่ ป้อมประโคนชัย, ป้อมนารายณ์ปราบศึก, ป้อมปราการ, ป้อมประกายสิทธิ์, ป้อมนาคราช และป้อมผีเสื้อสมุทร

ครั้นสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระองค์ก็ได้สร้างป้อมเพื่อขึ้นอีก 3 แห่งป้องกันข้าศึกษรุกราน คือ ป้อมตรีเพชร, ป้อมคงกระพัน และป้อมเสือซ่อนเล็บ

ลุถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ไทยยังไม่ปลอดภัยจากชาติทางยุโรปกำลังแสวงหาเมืองขึ้น พระองค์ได้สร้างป้อมปราการขึ้นใหม่ขึ้นที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า คือ “ป้อมพระจุลจอมเกล้า” เป็นป้อมปืนที่ทันสมัยแบบตะวันตก ตั้งปืนใหญ่จำนวน 7 กระบอก ลักษณะเด่น คือปืนถูกติดตั้งในหลุมปืนโดยเฉพาะ เมื่อปืนยิงไปแล้วจะหมอบลง จึงเป็นที่มาของชื่อปืนเสือหมอบ และเป็นป้อมที่มีโอกาสได้ใช้งานจริง ในศึกสงคราม ช่วงวิกฤต รศ.112 ได้ยิงเรือฝรั่งเศสที่รุกล้ำน่านน้ำไทย จมสู่ก้นทะเลไป 1 ลำ

เกิดไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ เริ่มแรก

รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นความสำคัญของการส่งข่าวสารยามเกิดศึกสงคราม จึงให้มีการไปรษณีย์ สำหรับส่งข่าวตามปกติ และโทรเลขสำหรับส่งข่าวสารเร่งด่วน ได้มีการเดินสายลวดไฟฟ้าเพื่อใช้งานโทรเลข ระหว่างสมุทรปราการกับกรุงเทพฯ อันเป็นที่มาของชื่อถนน “สายลวด” ที่คนเรียกขานกันทุกวันนี้

มีเรื่องเล่าว่า ชายผู้หนึ่งได้โทรเลขไปถึงภรรยาที่อยู่กรุงเทพฯ ให้เดินทางลงมาหาตนที่อุบลราชธานีมีข้อความว่า “ที่รัก ถ้ายังไม่มา ให้มา ถ้ากำลังมา ไม่ต้องมา นะ” พนักงานโทรเลขเกาหัวหยิกๆ ไม่เข้าใจในข้อความที่ให้โทรเลข ชายที่ให้โทรเลขก็อรรถาธิบายให้ฟัง เขาต้องการประหยัดเงินค่าโทรเลข จึงประหยัดถ้อยคำ ข้อความเต็มๆ จะมีว่า “ที่รัก ถ้าระดูของเธอยังไม่มา ขอให้ที่รักลงมา ถ้าระดูกำลังมาไม่ต้องลงมานะจ๊ะที่รัก” พนักงานโทรเลขถึงกับร้องอ๋อ พร้อมหัวเราะหึหึในลำคอ น่าเสียดายกิจการโทรเลขของไทยได้อวสานตลอดการ ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551

ไม่นานก็เกิดโทรศัพท์ตามมา ได้มีการติดตั้งโทรศัพท์ 3 เครื่องแรก ไว้ที่จุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ระหว่างสมุทรปราการ-กรุงเทพฯ และปากอ่าวไทย คอยแจ้งข่าวข้าศึกที่บุกเข้าทางปากน้ำเจ้าพระยา

