เดินหน้าชน : เกมของ‘ก้าวไกล’ โดย เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

17.07.23 | 13:11 น.

นัดกันอีกครั้ง วันที่ 19 กรกฎาคมนี้ การประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อแคนดิเดต
เป็นความต่อเนื่องและความพยายามหนที่สองของพรรคก้าวไกลจะดัน “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ไปให้สุด ปักหมุดต้องได้อย่างน้อย 375 เสียง (ส.ว.ลาออก 1 คน)

ช่วงเวลาที่มีอยู่ไม่ได้มากมายพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ส.ว.ส่วนใหญ่ ยังยืนพื้นแสดงท่าทีของตัวเองอย่างเด่นชัด ทั้ง “ไม่เห็นชอบ” และ “งดออกเสียง” จะโชว์ให้เห็นอีกครั้งในรอบสอง พร้อมกับกระแส ส.ว.จะออกโรงงัดกฎระเบียบข้อที่ 41 ของการประชุมรัฐสภา ห้ามเสนอญัตติซ้ำเข้ามาเด็ดขาด เป็นการปิดประตูมิให้มีการเสนอชื่อพิธาแบบเดี่ยวๆ ได้อีกเหมือน 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา

แต่จะเป็นญัตติใหม่ทันที ถ้ามีการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีรายอื่นขึ้นมา ทำให้ภาพของ “ลุง” คนหนึ่งปรากฏขึ้นมาทันที

เรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่เพียงคนของพรรคก้าวไกลจะรู้ทัน ประชาชนคนไทยก็รู้เท่าทัน พรรคร่วมรัฐบาลก็รู้เหมือนกัน

วันนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ผลจากการโหวตไม่เห็นชอบและงดออกเสียงของ ส.ส.และ ส.ว.หนล่าสุด โดยเฉพาะ ส.ว.ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ทั้งเสียงหนุนและเสียงไม่เห็นด้วย

Advertisement

เรื่องของการเมืองกับการรับรู้ข่าวสารอย่างรวดเร็วของประชาชน กลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันของคนทุกอาชีพไปแล้ว ต่างมีข้อมูลและชุดความเข้าใจต่อสถานการณ์อย่างดี

หลายคนถามต่อว่า ทำไมพรรคก้าวไกลเลือกที่จะผลักดันแก้ไขมาตรา 272 ที่อยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 ยื่นหนังสือให้ประธานรัฐสภา ในประเด็นตัดอำนาจ ส.ว.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว ทั้งที่รู้อยู่แล้ว โอกาสที่จะเดินหน้าไป จะถูกตีตกเหมือนก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งที่ใช้ความพยายามตรงนี้เพราะพรรคก้าวไกลยังเชื่อว่าอำนาจของประชาชนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดกว่าอำนาจของ ส.ว. ดังนั้น ประชาชนควรเป็นคนเลือกนายกฯที่ใช่ เหมือนที่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งมาก่อนหน้านี้ ผลลัพธ์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ขณะที่มุมมองของ ส.ว.อ้างถึงความชอบธรรมของตัวเองในการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน ก็เดินอยู่บนเส้นทางกติกาทุกอย่าง แต่ก็มิวายที่จะถูกย้อนศรไปเมื่อคราวตั้งรัฐบาลปี 2562 ส.ว.ตัวตึงทั้งหลายในวันนี้เคยบอกไว้วันนั้นว่า จะโหวตสนับสนุนบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรครวมเสียงข้างมาก

เมื่อทุกอย่างดูผิดเพี้ยนไปหมด จะด้วยเหตุผลที่จะไม่สนับสนุนแคนดิเดตที่มาจากการเลือกตั้งที่ประชาชนเทให้เป็นอันดับ 1 ทาง ส.ว.ก็ควรจะเข้าใจเสียงของประชาชนด้วย เพื่อเป็นหลักในการพิจารณามากกว่าจะปล่อยให้เกิดพวกมากลากไป

ยิ่งหลังจากเสร็จสิ้นการโหวตเลือกนายกฯรอบแรก พิธาได้มา 324 เสียง ไม่เพียงพอที่จะได้นั่งนายกฯ แต่ก็โพสต์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้” พร้อมเดินหน้าวางแผนยุทธศาสตร์รวบรวมเสียงกันใหม่

พิธา บอกว่า เป็นเกียรติสูงสุดของชีวิตที่ได้รับการเสนอชื่อโดยสภาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประชาชน ต้องขอขอบคุณทั้ง 324 เสียงที่ให้ความไว้วางใจ รวมถึง 13 เสียงของวุฒิสภาที่กล้าหาญท่ามกลางความกดดันสารพัด ขอกำลังใจให้ความแน่วแน่ของพวกเราด้วยครับ

ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสเหมือนกันว่า มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่พรรคก้าวไกลจะพลิกไปทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล แม้จะพูดกันข้ามช็อต แต่นักข่าวก็เอาไปถาม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แล้ว กรณีการเปิดดีลข้ามขั้วเช่นนี้

เป็นคำถามแสลงสำหรับพรรคเพื่อไทย หมอชลน่านตอบว่าพรรคเพื่อไทยยังยึดมั่นเจตนารมณ์ของประชาชนในการจับมือพรรคก้าวไกล จนกว่าจะมีข้อสรุประหว่างเพื่อไทย-ก้าวไกล หรือ 8 พรรคร่วม ความเป็นไปได้ที่ก้าวไกลจะพลิกไปเป็นฝ่านค้าน ไม่อยากมองว่าเป็นไปได้ หรือไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยยังติดเงื่อนไขต้องพูดคุยกัน จะด่วนสรุปไม่ได้

ว่ากันอย่างนี้ ต้องตามเรื่องจริงกันต่อไปหลังจบโหวตรอบสอง