คุณภาพการศึกษาไทยกับความหวังที่ยังไม่สิ้นหวัง
ในฐานะที่เคยมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย หลักสูตรและการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ประเทศในตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 ถึง พ.ศ.2564 และในปีต่อมาคือปี พ.ศ.2561 ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ขณะนั้น ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) คุรุสภา เพื่อกำกับดูแลเกี่ยวกับมาตรฐานวิชาชีพควบคุม จรรยาบรรณ วิชาชีพ การยกย่องวิชาชีพและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพควบคุมตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 และในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) นั้นก็มีฐานะเป็นคณะกรรมการของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) โดยตำแหน่งอีกด้วย และได้มีโอกาสทำหน้าที่รักษาการประธานคณะกรรมการ (สมศ.) ในปี พ.ศ.2564 ถึง พ.ศ.2565 ถือได้ว่าเป็นคนแรกที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องการศึกษาในเวลาเดียวกันถึง 3 องค์การหลักของประเทศ คือ กำกับดูแลนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐาน นโยบายการผลิตครูและกำกับดูแลวิชาชีพควบคุม รวมทั้งนโยบายการประเมินคุณภาพการศึกษาของประเทศ ทำให้สามารถเชื่อมโยงและบูรณาการในการ ปฏิบัติงานและพัฒนาในส่วนที่ต้องเกี่ยวข้องกันได้เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ซึ่งมุมมองและแนวคิดที่ผมจะเสนอ ต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้และตั้งข้อสังเกตจากการเข้ามามีส่วนร่วมฐานะผู้รับผิดชอบในตำแหน่งที่ผม ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงหลักการคิด แนวทางปรับเปลี่ยนกรอบแนวคิด ใหม่ๆ ของผู้บริหารการศึกษาทั้งระดับกระทรวงศึกษาธิการ ระดับจังหวัด ระดับพื้นที่การศึกษาจนถึงระดับ สถานศึกษา อันจะมีผลกระทบให้เกิดโมเมนตัม (Momentum) ของการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงและรวดเร็วขึ้น
เมื่อกล่าวถึงการจัดการศึกษาของประเทศไทยมักจะให้ความสนใจเกี่ยวกับประเด็นหลักๆ สำคัญ
ใน 3 ประเด็นคือ 1.การเข้าถึงการศึกษาของประชากรวัยเรียน 2.คุณภาพการศึกษา และ 3.ประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ การจัดการศึกษาของประเทศในอดีตที่ผ่านมาทำได้ผลดีมากในเรื่องการเข้าถึงการศึกษาของประชากรวัยเรียน มีสถานศึกษาระดับประถมศึกษากระจายทั่วถึงทุกตำบล สถิติปีการศึกษา 2563 ผู้เรียนระดับประถมศึกษาตามเกณฑ์อายุ 6-11 ปี มีถึงร้อยละ 99.93 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงการศึกษาไม่มีปัญหาใดๆ แต่สำหรับเรื่องคุณภาพการศึกษา ไม่ว่าจะผ่านมาแล้วกี่ปีก็ตาม แม้กระทั่งเกิดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่คาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาของประเทศให้ดีมีคุณภาพมาก ขึ้นแต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังแต่อย่างใด การเปลี่ยนแปลงจากอดีตที่ผ่านมาผู้เรียนได้รับประโยชน์จริงหรือ
การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบบริหาร หรือโครงสร้างการบริหาร มักจะมีกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเสมอตามลำดับความสำคัญ 5 กลุ่มคือ 1.ผู้เรียน 2.สังคม และชุมชน 3.ครูและบุคลากรการศึกษา 4.ผู้บริหารสถานศึกษา 5.ผู้อยู่ในตำแหน่งบริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของประเทศไทยที่ผ่านมากว่า 2 ทศวรรษ กลุ่มหลักซึ่งเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นผู้อยู่ในตำแหน่งบริหาร หรือผู้ที่มีโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น แต่ผลประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้เรียนในเรื่องคุณภาพการได้รับการศึกษากลับ ได้รับการดูแลท้ายสุดและผู้อยู่ในตำแหน่งก็ไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ ต่อผลการจัดการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ หรือไม่สามารถบริหารจัดการให้มีคุณภาพได้ ผลประโยชน์และตำแหน่งที่ครองอยู่ก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