รถไฟสายแรก

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นความสำคัญในการขนส่งกองกำลังทหารในช่วงยามเกิดศึกสงคราม จะขนกองกำลังทหารมาทางเรือ จะชักช้าไม่ทันกาล จึงได้สร้างรถไฟสายแรก จากกรุงเทพฯมายังสมุทรปราการสำหรับใช้การขนส่งกำลังทหารและอาวุธยุทธโธปกรณ์ในยามเกิดศึกสงครามทางด้านปากน้ำ เมื่อรถไฟเปิดทำการได้เพียง 3 เดือน สิ่งที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่า จะได้ใช้รถไฟสายนี้เป็นประโยชน์ในการขนส่งกองกำลังทหารก็ได้เกิดเป็นจริงขึ้น รถไฟสายนี้ได้มีโอกาสขนส่งกำลังกองทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ ไปสู้รบกับขบวนเรือรบฝรั่งเศสที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา ในวิกฤต รศ.112

ธงชาติไทย

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นช่วงที่ไทยมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ ครั้งหนึ่งเรือของฝรั่งเศสแล่นผ่านป้อมปราการที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามปากน้ำเจ้าพระยาว เวลานั้น ไทยยังไม่มีธงชาติของตนเอง แต่ใช้ธงฮอลแลนด์แทน แต่เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นศัตรูกับฮอลแลนด์ไม่ยอมคำนับธงของฮอลแลนด์ จนไทยต้องหยิบผ้าสีแดงผืนหนึ่งชักขึ้นแทน ฝรั่งเศสจึงยอมคำนับธงแดงของไทย พร้อมยิงสลุตแสดงความเคารพธงชาติไทย

ธงแดงจึงกลายเป็นธงชาติไทยนับแต่นั้นมา ต่อมาถึงรัชกาลที่ 2 ได้มีการเพิ่มภาพช้างเผือกเข้าไปในพื้นสีแดงเป็นสัญลักษณ์ธงชาติไทย แต่เนื่องจากหน่วยราชการบางแห่งไม่ถี่ถ้วน จะชักธงภาพตัวช้างหงายท้อง 4 เท้าชี้เด่ขึ้นฟ้า จนเป็นที่ขบขันของผู้คน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงรับสั่งให้เอาภาพตัวช้างออกจากผืนธง แล้วเพิ่มริ้วสีขาวและสีน้ำเงินเข้าไป เป็นธงมีริ้วสีแดง ขาว และสีน้ำเงิน กลายเป็นธง 3 สี ที่เรียกว่า ธงไตรรงค์จนถึงปัจจุบันนี้

พระสมุทรเจดีย์กลางน้ำ

หลังจากที่รัชกาลที่ 2 ทรงสร้างป้อมผีเสื้อสมุทรแล้ว ยังทรงสร้างศาสนสถานขึ้นที่ริมหาดทราบบนเกาะเล็กๆ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ท้ายเกาะป้อมผีเสื้อสมุทร เพื่อให้เป็นคู่บ้านคู่เมืองสมุทรปราการอีกด้วย พระราชทานนามว่า “พระสมุทรเจดีย” แต่พระองค์ท่านไม่ทันได้ทอดพระเนตร มาด่วนสวรรคตเสียก่อน

พระสมุทรเจดีย์กลางน้ำ ได้มาสร้างเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เป็นพระเจดีย์ ที่มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพระบรมมหาราชวังมาบรรจุไว้ในองค์พระสมุทรเจดีย์ แต่ต่อมาก็ถูกคนเจาะเจดีย์ลักขโมยไป

ล่วงถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ 4 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ให้เป็นเจดีย์สูงเด่นตระหง่าน เพื่อให้ชาวต่างชาติแล่นเรือเข้ามาได้เห็นองค์พระสมุทรเจดีย์แต่ไกล เป็นเจดีย์ลักษณะทรงลอมฟาง หรือทรงระฆังคว่ำ เป็นแบบเจดีย์จากรุงศรีอยุธยา สูง 39.75 เมตร ตั้งโดดเด่น ดังที่เห็นในปัจจุบัน จากนั้นจึงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์ จากพระบรมมหาราชวังมาบรรจุแทนของเดิมที่ถูกคนขโมยไป

ในคราวที่รัชกาลที่ 5 เสด็จมานมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ และทอดพระเนตรเห็นองค์พระสมุทรเจดีย์ เก่าทรุดโทรมสีซีดหมอง ทรงสั่งให้มีการบูรณะครั้งใหญ่ ให้องค์พระสมุทรเจดีย์กลับมาทอแสงเปล่งประกาย ฉายรัศมีเรืองรอง เป็นองค์พระเจดีย์สวยงามสมบูรณ์อีกครั้ง ชาวบ้านทั้ง 2 ฝั่งน้ำเจ้าพระยาเรียกกันติดปากว่า “พระสมุทรเจดีย์กลางน้ำ” กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2487

แต่ปัจจุบันนี้ เกาะที่ตั้งพระสมุทรเจดีย์ไม่ได้อยู่กลางน้ำแล้ว อันเกิดจากสาเหตุที่มีการขุดร่องน้ำเพื่อให้เรือใหญ่ล่องเข้าท่าเรือคลองเตยได้สะดวก กระแสน้ำขึงไหลแรงและเปลี่ยนทางไหล พัดเอาดินตะกอนเข้ามาทับถมท้ายเกาะองค์พระสมุทรเจดีย์จนไปเชื่อมติดกับชายฝั่งเป็นแผ่นดินผืนเดียวกันดังที่เห็นในปัจจุบัน

เมื่อยืนอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ จะเห็นองค์พระสมทุรเจดีย์ห่มผ้าแดงสีฉูดฉาดแต่ไกล ซึ่งพิธีการห่มผ้าแดงองค์พระสมุทรเจดีย์นั้น มีมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 แล้ว นับเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา เพื่อเป็นการสักการะพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระเจดีย์ และเป็นการประกาศให้ผู้ที่อยู่ไกลออกไปเมื่อได้เห็นผ้าแดงผืนใหม่ห่มองค์พระเจดีย์ จะได้รู้ทันทีว่าเป็นเวลาเทศกาลเฉลิมฉลององค์พระสมุทรเจดีย์

การห่มผ้าแดงในสมัยแรกนั้น ต้องอาศัยแรงนักโทษจากเรือนจำปากน้ำ ปีนขึ้นไปห่มผ้าทุกปี แต่ต่อมาภายหลังก็ได้นายรอด รุ่งแจ้ง เป็นคนแรกขันอาสาปีนขึ้นไปห่มผ้าแดงให้องค์พระเจดีย์ ตั้งแต่นั้นมา ตระกูลรุ่งแจ้งเป็นตระกูลที่ได้รับการสืบทอดเป็นผู้นำผ้าขึ้นห่มตลอดมาจนถึงปัจจุบัน พิธีห่มผ้าแดงองค์พระเจดีย์จะมีขึ้นในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 11 เป็นประจำทุกปี

องค์พระสมุทรเจดีย์ อายุจะครบ 200 ปี ในปี 2566 ชราภาพมาก เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา หลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวองค์พระเจดีย์กำลังผุพัง ร่องรอยสถาปัตยกรรมที่สื่อบอกเรื่องราวต่างๆ ในอดีตกำลังจะลบเลือนไป เนื่องจากองค์พระเจดีย์ยืนกรำแดด กรำฝน กรำลม ถูกโหมกระหน่ำชั่วนาตาปี จนหม่นหมอง ไม่มีรัศมีราศี นายสุรอรรถ ทองนิรมล ประธานวุฒิอาสาธนาคารสมอง จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมกรรมการวุฒิอาสาได้ร่วมประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่ของสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เพื่อหาแนวทางหาเงินมาซ่อมแซมโดยประสานงานไปที่มูลนิธิองค์พระสมุทรเจดีย์ เพื่อขอให้จัดสรรงบประมาณมาเพื่อดำเนินบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระสมุทรเจดีย์ ให้เป็นคู่บารมีเมืองสมุทรปราการ และศูนย์รวมแห่งจิตใจและวิญญาณของชาวปากน้ำ

ให้ดูเด่นสง่างาม และเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของจังหวัดสมุทรปราการตลอดไป

ผดุง จิตเจือจุน
วุฒิอาสาธนาคารสมองจังหวัดสมุทรปราการ