โปรดเกรงใจประชาชน อย่าอ้าง ‘ญัตติซ้ำ’ อย่า ‘งดออกเสียง’
ตามกระแสข่าวมีผู้กล่าวอ้าง “ข้อบังคับการประชุม” ไม่ให้เสนอญัตติซ้ำในการประชุมรัฐสภาทำให้อาจไม่สามารถเสนอชื่อ คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้อีกรอบนั้น
ผมเกรงว่าผู้กล่าวอ้างอาจแกล้งเข้าใจผิด เพราะ “ข้อบังคับการประชุม” ที่อ้างนั้นเป็นเรื่องของการควบคุมการประชุมเวลามีการเสนอญัตติทั่วไป และไม่อาจนำมาใช้กับกระบวนการที่กำหนดเฉพาะในระดับรัฐธรรมนูญ เช่น หากมีผู้เสนอญัตติให้อภิปรายเชิดชูระบอบเผด็จการ และมตินี้ถูกตีตกไปแล้ว ผู้ที่มีแก่นแกนเชิดชูเผด็จการจะมาเสนอญัตตินี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ได้ เป็นต้น
ส่วนสิ่งใดเป็นเรื่องกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ ก็จะมีการกำหนดไว้โดยเฉพาะ พิจารณาตัวอย่างจากสิ่งที่ถูกเรียกว่า “รัฐธรรมนูญ ปี’60” จะเห็นว่ามีกรณีที่กำหนดเฉพาะในระดับรัฐธรรมนูญในทางที่ให้สิทธิแก่สมาชิกสภา
เช่น มาตรา 151 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “มีสิทธิ” เข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ หรือมาตรา 152 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “ขอเปิดอภิปราย” ทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อสิทธิดังกล่าวเป็น “การให้สิทธิ” สำคัญในระดับรัฐธรรมนูญที่ต้องจัดวางให้สมดุลกับประสิทธิภาพและกาตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ มาตรา 154 จึงกำหนดต่อไปว่า “การเสนอญัตติ” ขอเปิดอภิปรายให้กระทำได้ปีละหนึ่งครั้ง หรืออีกตัวอย่างคือ “การเสนอญัตติ” ขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกำหนดกฎเกณฑ์เป็นการเฉพาะ
แต่กรณีที่อ้างถึง ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯตามมาตรา 272 นั้น เห็นได้ว่าไม่ใช่ “การใช้สิทธิ” หรือ “ขอ” หรือ “เสนอญัตติ” แต่เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนด “ให้ดำเนินการ” กล่าวคือเป็น “หน้าที่” อันต้องปฏิบัติ จึงไม่ใช่การเสนอญัตติที่อ้างว่าเสนอซ้ำไม่ได้ ตรงกันข้าม การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ อีกทั้งยังมีลำดับศักดิ์ระดับรัฐธรรมนูญ จะนำข้อบังคับลำดับรองมาตีความให้ขัดแย้งไม่ได้
ดังนั้น ขอให้เกรงใจประชาชน และดำเนินการเลือกนายกฯให้ลุล่วงไป มิเช่นนั้นผู้ขัดขวางอาจเป็นผู้ล้มล้างการปกครองทำผิดกฎหมายเสียเอง
ผมย้ำอีกครั้งว่า เราอยู่ในสภาพ “การเมืองกลืนกฎหมาย” หลังฝ่าย “อำนาจยึด” ได้ “ปลอมแปลงความชอบธรรม” สร้างสภาพบังคับมากดทับประชาชนไว้
ฝ่าย “อำนาจโยง” กำลังมีโอกาสสู้ให้กฎหมายถูกคายคืนกลับมากลมกลืนฟื้นคู่ไปกับกระบวนการทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม เราจะยึดอยู่กับเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้
โดยหลักการนายกฯ “ควรแต่ไม่ต้องเป็นคุณพิธา” สำคัญคือเป็นคนที่ประชาชนยอมรับผ่านสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
แน่นอนว่าหากไม่ใช่คุณพิธา คงฝืนใจคนจำนวนมาก แต่การเมืองเป็นเรื่องทั้งหลักการและจังหวะ ที่สู้ไปในกรอบกติกา หัวใจการเมืองสภาคือประชาชนโยงกับพรรค นายกฯอังกฤษ 8 ปีเปลี่ยนกัน 5 คน ส่วนประเทศไทยกลับตาลปัตรผู้ที่ไม่ได้รับเลือกจากประชาชนกลับยึดยื้ออยู่ในตำแหน่งได้
คุณพิธาและพรรคก้าวไกลแสดงจุดยืนเข้าใจประเด็นนี้ ประชาชนที่สนับสนุนฝ่าย “อำนาจโยง” ไม่ควรทะเลาะกันเอง แต่น่าจะหันมาคิดโจทย์ว่าจะร่วมกันชวนฝ่าย “อำนาจอยู่” ให้หันมาร่วมช่วยพาประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างไร และประเทศไทยจะแสวงหา “มหามติสมานฉันท์” หรือ “ความตกลงทางสังคม” ร่วมกัน (“Grand Compromise” / “Social Compact”) อย่างไร
วันนี้เรื่อง นายกฯเป็นแค่ด่านแรกๆ การเมืองก็เจรจากันไป หากสุดท้ายเจรจาแล้วไปต่อไม่ได้ โดยเฉพาะหาก ส.ว.ยังยืนยันงดออกเสียง ผมเสนอว่ามีช่องตาม “มาตรา 5” ของสิ่งที่ถูกเรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” ตีความ “ประเพณีการปกครอง” วินิจฉัยให้ ส.ส.เป็นผู้ลงมติเลือกนายกฯ โดยไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ว. และหากผู้ใดสกัดขัดขวางกระบวนการนี้ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ล้มล้างการปกครองและอาจต้องรับผิดทางการเมืองและทางกฎหมาย แม้เอาผิดไม่ได้ในวันนี้ แต่ความผิดนี้จะไม่ได้หมดไป และการขัดเกลาทางสังคมย่อมทำได้ทันที
แน่นอนว่าวิธีการนี้เป็นเรื่องการตีความ ที่ต้องทั้งกล้าหาญและแยบยล และอาจขัดจังหวะการเมืองหลายกลุ่ม แต่การต่อสู้บนหลักการไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และผลดีเกิดขึ้นได้แม้จะไม่สำเร็จทันทีก็ตาม ผมหวังว่าเราจะได้นายกฯโดยไม่ยุ่งยากวุ่นวาย แต่ก็ไม่ลืมว่ายังมีช่องทางนี้ให้ต่อสู้ได้
และสุดท้าย โปรดอย่าลืมว่าการได้ตำแหน่ง เป็นเรื่องสั้น แต่การรักษาความเชื่อมั่น เป็นเรื่องยาว ตำแหน่งมีแล้วก็หมดไป แต่ความเชื่อมั่นไว้วางใจอาจรักษาไปได้ยาวนาน
ผมขอให้ประเทศไทยได้ นายกฯ ที่มาจากประชาชนในเร็ววันครับ
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ

