สังคมกำลังวิจารณ์การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ หลี่ เฉียง ว่าไม่เหมาะสมและขัดต่อประเพณีนิยมของจีน เพราะมีความละอ่อนทางด้านเศรษฐกิจและยังไม่เคยผ่านงานรองนายกรัฐมนตรีมาก่อน
สังคมมองว่า รองนายกรัฐมนตรี หู ชุนหัว คือผู้ที่มีความเหมาะสมมาสืบทอดตำแหน่ง เหตุผลคือ เป็นรองมานาน 5 ปี สอดคล้องกับประเพณี ประสบการณ์ปัญญาความรู้เปี่ยม บรรเจิดในบริบทการเงินการคลัง เหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนแปรปรวนอยู่ขณะนี้
กระทั่งก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งที่ 20 เพียง 1 วัน ก็ยังไม่มีข่าวว่าผู้ใดจะได้ “เข้าวิน” ครั้นเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2022 การเลือกกรรมาธิการถาวรกรมการเมือง 7 คนเสร็จสิ้น สี จิ้นผิง นำคณะปรากฏตัวบนเวที “หลี่ เฉียง” เดินตามเป็นคนที่ 2 จึงเป็นการเฉลยในเชิงสัญลักษณ์
ส่วนชื่อของ “หู ชุนหัว” ซึ่งเป็นเต็งหนึ่งมาตลอด ก็หายเงียบไป เงียบแบบ “มิดอิ่มซิ่ม” ตามภาษาอีสานบ้านเรา เพราะชื่อหายไปจากคณะกรรมาธิการกรมการเมือง ชัดเจนยิ่งว่าถูกลมพัดออกจากสนามการเมือง
จากผลการประชุม 2 สภาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2023 “หลี่ เฉียง” ก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 8
จากรายชื่อ 6 กรรมาธิการถาวรกรมการเมือง เป็นที่ประจักษ์ว่า ล้วนเป็นพรรคพวกกลุ่มก๊วนของ “ตระกูลสี” สังคมตะวันตกจึงวิพากษ์ว่า เป็นผู้นำที่ลุแก่อำนาจ การไม่เคารพกติกา ย่อมถือเป็นการทำลายบรรทัดฐาน
“หลี่ เฉียง” ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นำมาซึ่งข้อครหานินทา เสียงนกเสียงกาดังขึ้นเป็นระยะ
ประวัติศาสตร์จีนบอกว่า นายกรัฐมนตรีทุกคนได้ผ่านงานรองนายกรัฐมนตรีมาแล้วทั้งนั้น ทั้งนี้ เพื่อนำประสบการณ์การมาเป็นพื้นฐานในการบริหารบ้านเมือง กรณี “หลี่ เฉียง” เป็นการข้ามขั้นตอน มิเคยทำงานเมืองหลวง อาศัยบารมี “นายใหญ่” กระโดดข้ามฝาก จึงกลายเป็นเรื่องตะลึงพรึงเพริดของสังคม
ตัดกลับมาที่ภูมิหลังของ “หลี่ เฉียง” สมัยเป็นวัยรุ่น มีอาชีพเป็นกรรมกร ต่อมาเข้าเรียนที่วิทยาลัยเครื่องจักรกลการเกษตร ณ บ้านเกิด มณฑลเจ้อเจียง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
ปี 1984 เป็นเลขานุการสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์เจ้อเจียง เพียงเวลาอันสั้น ก็ได้ย้ายเข้าสำนักงานข้าราชการมณฑลเจ้อเจียง โดยรับผิดชอบงานด้านการเกษตร
ปี 1992 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานฯ
ปี 2004 “หลี่ เฉียง” รับตำแหน่งเลขานุการสำนักงานพรรคมณฑลเจ้อเจียงในขณะที่ “สี จิ้นผิง” เป็นเลขาธิการพรรคมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง เพราะคนแรกเป็นคนท้องถิ่น คนหลังจากต่างถิ่น การบริหารงานจำเป็นต้องอาศัยคนที่ชำนาญพื้นที่ จึงเข้าทำนอง “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า”
นี่คือ “จุดเริ่มต้น” แห่งประวัติศาสตร์ “หลี่ เฉียง”ทำงานเข้าตา “นายใหญ่” ไม่ต้องพูดมาก มองหน้ารู้ใจ จากเพื่อนร่วมงานในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ได้พัฒนาเป็น “กัลยาณมิตร” และ “ศิษย์เอกเด็กในคาถา”
หลังจากปี 2012 “สี จิ้นผิง” ได้ขึ้นรับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่และประธานาธิบดี “หลี่ เฉียง” ได้รับอานิสงส์เลิศยิ่งกว่าใคร โดยได้เลื่อนตำแหน่งรวดเร็ว เป็นการเร่งสปีด เพื่อให้ทัน “flight 2023”
ปี 2016 ได้เลื่อนเป็นเลขาธิการพรรคมณฑลเจียงซู
ปี 2017-2022 ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการกรมการเมือง และเลขาธิการพรรคเซี่ยงไฮ้อีกหนึ่งตำแหน่ง เพื่อเตรียมตัว transit เข้าเมืองหลวงจองที่ “ทำเนียบจงหนานไห่”
ล่าสุด เดือนมีนาคม 2022 ที่นครเซี่ยงไฮ้ได้เกิดโควิด-19 รอบใหม่อย่างรุนแรง ถึงขั้นต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน และปิดเมืองเป็นเวลา 2 เดือนเศษ กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและเศรษฐกิจของเซี่ยงไฮ้ อย่างสาหัสสากรรจ์ ประชาชนลงถนนประณามหยามเหยียดและอนุมานว่าต้องล่วงตั้งแต่บัดนั้น
แต่ไม่ล่วงกลับรุ่ง เพราะเขาชื่อ “หลี่ เฉียง” ที่ “นายใหญ่” กำหนดให้อยู่ใน “กลุ่มสี” ตั้งแต่ฟ้าใกล้จะสาง
เส้นทางการเมืองของเขา ถ้าเป็นภาพยนตร์ “สี” คือผู้กำกับเรื่อง “จากกรรมกรสู่ทำเนียบจงหนานไห่”
จึงปฏิเสธมิได้ว่า “หลี่มีวันนี้เพราะสีให้”
ทว่า “หลี่ เฉียง” ก็เป็นคนที่มีความวิริยอุตสาหะ เป็นต้นว่า ระหว่างรับราชการ ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนของพรรค สำเร็จปริญญาโท เพื่อนำวุฒิการศึกษาไปประกอบการพิจารณาเพื่อเลื่อนตำแหน่ง
จาก “กรรมกร” ไต่เต้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ใฝ่หาความก้าวหน้าให้แก่ชีวิต
แม้การขึ้นแท่น “ทำเนียบจงหนานไห่” ขัดต่อประเพณีนิยมทางการเมือง แต่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
เพราะว่าอำนาจมิใช่มาจากการทำรัฐประหาร