เจตนารมณ์ของการออกพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ต้องการให้มีการกระจายอำนาจการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการชัดเจน ตามมาตรา 39 ที่กำหนดให้กระทรวงกระจายอำนาจบริหารและการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง หลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการมีขนาดเล็กลง ไม่ต้องมีกรมมากมายแบบอดีตถึง 14 กรม ให้ยุบรวมเหลือเพียง 5 แท่งตามที่ทราบกันดี แต่นับวันการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการยังคงรวมอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางเหมือนเดิม และจำนวนบุคลากรก็มิได้ลดลง เช่น สพฐ.มีหน่วยงานถึง 20 สำนัก เป็นหน่วยงานที่ถูกต้องตามโครงสร้างจริงๆ อาจจะเพียงครึ่งเดียว มีบุคลากรข้าราชการ และลูกจ้างปฏิบัติงานที่กระทรวงศึกษาธิการรวมแล้วมากกว่า 1,000 คน (ข้อมูลปี 2564) ทั้งๆ ที่ควรจะมีขนาดเล็กลง เป็นต้น อีกตัวอย่างหนึ่งคือการจัดพื้นที่บริการการศึกษาให้มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตาม พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ.2542 กำหนดให้การศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมและมัธยมศึกษาให้รวมกันอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน และจัดแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาครอบคลุมพื้นที่ให้บริการที่ไม่ได้อิงตามพื้นที่ของจังหวัด แต่อยู่มาไม่นานผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาก็เรียกร้องต้องการให้แยกเขตพื้นที่การศึกษาออกมาเป็นเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาต่างหากโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา และยังต้องการให้มีเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาครบทุกจังหวัดอีกทั้งๆ ที่บางจังหวัดมีสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาเพียงไม่กี่แห่ง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านมาแสดงให้เห็นได้ เชิงประจักษ์ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของประเทศไทยที่ผ่านมานั้นเกิดผลประโยชน์กับกลุ่มที่อยู่ในตำแหน่งมากกว่าผลประโยชน์ด้านคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนหรือแม้กระทั่งผลประโยชน์ที่จะเกิดแก่สังคม ชุมชนก็ยังดูห่างไกล การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่เกิดมาในอดีตมิได้เกี่ยวข้องกับการสร้างคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนแต่อย่างใด แต่มักจะเป็นการเรียกร้องเพื่อความก้าวหน้า โอกาสก้าวหน้าทางสถานภาพ ตำแหน่งต่างๆ ของกลุ่มผู้เรียกร้องที่นิยมใช้วิธีการระดมพลแต่งชุดดำมาที่สนามหญ้าหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ผมยังไม่เคยเห็นกลุ่มผู้เรียกร้องที่แต่งชุดดำออกมาเรียกร้องให้ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนแต่อย่างใด ไม่เคยเห็นการเรียกร้องให้ย้ายผู้บริหารที่ไม่มีคุณภาพออกจากสถานศึกษา และหากไม่มีความสามารถในการบริหารต้องไม่ให้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาอีก เห็นแต่อ้าง เพื่อคุณภาพการศึกษา เพื่อขวัญกำลังใจของผู้อยู่ในตำแหน่ง แต่ไม่ได้พูดถึงขวัญกำลังใจผู้เรียนที่ต้องทนกับสภาพการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารที่ไร้ฝีมือ การอ้างว่าเพื่อคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนมักเป็นเพียงวาทกรรมที่ใช้กล่าวอ้างเท่านั้น ขาดการแสดงออกให้เห็นเป็นพฤติกรรมที่มีความมุ่งมั่นต่อเนื่องอย่างจริงจัง
คุณภาพการศึกษาเกิดขึ้นได้อย่างไร
การที่ผู้เรียนจะได้รับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพการหรือไม่ ในความคิดของผมย่อมขึ้นกับคุณภาพของสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยคุณภาพทั้ง 8 ประการดังนี้คือ
1.คุณภาพผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องมีประสบการณ์ ผ่านการปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้ากลุ่มสาระ และต้องเคยปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสถานศึกษามาก่อน มีภาวะผู้นำการบริหารและสามารถเป็นผู้นำทางวิชาการ (Instructional Leadership) ได้อย่างแท้จริง
2.คุณภาพครูและบุคลากรการศึกษาที่ต้องได้รับการส่งเสริม พัฒนาวิชาชีพและสร้างสถานศึกษาให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC: School as Learning Community) มีการจัดการความรู้ของสถานศึกษา เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของครูและบุคลากรการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
3.คุณภาพหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะผู้เรียนว่าต้องทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ต้องเรียนวิชาอะไรถึงจะจบการศึกษา และต้องมีกระบวนการวัดประเมินผลการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ใช่วัดแต่ความจำของผู้เรียนแต่ต้องวัดสมรรถนะหลากหลายและการประยุกต์ใช้
4.คุณภาพผู้เรียนทั้งผลลัพธ์และผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ สมรรถนะ ทักษะการเรียนรู้ การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ต้องเป็นไปตามเป้าหมายผลลัพธ์การศึกษาของชาติคือผู้เรียนรู้ ผู้ร่วมสร้างนวัตกรรมหรือนวัตกร และเป็นพลเมืองเข้มแข็ง
5.คุณภาพอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย (Safety and Healthy Environment) เช่น การจัดทำแผนบำรุงรักษาอาคารสถานที่มีกำหนดช่วงเวลาชัดเจนเช่น ทุก 3 ปี และการตรวจสอบสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จัดให้กับผู้เรียน ครู บุคลากรการศึกษาทุกภาคเรียน เป็นต้น
6.คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ICT และเทคโนโลยีดิจิทัลที่สนับสนุนการบริหารสถานศึกษา การจัดการเรียน การสอนของครู และการนำตนเองในการเรียนรู้ของผู้เรียนให้สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้โดยสะดวก เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ตลอดจนการเรียนรู้ของครู และบุคลากรการศึกษาของสถานศึกษา
7.คุณภาพการบริหารจัดการสถานศึกษาทั้งการบริหารงบประมาณ การเงิน ทรัพยากรบุคคล กิจการ นักเรียน การบริหารทั่วไปและการให้บริการของสถานศึกษาแก่ผู้เกี่ยวข้อง
8.คุณภาพการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน การสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง เครือข่ายสหวิชาชีพในชุมชนเพื่อสนับสนุน ช่วยเหลือ พัฒนางานของสถานศึกษาในแต่ละด้าน
สถานศึกษาในอนาคตควรเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามความคาดหวังของสังคมและต้องมีความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุนมนุษย์ให้แก่ชุมชนได้ด้วย บทบาทสถานศึกษาในอนาคตต้องรับผิดชอบต่อชุมชน และจะมีผลให้ชุมชนมีส่วนรับผิดชอบต่อสถานศึกษาเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การเปิดห้องสมุดสถานศึกษาให้ชุมชนเข้ามาใช้ได้ในวันหยุด เปิดห้องคอมพิวเตอร์ให้ชุมชนสามารถมาใช้ได้ตามโอกาสอันควร
โดยมีครูหรือบุคลากรการศึกษาของสถานศึกษาช่วยดูแลแนะนำ เรียกเป็นการขึ้นเวรให้บริการชุมชน ไม่ใช่ขึ้นเวรเฝ้าสถานศึกษา หรือแม้กระทั่งการเปิดระบบอินเตอร์เน็ตให้ชุมชนรอบสถานศึกษาได้เข้าถึง สามารถลงทะเบียนตัวตนได้และให้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ฟรี 2 ชั่วโมงในแต่ละครั้งหลังเวลาเลิกสถานศึกษาและวันหยุดของสถานศึกษา เนื่องจากสถานศึกษาชำระค่าบริการอินเตอร์เน็ตเป็นรายเดือนอยู่แล้วการเปิดให้ชุมชนรอบสถานศึกษาได้ใช้ฟรีในเวลาที่กำหนดก็ไม่ได้เพิ่มรายจ่ายแต่อย่างใด
แต่เป็นการสร้างควาสัมพันธ์และความผูกพันระหว่างชุมชนกับสถานศึกษาที่น่าจะส่งผลดีต่อสถานศึกษา และสถานศึกษาก็สามารถประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสถานศึกษาผ่านระบบดังกล่าวให้ชุมชนได้ทราบทุกครั้งที่ชุมชนใช้อินเตอร์เน็ตของสถานศึกษา เป็นต้น
กระทรวงศึกษาธิการศูนย์กลางอำนาจที่เป็นอุปสรรค
ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
อ้างอิงหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จะเห็นได้ว่าการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยต้องการผู้บริหารที่เข้าใจชุมชน สามารถเข้าถึงชุมชน และนำการพัฒนาได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของชุมชนได้ แต่ที่ผ่านมาส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีอำนาจโยกย้ายผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาได้ทั่วประเทศ ตัวอย่าง เคยมีการโยกย้ายผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาจากภาคอีสานเข้ามาเป็นผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาใน กทม. หรือสับเปลี่ยนระหว่างภูมิภาคอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ กว่าจะสร้างความคุ้นเคยกับความเป็นอยู่อย่างเข้าใจ เข้าถึงวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนก็ใช้เวลาพอสมควร ทำให้เสียโอกาสพัฒนาของสถานศึกษาโดยใช่เหตุ ยิ่งการแต่งตั้งโยกย้ายที่ได้มาจากการวิ่งเต้นเส้นสายมากกว่าความรู้ความสามารถ โดยมักจะอ้างการใช้รูปแบบที่รองรับอำนาจการตัดสินใจจากส่วนกลางว่ามีความเหมาะสมทั้งๆ ที่เบื้องหลังที่แท้จริงในบางครั้งคือการวิ่งเต้นใช้เส้นสายบารมีของผู้มีอำนาจ
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องกระจายอำนาจการบริหารจัดการศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 39 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แม้ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ยังไม่ประกาศใช้ แต่ภายใต้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ฉบับปัจจุบัน ประกอบกับคำสั่ง คสช.19/2560 การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ก็น่าจะใช้เป็นหลักการในการกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางให้จังหวัดที่มีความพร้อม ซึ่งอาจจะเห็นภาพการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลัก เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับและมีปริมาณสถานศึกษาในสังกัดของรัฐทั่วประเทศถึง 30,000 แห่งเศษ
ขณะที่อาชีวศึกษาในสังกัดของรัฐทั่วประเทศมีไม่ถึง 500 แห่ง ซึ่งขอเสนอแนวคิดการเปลี่ยนแปลงในบางประเด็นที่คิดว่าสามารถช่วยให้มีความหวังที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาได้พอสมควร
การเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุน
การยกระดับคุณภาพการศึกษา
1.จังหวัดกำหนดนโยบายและมีอำนาจตัดสินใจการจัดการศึกษาของจังหวัด
กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หรือสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่า สำนักงานที่มีชื่อเรียกอื่นๆ จะต้องกระจายอำนาจการบริหาร การตัดสินใจดำเนินการที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้จังหวัดที่มีความพร้อมรับผิดชอบดำเนินการเองทั้งหมด กระทรวงศึกษาธิการจะมีหน้าที่เพียงการกำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายการจัดการศึกษาของรัฐบาล และของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลักเท่านั้น โดยให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาจังหวัด คัดเลือกโดยมีคณะกรรมการสรรหาที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการนโยบาย การศึกษาจังหวัดมีหน้าที่รับผิดชอบการกำหนดนโยบาย ทิศทางการจัดการศึกษาทุกระดับของจังหวัด (ยกเว้นระดับอุดมศึกษา) งบประมาณการศึกษา หลักสูตรสถานศึกษา อัตรากำลังคนด้านการศึกษา และความก้าวหน้าวิชาชีพของผู้บริหาร ครู บุคลากรการศึกษาทุกประเภทของจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานมีองค์ประกอบคณะกรรมการที่มาจาก 3 ส่วนอย่างละเท่าๆ กันคือ 1.ผู้ทรงคุณวุฒิ สภาหอการค้าจังหวัดและภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัด 2.ผู้บริหารสถานศึกษาของรัฐ 3.ผู้บริหารสถานศึกษาของเอกชน เป็นคณะกรรมการ และมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ
คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด จะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นคณะกรรมการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ ทิศทางการจัดการศึกษาของจังหวัด การสนับสนุนการศึกษาทุกประเภท ทุกระดับตามนโยบายของ คณะกรรมการนโยบายการศึกษาจังหวัด ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ต้องปรับเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะกรรมการใหม่ให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการ และให้ผู้อำนวยการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเป็นเลขานุการเขตพื้นที่การศึกษารับผิดชอบติดตามกำกับ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาทุกระดับทุกประเภททั้งของรัฐและเอกชน (ยกเว้นระดับอุดมศึกษา) ขึ้นตรงต่อสำนักงานคณะกรรมการศึกษาจังหวัดไม่ขึ้นตรงต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) หรือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แบบที่เคยเป็น
แต่จะเปลี่ยนใช้ชื่อ เขตพื้นที่การศึกษา 1 เขตพื้นที่การศึกษา 2 และเขตพื้นที่การศึกษา 3, 4 ในแต่ละจังหวัดจะมีจำนวนเขตพื้นที่การศึกษามากน้อยก็ขึ้นกับปริมาณจำนวนสถานศึกษา การดูแลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาต้องดูแล ทั้งระดับประถม มัธยมศึกษา อาชีวศึกษาและการศึกษานอกระบบ
นั่นหมายถึงการเลิกใช้ชื่อเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา หรือเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา แต่ให้เขตพื้นที่การศึกษาได้ดูแลการศึกษาของจังหวัดจริงๆ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบการนิเทศการศึกษา การกำกับดูแล สนับสนุน ส่งเสริมคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งของรัฐและเอกชน อาชีวศึกษาทุกสังกัด รวมทั้งการศึกษานอกระบบทุกประเภท ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ซึ่งมีศึกษาธิการศึกษาจังหวัดเป็นผู้บริหาร กำกับ ติดตาม ควบคุม ดูแล และต้องรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการนโยบายการศึกษาจังหวัดเป็นระยะๆ ตามกำหนด
สถานศึกษาที่จัดการศึกษาปฐมวัย การศึกษาพื้นฐาน อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบทุกประเภท สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัด ต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุน ประเมิน คุณภาพการจัดการศึกษาโดยเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด
โครงสร้างการบริหารที่เสนอมานี้เน้นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางอย่างแท้จริง บทบาท กระทรวงศึกษาธิการจะมีหน้าที่กำกับ ติดตาม ประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศตามแนวทางที่สภาการศึกษา (อาจจะเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติตามร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่) กำหนด หรือตามนโยบายของรัฐบาล ความรับผิดชอบการบริหารจัดการคุณภาพการศึกษา ต้องเป็นความรับผิดชอบของแต่ละจังหวัด ไม่ใช่บริหารจากส่วนกลางแบบในอดีตอีกต่อไป จังหวัดต้องมีอิสระทางการบริหารวิชาการ งบประมาณ บุคลากร เพื่อการจัดการศึกษาของจังหวัดโดยเฉพาะ งบประมาณการศึกษาต้องจัดสรรให้จังหวัดตรงถึงสถานศึกษา ไม่ใช่จัดสรรให้กระทรวงศึกษาธิการ แล้วกรองส่งต่อให้สถานศึกษาซึ่งอาจจะไม่ทราบความต้องการจำเป็นที่แท้จริงของสถานศึกษาได้ดีเท่าคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด
การปรับเปลี่ยนตามแนวคิดนี้สามารถใช้ข้อมูลและผลการดำเนินงาน ของสถานศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 มาประกอบการพิจารณาเพื่อความรอบคอบในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวนี้
2.กระจายอำนาจการบริหารทรัพยากรบุคคลทางการศึกษา
การกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคลตั้งแต่การสรรหา สอบคัดเลือก บรรจุ แต่งตั้งให้เป็นอำนาจความรับผิดชอบของคณะกรรมการการศึกษาของแต่ละจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีหน้าที่หลักในการกำหนดคุณสมบัติทั่วไปเพื่อการบรรจุแต่งตั้ง หลักเกณฑ์ วิธีการ ส่งเสริมความก้าวหน้าในวิชาชีพ ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ประเภทวิทยฐานะ ค่าตอบแทนของผู้บริหาร ครู บุคลากร การศึกษาตามวิทยฐานะ หลักเกณฑ์เข้าสู่ตำแหน่ง/วิทยฐานะ วิธีการประเมินเพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง/วิทยฐานะ ตลอดจนเรื่องวินัย คุณธรรม จริยธรรม ของผู้บริหาร ครูและบุคลากรการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางให้ คณะกรรมการการศึกษาของจังหวัดนำไปเป็นแนวปฏิบัติ
หมายความว่าการสอบบรรจุครูใหม่ อัตราที่ต้องการจำนวนที่จะบรรจุได้ การโยกย้ายแต่งตั้งผู้บริหาร ครูและบุคลากรการศึกษาในแต่ละเขต พื้นที่การศึกษา หรือการพิจารณาผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครูและบุคลากรการศึกษาเป็นอำนาจ ของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดที่จะรับผิดชอบบริหารจัดการ ดำเนินการเองได้ภายใต้กรอบกฎหมาย ข้อบังคับ หรือประกาศที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ซึ่งงบประมาณสำหรับการเพิ่มเงินเดือน ของครูแต่ละจังหวัดก็สามารถเพิ่มพิเศษ (Top up) จากงบประมาณของท้องถิ่นเองได้ ซึ่งสามารถนำระบบภาษีการศึกษามาใช้เพื่อการจัดบริการการศึกษาของแต่ละจังหวัดและท้องถิ่นได้
รวมถึงการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มพิเศษสำหรับค่าตอบแทนวิทยฐานะของครูและบุคลากรทางการศึกษาของจังหวัดเองได้เช่นกัน เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดนนทบุรี หรือจังหวัดอื่นๆ ที่มีฐานะงบประมาณพร้อมก็อาจจะเพิ่มเงินพิเศษ Top up สำหรับครู วิชาเอกเฉพาะเคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ฯลฯ ที่หายากอีกคนละ 1,500 บาทต่อเดือน หรือ 1,000 บาท สำหรับครูวิชาเอกอื่นๆ ทั่วไป ถ้าสามารถทำได้นอกจากจะมีผลให้เงินเดือนครูใหม่สามารถจูงใจครูได้มากขึ้น และยังมีผลจูงใจให้มีผู้สนใจเรียนวิชาเอกในสาขาวิชาเฉพาะที่เรียนยากกว่าวิชาเอกทั่วไปมากขึ้นและอาจจะช่วยแก้ปัญหา การขาดแคลนครูวิชาเอกที่หายากเหล่านี้ได้อีกด้วย
ผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือครูอาจจะขอโยกย้ายน้อยลง เพราะการโยกย้ายไปจังหวัดอื่นจะได้รับเฉพาะเงินเดือนตามอัตราเงินเดือนที่ได้รับอยู่เท่านั้น การจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษ Top up นี้ต้องพิจารณาอุดหนุนครูสถานศึกษาเอกชนด้วย ส่วนเรื่องวิทยฐานะของครู ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรการศึกษาที่เป็นข้าราชการก็ให้เป็นกระบวนการและอำนาจการพิจารณาของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ดำเนินงานภายใต้ประกาศข้อบังคับที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)
ดังนั้นในอนาคตบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของศึกษาธิการจังหวัด จะสำคัญมากต้องได้นักบริหารมืออาชีพมีประสบการณ์และสมรรถนะสูงทางการบริหารการศึกษา อีกทั้งต้องรับผิดชอบต่อผลการ จัดการศึกษาของจังหวัดด้วย ผมจึงขอเสนอดังนี้
ศึกษาธิการจังหวัด ไม่สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการแบบอดีตและไม่ใช่ข้าราชการเป็นผู้บริหารการศึกษากลุ่มแรกที่ควรจะพิจารณาแนวทางให้ออกนอกระบบราชการให้มีฐานะเป็น พนักงานราชการ มีค่าตอบแทนที่สูงในอัตราไม่ต่ำกว่าเดือนละ 150,000 บาทและสวัสดิการอื่นๆ ตาม เงื่อนไขสัญญาการจ้าง เช่น กำหนดอายุไม่น้อยกว่า 40 ปี ต้องมีประสบการณ์บริหารการศึกษาหรือบริหาร สถานศึกษารวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี มีผลงานเชิงประจักษ์ชัดเจน ต้องมีสมรรถนะภาษาอังกฤษ สมรรถนะดิจิทัล ระดับใด เป็นต้น
โดยต้องทำสัญญาจ้างในตำแหน่งนักบริหาร มีวาระคราวละ 4 ปี สามารถทำสัญญาได้ไม่เกิน 2 วาระ (รวมแล้วไม่เกิน 8 ปี เพื่อให้เกิดการสับเปลี่ยน และได้ผู้บริหารที่มีแนวคิดใหม่ๆ ในตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัดอยู่เสมอ) ภายใต้เงื่อนไขการจ้างและสวัสดิการที่กำหนดขึ้นนี้ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการศึกษาของจังหวัดตามที่คณะกรรมการนโยบายการศึกษาจังหวัดกำหนด หากไม่สามารถบริหารจัดการศึกษาของจังหวัดให้มีคุณภาพตามเป้าหมายที่ตกลงหรือลง นาม MOU ไว้ก็จะได้รับการบอกกล่าว ตักเตือน ให้ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่เห็นร่วมกัน และหากยังไม่สามารถบริหารให้ได้ตามที่กำหนด คณะกรรมการการศึกษาจังหวัดสามารถเลิกจ้างได้ก่อนครบกำหนดสัญญาว่าจ้าง วิธีการนี้จะทำให้ได้ศึกษาธิการจังหวัดที่เป็นนักบริหารมืออาชีพที่ต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพการศึกษาของจังหวัดจริงๆ ไม่ใช่เป็นข้าราชการแบบอดีตที่ไม่ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพการแต่อย่างใดเลย
ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ไม่ใช่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แบบอดีตอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของศึกษาธิการจังหวัด ยังมีฐานะเป็นข้าราชการอยู่ แต่ต้องมีระบบประเมินผลการปฏิบัติงานที่ต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพ การจัดการศึกษาของสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาที่รับผิดชอบอยู่ สามารถได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายได้โดยคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด ในอนาคตสำหรับจังหวัดที่มีความพร้อมอาจจะพิจารณาให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาออกนอกระบบราชการได้เช่นกัน ให้มีอัตราเงินเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 120,000 บาทและสวัสดิการอื่นๆ ตามเงื่อนไข เช่น กำหนดอายุไม่น้อยกว่า 35 ปี ต้องมีประสบการณ์เคยเป็นครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษารวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี มีผลงานเชิงประจักษ์ชัดเจน
เช่นเดียวกัน ต้องมีสมรรถนะภาษาอังกฤษ สมรรถนะดิจิทัล ระดับใด เป็นต้น โดยต้องทำสัญญาจ้างในตำแหน่งนักบริหาร มีวาระคราวละ 4 ปี สามารถทำสัญญาจ้างได้ไม่เกิน 2 วาระเช่นกัน วิธีการนี้จะเปิด โอกาสให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษาของภาคเอกชนที่มีสมรรถนะความรู้
ความสามารถสูง มีความเป็นมืออาชีพเข้าสู่กระบวนการสรรหาคัดเลือกให้เข้ามารับตำแหน่งได้ ซึ่งจะเป็นคุณประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพของจังหวัด
ศึกษานิเทศก์ให้มีหน่วยงานนิเทศการศึกษาในระดับจังหวัดเท่านั้นทำหน้าที่เป็น Regulator ที่คอยติดตาม กำกับ ดูแล สนับสนุน ตรวจสอบประเมินการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาของจังหวัด เนื่องจากเขตพื้นที่การศึกษาเป็นเสมือน Operator ผู้ปฏิบัติ หากให้มีหน่วยศึกษานิเทศก์ซึ่งเป็น Regulator สังกัดเขตพื้นที่การศึกษาด้วย ถือเป็นความสิ้นเปลืองซ้ำซ้อนและขัดกับ หลักการสำคัญที่ต้องไม่ให้ผู้ปฏิบัติและผู้กำกับติดตามประเมินอยู่ในสังกัดระดับเดียวกัน
ซึ่งในอนาคตคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด สามารถพิจารณาจ้างศึกษานิเทศก์ ครู หรือผู้บริหารสถานศึกษาที่เกษียณอายุราชการแต่มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถเชิงประจักษ์ชัดเจนมาทำหน้าที่ศึกษานิเทศก์ของจังหวัดก็ได้ โดยสามารถขอยกเว้นใบประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์สำหรับผู้ที่ไม่มีได้ เป็นกรณีๆ ไป
ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรการศึกษา มีสถานะเป็นข้าราชการไม่เปลี่ยนแปลงสิทธิประโยชน์ใดๆ อันพึงมีพึงได้แต่การบรรจุ โยกย้าย แต่งตั้ง ตลอดจนการได้รับหรือการเลื่อนวิทยฐานะต่างๆ เป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ของแต่ละจังหวัด การปฏิบัติหน้าที่ครูและบุคลากรการศึกษาอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งผู้อำนวยการสถานศึกษาก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ความก้าวหน้าในวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรการศึกษาขึ้นกับการพิจารณาและสิ้นสุดที่ระดับจังหวัดเท่านั้น
ไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) แบบอดีต เนื่องจากปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนมาก อยู่ในภูมิภาค จังหวัดต่างๆ อย่างเพียงพอและมีความพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจนี้ของจังหวัดได้
3.ความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณของสถานศึกษา
การจัดสรรงบประมาณของสถานศึกษาของรัฐนอกจากพิจารณาการจัดสรรตามยุทธศาสตร์ชาติแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความคล่องตัวในการใช้งบประมาณของสถานศึกษาเป็นสำคัญด้วย ไม่ควรยึดการจัดสรรตามรายการ (Categorical Grants) แบบเดิมๆ คือจัดสรรงบประมาณตามรายการและจะต้องใช้จ่ายตามรายการที่ขออนุมัติเท่านั้น หากสถานศึกษาประสบปัญหาเฉพาะหน้าและมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณ แต่ไม่อยู่ในรายการที่อนุมัติก็ไม่สามารถใช้ได้ หรือมีขั้นตอนดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงการใช้งบประมาณที่มากมายหลายขั้นตอนทำให้เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษามาก ควรปรับเปลี่ยนงบประมาณที่จะจัดสรรให้สถานศึกษาเป็นงบก้อนแบบล่ำซำ (Block Grants) ซึ่งสถานศึกษามีอิสระ คล่องตัวและมีความยืดหยุ่นมากกว่า และสามารถตัดสินใจที่จะใช้งบประมาณได้เอง ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณกว้างๆ ที่กำหนดมา ซึ่งไม่ตายตัวแบบงบตามรายการ เช่น อาจจะนำงบประมาณที่ขอตามรายการมารวมเป็นกลุ่มก้อน ได้แก่ งบส่งเสริมและพัฒนาวิชาการ งบพัฒนา ทรัพยากรบุคคล งบพัฒนาอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม งบพัฒนาผู้เรียน เป็นต้น
เพื่อให้เห็นภาพรวมงบประมาณของสถานศึกษาทั้งหมดและให้อิสระสถานศึกษามีความยืดหยุ่นในการบริหาร งบประมาณสถานศึกษาสามารถโยกย้ายใช้งบประมาณจากแต่ละงบได้ แต่ต้องไม่เกินวงเงินรวมที่ได้รับอนุมัติในแต่ละปีงบประมาณ
ในกรณีที่สถานศึกษาจำเป็นต้องขอเปลี่ยนแปลงการใช้งบประมาณหรือกรอบวงเงินใดๆ ให้เสนอผ่านเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อขออนุมัติต่อคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดและถือเป็นที่สิ้นสุด โดยไม่ต้องให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หรือสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่า สำนักงานที่มีชื่อเรียกอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้อนุมัติแบบอดีต และหากสถานศึกษาของรัฐทุกสังกัดมีงบประมาณเหลือจ่าย หรือใช้งบประมาณไม่ทันในแต่ละปีงบประมาณก็ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการการศึกษาจังหวัดเป็นผู้พิจารณาเช่นกัน ไม่ใช่การรวบอำนาจอนุมัติใช้จ่ายมาที่ส่วนกลางแบบในอดีตอีกต่อไป
สรุปท้ายที่สุดนี้ผมมีความคิดเห็นว่าการจัดการศึกษาของประเทศไทยปัจจุบันนี้เรากำลังเผชิญ กับภัยคุกคามใหม่ๆ (New Threats) โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ว่าจะเป็น AI หรือ ChatGPT ล้วนมีผลให้เกิดวิถีปกติใหม่ (New Normal) ในการบริหารการศึกษา ตลอดจนการจัดการเรียนการสอนในทุกระดับการศึกษาของประเทศ
ซึ่งการเผชิญกับภัยคุกคามแบบใหม่ๆ ที่ว่ามานี้เราต้องมีกลยุทธ์ใหม่ๆ (New Strategies) ที่พร้อมจะรับมือกับภัยคุกคามแบบใหม่ๆ เช่นกัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ใช้มานาน กว่า 24 ปี สมควรที่จะต้องปรับเปลี่ยนแล้ว และหากการปรับเปลี่ยนใหม่ๆ ที่มีช่องทางสามารถกระทำได้ ด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศ หรือข้อบังคับของกระทรวงศึกษาธิการ ก็สมควรจะรีบดำเนินการ แม้ว่ายังใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ฉบับเดิมอยู่ ผมว่ามีช่องทางทำได้เสมอหากคิดจะทำอย่าปล่อยให้เยาวชนไทยเสียโอกาสที่จะได้รับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่มีต้นเหตุมาจากการแก่งแย่งอำนาจบริหาร หรือตำแหน่งหน้าที่หรือการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้บริหาร คุณภาพ การศึกษาของประเทศไทยในอดีตเคยอยู่แนวหน้าของกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ แต่ปัจจุบันนี้ คุณภาพการศึกษาของประเทศไทยอยู่อันดับที่ใกล้รั้งท้ายแล้วครับ ไม่ต้องกล่าวถึงเวียดนามที่ติดอันดับ โลกในการสอบ PISA ไปหลายปีแล้ว ไม่ต้องกล่าวถึงสมรรถนะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาสากลของโลกไปแล้ว เยาวชนไทยก็อยู่รั้งท้ายตลอดเสมอมา
แล้วเราจะสร้างศักยภาพการแข่งขันให้กับเยาวชนไทยใน อนาคตได้อย่างไรหากยังคิดแบบเดิมๆ ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิมๆ ในสถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม ความหวังยังมีเสมอสำหรับคนที่ยังไม่สิ้นหวัง ท่านต้องเปลี่ยนก่อนที่จะถูกเปลี่ยนครับ

